Life
Mariah Carey ตำนานซินเดอเรลล่าแห่งวงการดนตรี

     ในงานกาล่า เดโมเทปสี่เพลงของนักร้องแบ็กอัพโนเนมถูกส่งให้บอสใหญ่ของโคลัมเบียเรคคอร์ดส์ ระหว่างเดินทางกลับบ้าน เขาให้คนขับรถเปิดให้ฟังบนรถ และหลังจากที่ได้ฟังสองเพลงแรก เขาสั่งให้คนรถขับกลับไปที่งานเลี้ยงทันทีเพื่อหาตัวหญิงสาวเจ้าของเสียงในเดโมเทปม้วนนั้น… แต่เธอกลับบ้านไปแล้ว นี่คือนิยายซินเดอเรลล่าแห่งวงการดนตรีที่ถูกเล่าขานกันไม่รู้จบ และนั่นคือจุดเริ่มต้นของอัลบั้มแรกในชีวิตของมาไรอาห์ แครีย์

 

ปกอัลบั้มแรกของมาไรอาห์ แครีย์

     มาไรอาห์เริ่มหัดแต่งเพลงและทำเพลงมาตั้งแต่อายุ 16 ปีสมัยเรียนไฮสกูล ร่วมกับเกวิน คริสโตเฟอร์ วันหนึ่งพวกเขาอยากได้คนมาเล่นคีย์บอร์ด ซึ่งคนที่นัดไว้เกิดมาไม่ได้ ไปๆ มาๆ เลยได้เบน มาร์กูลีส์ มาเล่นแทน จากนั้นมาไรอาห์กับเบนก็คลิกกันในฐานะนักแต่งเพลง และร่วมกันทำเพลงหลายเพลงเพื่อให้เป็นเดโมเทปของมาไรอาห์ มาถึงปี 1988 มาไรอาห์วัย 18 ปีตัดสินใจย้ายออกจากบ้านของแม่เธอที่ลองไอแลนด์มาแชร์ห้องเล็กๆ อยู่ในแมนฮัตตันร่วมกับรูมเมทคนอื่นๆ ตอนนั้นเธอรับจ๊อบหารายได้ด้วยการเป็นพนักงานเสิร์ฟ (ซึ่งส่วนใหญ่โดนไล่ออกหลังจากสองอาทิตย์) แต่ในขณะเดียวกันมาไรอาห์ไม่ยอมทิ้งความฝันการเป็นศิลปินเพลงด้วยการพยายามนำเดโมเทปสี่เพลงที่เธอทำกับเบนไปเสนอกับค่ายต่างๆ แต่ก็ถูกปฏิเสธมาโดยตลอด กระทั่งเธอได้รับการแนะนำให้รู้จักกับเบรนด้า เค. สตาร์ นักร้องดาวรุ่งในตอนนั้น (เจ้าของเพลง “I Still Believe” ที่มาไรอาห์นำมาร้องคัฟเวอร์เพื่อเป็นการสดุดีและขอบคุณเบรนด้าที่ให้โอกาสเธอ) มาไรอาห์ได้เป็นนักร้องแบ็กอัพให้กับเบรนด้าอยู่พักหนึ่ง ในตอนนั้นเบรนด้ามั่นใจว่าน้ำเสียงและพรสวรรค์ของมาไรอาห์นั้นสามารถก้าวไปเป็นนักร้องอาชีพได้ แต่โอกาสของเธอยังไม่มาถึง

     ในคืนหนึ่งของเดือนธันวาคม 1988 เบรนด้าได้รับเชิญไปร่วมงานเลี้ยงของผู้บริหารโคลัมเบียเรคคอร์ดส์ เธอเลยถือโอกาสชวนมาไรอาห์ไปงานด้วยเพื่อหาทางให้เธอนำเดโมเทปไปเสนอ คนที่มาไรอาห์ยื่นเดโมเทปให้คือเจอร์รี แอล. กรีนเบิร์ก ประธานของแอตแลนติกเรคคอร์ดส์ แต่ทอมมี่ ม็อตโตล่า บอสใหญ่ของโคลัมเบียเรคคอร์ดส์แทรกเข้ามาคว้าเดโมเทปนี้ไปและขอเป็นคนดูโปรเจ็กต์นี้เอง ระหว่างทางกลับบ้านทอมมี่ฟังเทปนี้บนรถลิมูซีน และหลังจากที่ฟังไปได้แค่สองเพลง เขาทึ่งกับน้ำเสียงของมาไรอาห์ ถึงขั้นสั่งให้คนรถขับกลับไปที่งานอีกครั้งเพื่อพบเธอ แต่สายเกินไป เธอกลับบ้านไปเสียแล้ว… สื่อมวลชนต่างพากันบอกว่า นี่คือ “นิยายซินเดอเรลล่าในโลกดนตรี” หากแต่เปลี่ยนจากรองเท้าแก้ว เป็นเดโมเทป

มาไรอาห์ แครีย์ และ ทอมมี่ ม็อตโตล่า

     แต่เรื่องนี้ไม่ยากเหมือนซินเดอเรลล่า เพียงแค่หนึ่งสัปดาห์ถัดมา ทอมมี่ติดต่อมาไรอาห์ผ่านผู้จัดการของเบรนด้าได้ ทอมมี่จับเธอเซ็นสัญญาและเริ่มทำอัลบั้มแรกตั้งแต่เดือนธันวาคม 1988 แผนการของทอมมี่ในตอนนั้นคือ เขาคิดว่าอริสต้าเรคคอร์ดส์มีวิทนีย์ ฮูสตัน ศิลปินหญิงโชว์พลังเสียง ส่วนไซร์ก็มีมาดอนน่าที่เป็นสายป๊อปแดนซ์ ทอมมี่คิดว่ามาไรอาห์ แครีย์คือส่วนผสมระหว่างสองคนนั้นที่น่าจะเป็นดีว่าแห่งค่ายโคลัมเบียและสามารถสู้สองคนนั้นได้

     ก่อนหน้านี้มาไรอาห์และเบนร่วมกันแต่งเพลงไว้มากถึง 14 เพลง ซึ่งถูกเลือกนำมาใส่ในอัลบั้มจริงถึง 7 เพลงได้แก่ “Vision of Love”, “Vanishing”, “Prisoner” รวมทั้ง 4 เพลงที่ถูกนำมาทำเดโมเทปก่อนหน้านั้นคือ “Alone in Love”, “Someday” (เพลงที่ทอมมี่ได้ยินแล้วถึงกับต้องย้อนกลับไปที่งานเลี้ยง) “All In Your Mind” และ “Prisoner”) เดิมทีทั้งคู่ตั้งใจจะโปรดิวซ์เองหมดทั้งอัลบั้ม แต่ทางค่ายไม่ยอม เลยให้เธอทำงานร่วมกับโปรดิวเซอร์และนักแต่งเพลงคนอื่นๆ จนได้เพลงอย่าง “I Don’t Wanna Cry” และ “Love Takes Time” ซึ่งเพลงหลังนี่เดิมทีตั้งใจจะแต่งเพื่ออัลบั้มที่สอง แต่หลังจากที่ทอมมี่และผู้บริหารคนอื่นๆ ได้ฟังก็ออกคำสั่งว่า “ต้องใส่ในอัลบั้มนี้เลย” แต่ในตอนนั้นอัลบั้มถูกทำเกือบจะเรียบร้อยแล้ว ปกก็พิมพ์เสร็จแล้ว ทำให้ “Love Takes Time” เป็นเพลงที่ทำอย่างรวดเร็วภายในเวลาเพียงสามวันและถูกใส่ในคาสเซ็ตต์ ซีดี แผ่นเสียง ได้ทันเวลา แต่ปกเวอร์ชั่นแรกที่ออกมาจะไม่มีชื่อเพลงนี้ปรากฏอยู่ในแทร็กสุดท้าย เนื่องจากพิมพ์ใหม่ไม่ทัน (กลายเป็นปกที่หายากไปซะอย่างงั้น) “Love Takes Time” ยังเป็นเพลงแรกที่มาไรอาห์ ร่วมงานกับวอลเตอร์ อฟาเนซีฟ ที่กลายเป็นโปรดิวเซอร์คู่บุญของเธอในเวลาถัดมา

 

     อัลบั้ม Mariah Carey ถูกปล่อยออกมาเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 1990 และประสบความสำเร็จอย่างท่วมท้นเป็นปรากฏการณ์และสร้างสถิติหลายอย่าง เธอเป็นศิลปินหญิงคนแรกในประวัติศาสตร์ที่มี 4 ซิงเกิลจากอัลบั้มแรกติดอันดับ 1 หมดทุกเพลง ได้แก่ “Vision of Love”, “Love Takes Time”, “I Don’t Wanna Cry” และ “Someday” อีกทั้งยังชนะรางวัลแกรมมี่ 2 รางวัลคือ Best New Artist และ Best Female Pop Vocal Performance จากเพลง “Vision of Love” ทั้งหมดนี้ส่งผลให้อัลบั้มครองอันดับ 1 บนชาร์ตบิลบอร์ดนานถึง 11 สัปดาห์ และเป็นอัลบั้มที่ขายดีที่สุดในสหรัฐอเมริกาปีนั้น จนถึงทุกวันนี้อัลบั้ม Mariah Carey มียอดขายกว่า 15 ล้านก๊อปปี้ทั่วโลก ขณะที่เธอยังคงครองตำแหน่งศิลปินเดี่ยวที่มีเพลงอันดับหนึ่งมากที่สุดในสหรัฐอเมริกา (18 เพลง) จนถึงตอนนี้ และมียอดขายอัลบั้มรวมทั้งหมดกว่า 200 ล้านก๊อปปี้

     อีกสิ่งหนึ่งที่เหมือนนิยายซินเดอเรลล่าก็คือมาไรอาห์แต่งงานกับทอมมี่ มอตโตล่า ในปี 1993 แต่นิยายเรื่องนี้จบลงไม่สวยเพราะทั้งสองแยกทางกันในปี 1997

อ่านเพิ่มเติม:

  1. Let It Be อัลบั้มสุดท้ายก่อนการแยกทางของสี่เต่าทอง
  2. 10 อย่างที่คุณอาจไม่รู้เกี่ยวกับ Dua Lipa
  3. Born in the U.S.A. งานร็อกระดับตำนานของเดอะบอส และที่มาของปกสุดคลาสสิก
ร่วมแสดงความคิดเห็น
VOGUE Daily
 

Sign Up for Our Newsletter
สมัครรับข่าววสารทางอีเมล