นักเต้นไทยคนแรกบนรันเวย์ Marc Jacobs กับความชอบที่คนเคยตราหน้าว่าไร้สาระ

     “นักเต้น แฟชั่น คนไทย” เราอาจจะเคยเห็นนักคนไทยในวงการแฟชั่น นักเต้นชาวไทย นักเต้นในสายแฟชั่น แต่นี่จะเป็นครั้งแรกๆ ที่ได้เห็นนักเต้นไทยในโชว์แฟชั่นระดับโลก “น้ำหวาน-รวินันท์ อัศวกาญจนกิจ” คือสาวไทยวัย 23 ปีที่ได้แสดงฝีมือการเต้นต่อหน้าเหล่าคนแฟชั่นในโชว์คอลเล็กชั่นฤดูใบไม้ร่วง/ฤดูหนาว 2020 ของ Marc Jacobs ช่วงนิวยอร์กแฟชั่นวีก ซึ่งเป็นภายในโชว์มีไฮไลต์เป็นการแสดงเต้น โว้กจะพาไปทำความรู้จักว่าเธอคือใครพร้อมล้วงลึกถึงเส้นทางการเป็นนักเต้นที่กว่าจะมีโอกาสปรากฏกายในโชว์สุดยิ่งใหญ่แบบนี้

น้ำหวาน และ พี่สาวของเธอช่วงวัยเด็ก / ภาพ: @whanwink

     ย้อนกลับไปวัยเด็กสาวน้อยคนนี้เริ่มต้นเส้นทางนักเต้นตั้งแต่ 5 ขวบตามพี่สาว และเธอเลือกบัลเลต์ การเต้นที่นำเสนอความอ่อนช้อยของร่างกาย ในขณะที่ครอบครัวส่งเสริมให้ทำกิจกรรมหลากหลายมาก ทั้งว่ายน้ำ ร้องเพลง  เรียนไวโอลิน และอีกมากมายหลายรูปแบบแต่น้ำหวานก็ยืนยันจะเต้นบัลเลต์เป็นกิจกรรมหลัก เธอหลงใหลถึงขนาดเล่าให้เราฟังว่า “สมัยเด็กเขาจะมีให้เลือกระหว่างนอนกลางวันกับเรียนเต้นบัลเลต์ น้ำหวานและพี่สาวเลือกเรียนเต้นแทนการนอนกลางวันเลยด้วยซ้ำ” และแน่นอนว่าเมื่อทำกิจกรรมหลายอย่างร่างกายจะตอบสนองมาว่าไหวหรือไม่ ถึงจุดหนึ่งเด็กน้อยคนนี้ก็ใช้ร่างกายหนักเกินไปโดยเฉพาะเมื่อเต้นบัลเลต์ควบคู่กับการว่ายน้ำอย่างจริงจัง สุดท้ายเด็กประถมจึงตัดสินใจเลือกการเต้นบัลเลต์เพราะเป็นยิ่งกว่าความรักไปเสียแล้ว และนี่คือจุดเริ่มต้นของการมุ่งหน้าสู่ความชอบที่ไม่มีวันเปลี่ยนใจ

ภาพย้อนวัยสมัยเป็นบัลเลรินาตัวจิ๋วของน้ำหวาน / ภาพ: @whanwink

     “พ่อแม่คือแรงสนับสนุนหลัก” น้ำหวานเผยความรู้สึกที่มีต่อบุพการีว่าพวกเขาให้โอกาสเธอทำในสิ่งที่ชอบเสมอแม้บางครั้งอาจจะไม่ได้วิ่งตามเส้นทางปกติทั่วไปเท่าไรนัก พวกท่านคอยแนะนำเธออยู่เสมอ อย่างเช่นอยากให้น้ำหวานเก็บเกี่ยวความรู้พื้นฐานจากในโรงเรียนให้ครบถ้วนสมบูรณ์ก่อนค่อยเดินหน้าล่าฝันต่อไป ความเปิดกว้างของครอบครัวยิ่งสร้างอิสระให้สาวน้อยคนนี้ได้เลือกเรียนและฝึกฝนสิ่งที่ตนชอบเต็มที่ แม้จะต้องทนกับสายตาอันงุนงงเมื่อเรียนสเตรตชิ่ง (การยืดตัวเสริมความอ่อนไหวของร่างกาย) กับเหล่าเด็กยิมนาสติกวัยจิ๋ว แต่อุปสรรคแค่นี้ไม่มีทางหยุดความตั้งใจแรงกล้าได้ เธอยอมทำทุกอย่างเพื่อบัลเลต์ เด็กสาวพยายามอย่างหนักถึงขั้นเรียนเต้นกับครูต่างชาติเพิ่มเติมแต่ก็ต้องยอมจ่ายในเรตราคาแพงมาก ยังโชคดีที่ครูแนะนำว่าไม่จำเป็นต้องเรียนหลายๆ คลาสติดกัน เวลามาเรียนแต่ละครั้งให้ตั้งกล้องดูความผิดพลาดและรับคำแนะนำก่อนไปซ้อมต่อ อาทิตย์ถัดมาจะได้มาเรียนรู้เพิ่มเติมโดยไม่ต้องแก้ไขจุดผิดพลาดมากนักและที่สำคัญไม่ต้องเสียเงินค่าเรียนแพงเกินจำเป็นด้วย ถือเป็นโชคดีของน้ำหวานในการเริ่มเดินเส้นทางนี้จริงๆ

น้ำหวานและเพื่อนในคลาสบัลเลต์ของ Joffrey Ballet School ณ มหานครนิวยอร์ก / ภาพ: @whanwink

     “ออดิชั่นจนได้ไปนิวยอร์ก” ช่วงก่อนจบมัธยมเป็นเวลาที่น้ำหวานฝึกซ้อมอย่างหนัก คุมอาหารเพื่อรูปร่างสวยงามเมื่ออัดวิดีโอ เธอส่งคลิปไปหลายโรงเรียนมากและสุดท้ายสถาบัน Joffrey Ballet School ก็ตอบรับ เธอจึงตัดสินใจครั้งสำคัญในชีวิตด้วยการมุ่งหน้าสู่มหานครบิ๊กแอปเปิ้ล การเรียนบัลเลต์ในไทยเหมือนเป็นเพียงพื้นฐานเริ่มต้น เพราะที่นิวยอร์กคือ “ของจริง” ต้องใช้คำนี้จริงๆ เพราะก้าวแรกของน้ำหวานได้พบกับครูชาวรัสเซียที่สร้างให้เธอเป็นนักเต้นฝีมือดีตอนนี้ “กล้ามเนื้อผิดมัด ใช้กำลังผิดส่วน” คำเหล่านี้และอีกมากมายสอนให้เด็กมัธยมจบใหม่รู้ว่าที่ผ่านมาเธอไม่ได้รู้เรื่องบัลเลต์อย่างแตกฉานแม้จะเรียนจริงจังมาตั้งแต่เด็ก 2 เดือนแรกที่นิวยอร์กเธอต้องพยายามอย่างหนักเพื่อเรียนรู้ให้ถูกต้อง บทเรียนทุกบทถูกบันทึกลงบนสมุดข้างกาย ความพยายามเหมือนจะเห็นผลเพราะร่างกายปรับตัวเร็วและสามารถวาดลวดลายได้อย่างเป็นธรรมชาติ แต่แล้วน้ำหวานก็ตัดสินใจจะเปลี่ยนสายสู่เส้นทางการเต้นร่วมสมัย (Comtemporary) และอยากย้ายโรงเรียน แต่ครูรัสเซียพยายามรั้ง! ทำไมเธอจะไปและทำไมครูถึงรั้งให้อยู่...

บรรยากาศในคลาสบัลเลต์ของน้ำหวาน / ภาพ: @whanwink

     ครูรัสเซียขึ้นรับตำแหน่งไดเร็กเตอร์ที่โรงเรียนปรามเธอไว้ด้วยเหตุผลว่าน้ำหวานเก่งและพัฒนาได้รวดเร็วน่าจะไปได้ไกล “อยู่กับครูอีก 1 ปีนะถ้ายังอยากย้ายค่อยย้ายไปทำตามฝัน” สิ่งนี้คือคำพูดจากครูที่ยกระดับน้ำหวานอย่างเห็นได้ชัด แต่สุดท้ายใจของน้ำหวานเอนเอียงไปทางสายการเต้นร่วมสมัยแล้วแม้จะอยู่ต่อมาอีก 1 ปีตามคำแนะนำก็ตาม เธอจึงตัดสินใจออดิชั่นเข้า The Ailey School ผลปรากฏว่า ผ่าน! น้ำหวานไม่ได้แค่เข้าเรียนแต่ยังได้รับทุนการศึกษา ครูรัสเซียผู้ปลุกปั้นน้ำหวานเป็นมือแรก ณ มหานครนิวยอร์กก็ปล่อยมือจากเธอและอวยพรให้เธอโชคดีในเส้นทางการเต้นครั้งใหม่ต่อไป

ถึงแม้จะดูมีความสุขกับชีวิตในเมืองใหญ่ แต่เธอต้องพบกับความผิดหวังในสายอาชีพซ้ำแล้วซ้ำเล่า / ภาพ: @whankwink

     “ชีวิตนักเต้นมักวิ่งเล่นกับความผิดหวัง” ชีวิตนักเต้นจริงๆ หลีกหนีการโดนปฏิเสธไม่ได้จริงๆ หลังจากย้ายมาทำตามฝันที่ The Ailey School เธอพยายามออดิชั่นบ่อยครั้งแต่ก็โดนปฏิเสธมาบ่อยมากเช่นกัน น้ำหวานบอกเราว่า “โดนบ่อยมากๆ จนเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต แต่ก็ใช่ว่าจะชิน” ทุกครั้งที่พลาดโอกาสก็ส่งสภาพต่อสภาพจิตใจเสมอ แต่พอเริ่มทำความเข้าใจและหาเหตุผลกับสิ่งเหล่านี้ถึงรู้ว่าคนเก่งที่สุดอาจจะไม่ใช่คนที่ได้งาน เพราะส่วนมากคนจ้างมักมีเกณฑ์เรื่องรูปลักษณ์ภายนอกเข้ามาเป็นบรรทัดฐานสำคัญอยู่แล้วเช่นสีผิว เพศ รวมถึงส่วนสูงด้วย เพราะฉะนั้นการพลาดงานชิ้นสำคัญอาจไม่ได้มาจากฝีมือนักเต้นอย่างเดียว น้ำหวานย้ำตัวเองเสมอว่า “เราทำดีที่สุดแล้ว การไม่เลือกเราคือความผิดพลาดของคุณเอง”

บรรยากาศความสนุกสนานกในการซ้อมเต้นของน้ำหวานและทีมการแสดงในแมนฮัตตัน / ภาพ: @whanwink

     เมื่อสไตล์การเต้นเด่นชัดเราจึงล้วงลึกว่าสไตล์การเต้นที่เธอถนัดเป็นแนวไหนและเสน่ห์ของการเต้นคืออะไร น้ำหวานจึงเผยกับเราว่า “ตอนนี้น้ำหวานเต้นแบบร่วมสมัยเป็นหลัก แต่ก็ยังสามารถเต้นบัลเลต์ได้อยู่ ช่วงหลังก็เริ่มแนวมิวสิคัล” เธอไม่หยุดพัฒนาพร้อมเผยความรู้สึกต่อว่า “เวลาเต้นทำให้น้ำหวานได้เป็นของตัวเองมากที่สุด ได้ถ่ายทอดอารมรณ์โดยไม่ต้องเอ่ยปาก เวลาขึ้นแสดงแล้วมีคนปรบมือให้คือช่วงเวลาที่มีความสุขเพราะเขามีความสุขที่ได้เห็นการแสดงของเรา โชคดีมากจริงๆ ที่น้ำหวานได้เห็นความสุขคนอื่นจากการได้ทำสิ่งที่เรารัก” และแรงผลักดันนี้ส่งเสริมให้เธอมุ่งมั่นถึงขีดสุด ไม่มีเวลาให้หยุดนิ่งต้องพัฒนาตัวเองเพื่อผ่านการออดิชั่นและรับงานที่เธอรัก แม้การแข่งขันจะสูงเพียงใดแต่เธอไม่เคยยอมแพ้...ไม่แม้แต่นิด

น้ำหวานขณะกำลังซ้อมเต้นกับทีมของ Marc Jacobs / ภาพ: Courtesy of Namwhan

     “เกือบบินไปแคสติ้งงานที่แคนาดาแล้ว...” หลังจากตรากตรำทำงานหนักเพื่อพัฒนาตัวเองและหารายได้จากการเต้นมาพักใหญ่ เธอกำลังจะเจอความสำเร็จสูงสุดครั้งหนึ่งในชีวิต “มาร์ค จาคอบส์” แบรนด์แฟชั่นชื่อดังเปิดแคสติ้ง นับเป็นโอกาสอันดีของเหล่านักเต้นร่วมสมัยทั่วนิวยอร์กและพื้นที่ใกล้เคียง แต่น้ำหวานเผยวินาทีเปลี่ยนชีวิตว่า “น้ำหวานเกือบต้องบินไปแคนาดาเพื่อออดิชั่นอีกงานหนึ่งแล้ว แต่ไฟลต์ยกเลิกกะทันหันเลยได้มาออดิชั่นโชว์นี้แทน” ดวงชะตาเหมือนช่วยเธอไว้เต็มๆ เพราะนอกจากเรื่องไฟลต์บินแล้ว เรื่องรูปลักษณ์ภายนอกของน้ำหวานไม่ค่อยตรงกับที่แบรนด์กำหนดนัก มีไซส์รองเท้าอย่างเดียวที่ตรงเป๊ะ เธอเล่าถึงเหตุการณ์วันแคสติ้งว่า “น้ำหวานบอกให้แฟนรอด้านนอกอาคารแป๊ปเดียวเดี๋ยวก็ออกมา สรุปวันนั้นเขากักตัวน้ำหวานตั้งแต่บ่าย 3 ถึงเที่ยงคืน” เป็นสัญญาณอันดีว่ามาร์คพร้อมต้อนรับนักเต้นคนนี้แล้ว

น้ำหวานและนักเต้นชายที่จะแสดงร่วมกันในโชว์ Marc Jacobs / ภาพ: Courtesy of Namwhan

     “เขาให้น้ำหวานลองชุด...แต่ก็ยังไม่รู้ตัวว่าได้งานหรือไม่” หลังจากโดนกักตัวคัดเลือกนานมาก ทางแบรนด์ให้น้ำหวานลองชุดและถ่ายรูปเก็บไว้ หลังจากนั้นมีการคัดเลือกคนเพื่อเดินบนส้นสูง เต้นให้คนออกแบบท่าเต้นและมาร์คชม เริ่มมีการแนะนำตัวกับทีมงานและมาร์คอย่างเป็นกิจจะลักษณะ น้ำหวานเล่าถึงบรรยากาศตอนนั้นว่า “น้ำหวานไม่รู้จริงๆ ว่าได้งานแล้ว มารู้ตัวอีกทีตอนเที่ยงคืนที่เขาบอกโอเค เจอกันพรุ่งนี้ กลับมาแบบงงๆ ดีใจจนนอนไม่หลับเลย” ความดีใจจนเก็บความรู้สึกไว้ไม่อยู่แบบนี้ช่างพิเศษกว่าความรู้สึกใดๆ เราเลยอยากรู้ว่าเธอคิดว่าอะไรผลักดันเธอมาถึงจุดนี้บ้าง เธอก็เผยคำตอบที่ทำให้เราถึงกับสะอึกหลังจากได้ฟังชีวิตอันหอมหวานในฐานะนักเต้นไทยที่ประสบความสำเร็จในนิวยอร์ก ภาพเบื้องหน้าอันสวยหรูมิอาจลบความทรงจำย่ำแย่ออกจากชีวิตเธอได้

ภาพรวมของเหล่านักเต้นในโชว์ Marc Jacobs ซึ่งหนึ่งในนั้นมีน้ำหวานอยู่ด้วย / ภาพ: Courtesy of Marc Jacobs

     คำตอบของเธอหลังจากเราถามคำถามด้านบนคือ “ความเจ็บปวดเป็นแรงผลักดันให้น้ำหวาน ไม่เคยเชื่อว่าคนที่รู้จักตัวเราดีที่สุดกลับไม่สนับสนุนเรา แถมยังย้ำด้วยว่าความฝันของเรามันเป็นไปไม่ได้...นักเต้นอาชีพเนี่ยนะ!” ความเจ็บปวดทางจิตใจเริ่มขึ้นไม่พอยังโดนปฏิเสธการให้ความช่วยเหลือ สาวน้อยผู้ไล่ตามฝันยังถูกย้ำว่า “แม่ของเธอไม่ควรเสียเวลาส่งเธอไปเรียนต่อ มันเสียเวลา เกิดมาไม่ใช่ก็คือไม่ใช่ จะพยายามให้ตายมันก็ไม่ใช่...” ถ้อยคำเปรียบดั่งมีดบาดลึกลงไปในใจของคนล่าฝัน แต่น้ำหวานก็ไม่หยุดพยายามเมื่อมีโอกาสมาเรียนที่นิวยอร์กจริงๆ นักเต้นหน้าใหม่(ณ ขณะนั้น) คนนี้ได้เจอนักเต้นฝีมือดีมากมาย พวกเขาชื่นชมและสนับสนุนเธอให้คุณค่ากับตัวเองมากขึ้น สิ่งที่ดีที่สุดที่น้ำหวานบอกกับเราคือ “พ่อแม่เชื่อมั่นในตัวน้ำหวาน” ความภูมิใจของพ่อแม่คือส่งลูกเรียนจนจบไม่ว่าจะแขนงวิชาแบบไหนก็ตาม ไม่สนคำหมิ่นประมาทใดๆ สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นอาจจะเป็นแผลฉกรรจ์เจ็บทุกครั้งเมื่อพูดถึง แต่ในทางกลับกันมันคือขวากหนามชั้นดีที่เธอผ่านมาได้และเรียนรู้ว่านี่คือโลกแห่งความจริง ความโหดร้ายเหล่านี้ทำให้เธอแข็งแกร่ง และยิ่งแข็งแกร่งขึ้นเมื่อได้รับพลังจากผู้มีพระคุณทั้ง 2 ท่าน แข็งแกร่งถึงขนาดยืนหยัดเป็นนักเต้นที่ได้รับเลือกจากแบรนด์ระดับโลก

อีกหนึ่งภาพรวมเหล่านักเต้นในโชว์นี้ / ภาพ: Courtesy of Namwhan

     หลังจากแรงผลักดันส่งเธอมาในจุดสูงลิ่วแบบนี้ก็ต้องมีการรักษามาตรฐานและความสำคัญของการเป็นนักเต้นอาชีพ ซึ่งน้ำหวานก็เผยกับเราอย่างตรงไปตรงมาว่า “ใจรักและความมุ่งมั่นคือองค์ประกอบที่สำคัญที่สุด ไม่ใช่เฉพาะการเต้น แต่หมายถึงหนทางความสำเร็จในทุกๆ ด้าน ตอนแรกอาจจะยาก โดนปฏิเสธเป็นเรื่องปกติ ต้องขยัน อดทน และไม่ยอมแพ้ และแล้ววันหนึ่งจะเป็นวันของเรา” ทั้งหมดสะท้อนพลังในตัวของนักเต้นสาวชาวไทยผู้ก้าวไกลสู่เวทีโลกในวัยเพียง 23 ปี ขวากหนามที่เคยขวางเธอเป็นปราการด่านน้อย-ใหญ่ที่ถูกทำลายทิ้งหมด ถ้าเปรียบน้ำหวานเป็นดั่งนักปีนผาคงเป็นนักปีนผาที่มีคนคอยพยุง(พ่อแม่) และปีนผาหนาม คนด่าทอว่าบ้าไร้สาระ แต่เธอกลับปีนต่อและก้าวขึ้นสู่ยอดสูงสุดในแบบที่น้อยคนจะทำได้ และนี่คือนักเต้นสาวไทยบนรันเวย์มาร์ค จาคอบส์คอลเล็กชั่นล่าสุด “น้ำหวาน-รวินันท์ อัศวกาญจนกิจ” 

 

ใครต้องการชมวิดีโอการแสดงของน้ำหวานสามารถคลิกชมโชว์ของมาร์ค จาคอบส์ได้ด้านล่างนี้

Keyword:  
ร่วมแสดงความคิดเห็น
VOGUE Daily
 

Sign Up for Our Newsletter
สมัครรับข่าววสารทางอีเมล