VOGUE LIVING เปิดบ้าน Tory Burch

LIFESTYLE

VOGUE LIVING | เปิดบ้าน Tory Burch กับการเริ่มบทใหม่ในบ้านแสนสวยที่กรุงปารีส!

Tory Burch บริหารบริษัทของตัวเองมา 20 ปี ตอนนี้ถึงเวลาสำหรับการเริ่มบทใหม่และบ้านหลังใหม่

25 กันยายน 2568

ช่างภาพ: François Halard

แต่งหน้า: Berta Camal

ทำผม: Michael Johnson

จัดดอกไม้: Rana Kim

ดำเนินงาน: Kitten Production

บรรณาธิการ: Tabitha Simmons

เรื่อง: Chloe Schama

แปลและเรียบเรียง: วิริยา สังขนิยม

 

     “ฉันยังไม่พร้อม” Tory Burch เอ่ยขึ้นมาขณะที่นางแบบสวมแจ็กเกตผ้าซาตินทรงสี่เหลี่ยมคล้ายชุดกีฬาเจาะตาไก่ร้อยเชือกหนังที่คอและฮู้ดเดินเข้ามาในห้องประชุม คนที่นั่งติดกับทอรี่คือ Pookie Birch ลูกเลี้ยงของเธอซึ่งเป็นรองผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ ส่วนที่นั่งถัดไปอีกด้านคือ Brian Molloy สไตลิสต์ที่ร่วมงานกับทอรี่มาตั้งแต่ปี 2020 หลังจากที่เธอหันมาทำงานสร้างสรรค์ให้บริษัทอย่างเต็มตัวในปี 2019 และส่งต่อหน้าที่ซีอีโอหลายๆ ด้านให้ Pierre-Yves Rousel สามีของเธอรับผิดชอบแทน

 

 

     พูกี้ เบิร์ชบอกว่าผ้าซาตินที่ใช้ทำแจ็กเกตอาจดูเหมือนชุดคุณแม่สูงวัยใส่ออกงานไปหน่อย เนื้อเกือบจะหนาหนักเท่าผ้าโบรเคด แต่เธอชอบการผูกเชือกที่ดูแปลกตา ส่วนทอรี่นั้นดูเหมือนจะไม่ค่อยถูกใจ

     นางแบบกลับออกไปเปลี่ยนชุด ส่วนทอรี่ก็ให้ผู้ช่วยไปหยิบแจ็กเกตดินเนอร์สมัยคริสต์ศตวรรษที่ 19 ในคลังออกมา เธออยากให้ทีมงานศึกษาเสื้อตัวนี้ดูเพราะ “มันเกี่ยวกันอย่างแปลกๆ ในแง่รายละเอียด” การประชุมกับทอรี่ เบิร์ชมักมีการสำรวจอดีตสนุกๆ แบบนี้ควบคู่ไปกับการท้าคนรอบข้าง โดยคาดหวังว่าพวกเขาก็จะทำแบบเดียวกันกับเธอด้วย นางแบบกลับเข้ามาพร้อมกางเกงที่มีคลิปหนีบรวบเข้าหากันตรงกระเบนเหน็บ “หนูเหมือนโอลิเวอร์ ทวิสต์นิดหนึ่งนะ” ทอรี่บอกแบบไม่จิกกัด นางแบบก็ยิ้ม

     ต้นสัปดาห์นั้นฉันไปพบทอรี่ที่ห้องทำงานของเธอในตึกเดียวกัน ตึกนี้สูงหลายชั้น มีอาเตลิเยร์อยู่ในตึก มีห้องแสดงสินค้า และอีกหลายห้อง บางห้องก็ซับซ้อนด้วยรายละเอียด บางห้องก็กว้างจนแทบจะเดินหลง ทอรี่เคยเล่าที่มาของตัวเองมาแล้วหลายครั้ง แต่ก็ยอมเล่าซ้ำในเรื่องเด่นๆ “พ่อฉันไม่เคยทำงานเป็นเรื่องเป็นราว” เธอบอกขณะที่เราสองคนนั่งอยู่บนโซฟาในห้องทำงาน บนตักมีจานอาหารไทยวางหมิ่นเหม่ชวนเสียวไส้ ความเชื่อมั่นของทอรี่นั้นแพร่มาถึงฉันด้วย ถ้าเธอวางจานผัดไทยกุ้งบนกางเกงสีครีมได้โดยไม่หก ฉันก็ทำได้เหมือนกัน พอเหลือบมองลงไปก็เห็นรองเท้าส้นสูงสีเงินโผล่จากชายกางเกงของเธอ ส่วนท่อนบนเธอใส่เสื้อเชิ้ตกลัดกระดุมปก สวมทับด้วยเบลเซอร์สีเทานกพิราบ ทอรี่เล่าต่ออีกว่า Reva แม่ของเธอเป็นเจ้าบ้านหญิงชั้นยอด เก่งการบ้านการเรือนประมาณมาร์ทา สจวร์ตรุ่นบุกเบิก สามารถเนรมิตกิ่งวิลโลว์เป็นของตกแต่งกลางโต๊ะอาหาร แถมยังเก็บซังบวบที่ปลูกเองมาตากแห้งทำของขวัญวันคริสต์มาส

 

 

Article

     บ้านของครอบครัวทอรี่ซึ่งอยู่ที่แวลลีย์ ฟอร์จ รัฐเพนซิลเวเนีย อายุร่วม 200 ปี มีห้องนอน 15 ห้อง และเต็มไปด้วยข้าวของที่พ่อกับแม่ได้มาจากตลาดนัดและงานประมูล ทอรี่บอกว่ามีช่วงหนี่งที่ครอบครัวเธอเลี้ยงสุนัขเยอรมันเชปเพิร์ด 35 ตัว แมว 6 ตัว แล้วยังมีนก เต่า เป็ด กระจัดกระจายกันอยู่บนที่ดิน 50 เอเคอร์ ทอรี่เคยเรียนโรงเรียนเควกเกอร์ใกล้บ้าน แต่นักเรียนที่นั่นไม่ใส่ใจการเรียนเท่าเธอซึ่งสมัยนั้นออกจะทอมบอย พ่อแม่จึงส่งเธอไปโรงเรียนประจำหญิงล้วนชื่อ Agnes Irwin จากนั้นทอรี่เข้าเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย โดยเลือกเอกประวัติศาสตร์ศิลปะ แต่หยุดไปเที่ยวเสียหนึ่งเทอม ซึ่งเธอบอกว่าทำให้เธอเกิดความมุ่งหมายที่จะทำงานสาธารณกุศล ส่วนจริยธรรมในการทำงานนั้นเธอได้มาจากแม่ “แม่เป็นคนที่ธุระเยอะที่สุดเท่าที่ฉันเคยเจอ แล้วก็พลังเยอะกว่าฉันด้วย” แม่เป็นคนบอกทอรี่ว่าเธอต้องสร้างฐานะด้วยตัวเอง

     หลังจบมหาวิทยาลัย ทอรี่ทำงานครั้งแรกกับดีไซเนอร์ชาวยูโกสลาเวียชื่อ Zoran ซึ่งทำเสื้อผ้าแนวมินิมัลลิสม์ภูมิฐาน แม่ของเธอยังเคยใส่ ทอรี่เล่าว่า “มีกันแค่ฉัน เขา หุ้นส่วนของเขา แล้วก็ห้องเย็บผ้าหลังร้าน” พอสิบโมงเช้าก็ได้เวลาเปิดวอดก้า (“หน้าเขาเหมือนรัสปูติน” ทอรี่บอก) โซรานอยากให้พนักงานทุกคนทำตามสุนทรียะที่เขาชื่นชอบ นั่นคือไม่แต่งหน้า ใส่รองเท้าไม่มีส้น ไว้ผมสั้น ทอรี่มักถูกส่งออกไปรับหน้าผู้มาเยือนที่ไม่เป็นที่ต้องการ ส่วนเจ้านายจะแอบอยู่ข้างหลัง ต่อมาเธอได้งานที่ Harper’s Bazaar ที่ซึ่งเธอได้เรียนรู้ว่าการถ่ายรูปเขาทำกันอย่างไร และได้รู้ว่าต้องไม่เรียกเจฟฟรีย์ บีนหรือใครก็ตามด้วยชื่อตัว เว้นแต่เจ้าตัวจะบอกให้เรียกอย่างนั้น

     เส้นทางของทอรี่ในวงการแฟชั่นพาเธอไปทำงานที่ Ralph Lauren, Vera Wang และ Loewe ต่อมาในปี 1996 เธอแต่งงานกับ J. Christopher Burch ผู้ประสบความสำเร็จจากการเป็นผู้ประกอบการ ตอนนั้นพูกี้ อิซซี่ และหลุยซา ลูกสาวสามใบเถาของคริสยังเล็กอยู่ และทั้งสามก็กลายเป็นลูกของทอรี่ พูกี้เล่าว่าครั้งแรกที่ได้พบทอรี่นั้น เธออยู่ในสระว่ายน้ำบ้านพ่อที่แฮมป์ตัน “แล้วผู้หญิงคนนี้ก็เดินผ่านมา ฉันยังจำได้ว่าเธอใส่อะไร เธอเริ่มคุยกับฉันและน้องๆ ฉันเกิดความรู้สึกว่า ‘ชอบคนนี้จัง’ ฉันรู้สึกปลอดภัยทันทีเลย” ทอรี่มีลูกกับคริส เบิร์ชสามคน ลูกชายฝาแฝดเฮนรี่กับนิโคลัสเกิดปี 1997 ส่วนซอว์เยอร์ลูกชายคนเล็กเกิดปี 2001

 

 

Article

     การทำงานขณะที่ลูกยังเล็กมากเป็นความท้าทายอย่างหนึ่ง “ผู้หญิงเราต้องเลือก ซึ่งเป็นอะไรที่ฉันไม่คิดว่าผู้ชายต้องเจอ” ทอรี่บอกฉันตรงๆ เธออยู่บ้านเลี้ยงลูกอย่างเดียวอยู่พักหนึ่ง และเมื่อมองย้อนไปเธอก็รู้สึกชอบช่วงนั้น “ได้เล่นเทนนิสทุกวันก็เยี่ยมเหมือนกันนะ” แต่เผอิญว่าทอรี่เป็นคนที่ไม่จำเป็นต้องนอนเยอะ และมีไอเดียจะทำนั่นทำนี่อยู่ตลอดเวลา

     ตั้งแต่แบรนด์ทอรี่ เบิร์ชก่อตั้งขึ้นในปี 2004 แบรนด์ก็ฉายภาพของชีวิตยามว่างและความประณีตผ่านเสื้อผ้าที่สามารถใส่ไปตัดแต่งกิ่งไฮเดรนเยียในคฤหาสน์ชนบทได้ แต่บรรดาคุณแม่ย่านชานเมืองชอบใส่ไปจ่ายของช่วงกลางวันที่ Kroger จีนน์ กรีนเบิร์ก โรฮาทินเจ้าของแกลเลอรีซึ่งเป็นเพื่อนกับทอรี่มาหลายสิบปีเล่าว่าทอรี่เอาสเวตเตอร์ที่พ่อเคยใส่เล่นกอล์ฟมาให้เธอดูตั้งแต่เริ่มทำแบรนด์ใหม่ๆ “เธอมีความคิดว่าจะทำสปอร์ตแวร์อเมริกันแบบที่คนใส่ไปคันทรี่คลับกันในสมัยก่อน เธอเข้าใจดีว่าตลาดมีที่สำหรับธุรกิจเฉพาะกลุ่ม และเธอก็อยากทำออกมาในราคาที่คนซื้อได้”

      สุนทรียะที่ดูผ่อนคลายของทอรี่ เบิร์ชอาจทำให้ดูไม่ออกว่าต้องทำงานอย่างแข็งขันขนาดไหนกว่าที่แบรนด์จะแจ้งเกิดได้ คนกลุ่มแรกที่ลงทุนในบริษัทคือเพื่อนและญาติๆ ซึ่งทอรี่บอกให้ลงขัน “เท่าที่จะทำใจได้ถ้าไม่ได้คืน” ซึ่งบางคนก็สมทบมาไม่กี่พันดอลลาร์ ทอรี่คิดมาตั้งแต่ตอนนั้นแล้วว่าอยากให้ธุรกิจมีจุดมุ่งหมายที่กว้างขึ้น “ฉันจะไม่มีวันลืมว่าเคยไปนั่งโซฟาบ้านผู้ลงทุนคนแรกๆ แล้วบอกเขาว่า ‘ฉันอยากตั้งแบรนด์ไลฟ์สไตล์ระดับโลกเพื่อจะได้ตั้งมูลนิธิ’ เขาบอกว่า ‘อย่าพูดแบบนั้นเป็นอันขาด” (มูลนิธิทอรี่ เบิร์ชก่อตั้งอย่างเป็นทางการในปี 2009 ได้มอบเงินสนับสนุนแก่สตรีเจ้าของธุรกิจไปแล้ว 2 ล้านดอลลาร์ และยังให้ผ่านโครงการเงินกู้อีกหลายล้านดอลลาร์ เป้าหมายปัจจุบันของมูลนิธิคือการเพิ่มเงินเข้าระบบเศรษฐกิจให้ได้ 1 พันล้านดอลลาร์ภายในปี 2030)

 

 

     เมื่อบริษัทเติบโต ทอรี่ก็อยากจะแยกชีวิตส่วนตัวจากการทำงาน ซึ่งเธอยอมรับว่าความระแวดระวังในครั้งนั้นทำให้เธอปิดตัวเองในบางครั้ง แต่ที่เธอปรารถนาความเป็นส่วนตัวนั้นก็มีเหตุผล เพราะตอนนั้นเธอกับคริส เบิร์ชอยู่ในช่วงดำเนินเรื่องหย่าซึ่งกินเวลานาน (เดี๋ยวนี้เธอกับเขาเป็นเพื่อนกันแล้ว) เมื่อฉันถามความเห็นจากเธอว่าคนทั่วไปเข้าใจผิดอย่างไรบ้างเกี่ยวกับอดีตที่ผ่านมาของเธอ ทอรี่ตอบว่าคนเข้าใจว่าเธอได้ความสำเร็จมาง่ายๆ “คนมองว่าอะไรต่ออะไรมันง่ายกว่าความเป็นจริง” เธอบอก “เฉพาะเรื่องทางกายอย่างเดียวก็...ไหนจะปริมาณงาน ไหนจะเวลาทำงานตั้งแต่แปดโมงเช้าถึงสี่ทุ่มทุกคืน บางทีมาหลับตอนตีสี่ แถมยังทำทุกอย่างตอนลูกยังเล็กๆ ด้วย”

     “ความคิดที่ว่าผู้หญิงต้องทำได้เยอะกว่าด้วยทรัพยากรที่น้อยกว่า มันมีแน่ๆ อยู่แล้ว” เมลโลดี้ ฮอบสันนักธุรกิจและนักการเงินซึ่งเป็นเพื่อนที่ดีของทอรี่ให้ความเห็น “เราไม่พูดถึงมันด้วยซ้ำไป” ตอนฉันไปพบทอรี่ที่ห้องทำงาน เธอพูดถึงช่วงเวลานั้นอย่างระวังพอสมควร ประมาณว่าตัวเองนั่งจิบไดเอตโค้กอยู่บนโซฟานุ่มๆ แบบนี้ก็ไม่อยากจะบ่น “ที่ฉันจะบอกให้ฟังก็คือมันหนักมากนะ งานที่ต้องทำเพื่อสร้างบริษัทนี้ขึ้นมา และผู้หญิงเราก็ถูกวัดด้วยมาตรฐานอีกแบบ”

 

 

     ตอนนี้เราขึ้นบทใหม่แล้ว และมันก็ต่างจากบทก่อนๆ อย่างเห็นได้ชัด ทั้งในแง่วัฒนธรรม โดยเฉพาะการมองผู้ก่อตั้งที่เป็นผู้หญิง และในแง่ขนาดของบริษัทที่ทอรี่เป็นผู้ก่อตั้ง นิตยสาร Forbes ประเมินว่าทอรี่ เบิร์ชมียอดขาย 1.8 พันล้านดอลลาร์ในปี 2024 จากร้าน 400 สาขาทั่วโลก และเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซระดับโลก 13 ไซต์ ทอรี่จ่ายเงินคืนผู้ลงทุนกลุ่มแรกไปนานแล้ว และบอกสั้นๆ แต่ได้ใจความว่า “หลายคนฐานะเปลี่ยนไปเลย” ความเปลี่ยนแปลงใหญ่ที่สุดในช่วงที่ผ่านมาคือการแต่งงานของเธอกับปีแยร์-อีฟว์ รูเซลในปี 2018 และการเข้ารับตำแหน่งซีอีโอบริษัททอรี่ เบิร์ชของเขาในปี 2019

     ฉันได้พบปีแยร์-อีฟว์ซึ่งเป็นผู้ชายร่างสูงมาดมั่นที่สำนักงานของทอรี่ในนิวยอร์ก และเขาก็บอกว่าไม่เคยคาดมาก่อนว่าจะมาทำงานกับภรรยา ปีแยร์-อีฟว์เติบโตที่ปารีส พ่อแม่ของเขาเป็นหมอกับนักจิตวิทยา ตัวเขาเองเคยทำงานธนาคาร ก่อนจะเปลี่ยนไปทำงานที่ปรึกษา และในที่สุดก็ไปลงเอยที่ LVMH โดยทำงานกับ Bernard Arnault โดยตรง และคอยบริหารจัดการการเข้าซื้อกิจการ และจับคู่นักสร้างสรรค์เก่งๆ กับแบรนด์

     ปีแยร์-อีฟว์พบทอรี่ครั้งแรกที่โรงแรมริตซ์ในปารีส เขานัดเธอรับประทานอาหารเช้าและพูดคุยธุรกิจโดยมีนักการธนาคารตามไปด้วยหนึ่งคน เขารู้สึกประทับใจ แต่พอเขียนไปบอกเธอว่าประทับใจก็ไม่ได้รับคำตอบ เพิ่งมาต่อกันติดหลังจากนั้นปีเศษเมื่อทอรี่เชิญเขาไปดูโชว์ ทั้งสองกลายเป็นเพื่อนกัน และต่อมาก็เป็นมากกว่าเพื่อน

     ทอรี่กับปีแยร์-อีฟว์แต่งงานกัน และงานฉลองที่จัดตามมาอย่างต่อเนื่องก็สะท้อนให้เห็นถึงโลกที่สองฝ่ายนำมารวมกันเป็นหนึ่ง เริ่มจากดินเนอร์วันซ้อมพิธีที่ปารีส ตามด้วยพิธีแต่งงานที่ศาลาเทศบาลเมืองแซ็ง-แฌแม็ง-เดส์-เพรส์ จากนั้นคู่บ่าวสาวแว่บไปจัดงานเลี้ยงและพิธีแต่งงานอีกครั้งที่แอนทีกาที่ทอรี่ซื้อบ้านต่อจากบันนี่ เมลลอนและเข้าไปปรับปรุงฟื้นฟูจนเป็นที่เลื่องลือ ก่อนหน้านั้นทอรี่กับปีแยร์-อีฟว์ไปๆ มาๆ ระหว่างนิวยอร์กกับปารีส แต่หลังแต่งงานก็ตัดสินใจร่วมกันว่าปีแยร์-อีฟว์ซึ่งยังทำงานอยู่ที่ LVMH ต้องย้ายไปอยู่นิวยอร์กและยอมสละตำแหน่งนั้นเสีย ตอนนี้เองที่เส้นแบ่งระหว่างงานกับบ้านเริ่มมีรอยรั่ว “เธอคอยถามผมตลอดเวลาว่า ‘เราควรทำนี่ทำนั่นไหม’” ปีแยร์-อีฟว์เล่า “ผมก็เลยคิดว่า ‘ถ้าเธอพาคนอื่นเข้ามาทำงาน แล้วเราต้องบริหารแบรนด์จากที่บ้านตอนค่ำวันเสาร์อาทิตย์ เราก็ทำเองเลยดีกว่า’”

 

 

Article

     ถ้าวัดกันตามกรอบของแดเนียล คาเนอแมน ทอรี่ก็เป็นคนคิดเร็ว ส่วนปีแยร์-อีฟว์คิดเป็นระบบระเบียบมากกว่า เธอมักจะเกิดความคิดขึ้นมาตอนกลางคืน ส่วนเขาจะประมวลสิ่งต่างๆ ในตอนเช้า “สองคนนี้สามารถผลักดันซึ่งกันและกัน” พูกี้บอก “ทั้งในฐานะนักธุรกิจและคู่ครอง” ทอรี่มีประสบการณ์ในการบ่มเพาะพลวัตนี้มาก่อนกับคนที่อยู่ใกล้ตัวที่สุด “เรามักจะหาจุดสมดุลที่เหมาะสมร่วมกันได้” Robert Isen พี่ชายของทอรี่กล่าว โรเบิร์ต ไอเซนเข้ามาทำงานที่บริษัทหลังเริ่มกิจการได้ 4 ปี และปัจจุบันรับหน้าที่หัวหน้าฝ่ายกฎหมายและกรรมการผู้จัดการฝ่ายพัฒนาองค์กร “โชคดีที่เธอไม่ได้ฟังผมเสียทุกเรื่อง”

     ช่วงตั้งแต่ปีแยร์-อีฟว์เข้ามาทำงานที่บริษัท ตรงกับช่วงการเกิดใหม่ของทอรี่ (Toryssaince) ที่จะเห็นได้จากการปรับเปลี่ยนที่น่าชื่นชม สู่ดีไซน์ที่ลดความเรียบร้อยลง และบางครั้งก็มากับซิลูเอตแปลกๆ แอ็กเซสเซอรี่ที่ล้ำกว่าเดิม และสไตล์มินิมัลลิสม์ในกรอบที่กว้างขึ้น ซึ่งก็ไม่ใช่ความบังเอิญแต่อย่างใดที่การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในช่วงที่ทอรี่มุ่งมั่นกับงานสร้างสรรค์ของบริษัทเพียงอย่างเดียว “ฉันว่าเราเป็นที่รู้จักเพราะบางสิ่ง แล้วคนก็ไม่ใช่จะเห็นของอื่นที่เราทำเสมอไป” ทอรี่บอก “ดีไซเนอร์ถูกจัดประเภทและจับใส่กรอบแบบตายตัว เดี๋ยวนี้คนมองอะไรลึกกว่านั้นแล้ว”

     ที่สุดแล้วความสอดคล้องกันระหว่างปีแยร์-อีฟว์กับทอรี่ก็ดูจะไม่ได้เกี่ยวกับพลังหยิน-หยางทางการงานมากเท่ากับการมองชีวิตด้วยความชมชอบศิลปะ วรรณกรรม สถาปัตยกรรม การเมือง และการแข่งรถฟอร์มูล่าวัน (ปีแยร์-อีฟว์ ซึ่งเป็นกรรมการบอร์ด McLaren พูดถึงหนังฟอร์มยักษ์เรื่อง F1 ของแบรด พิตต์ให้ฉันฟังว่าชวนติดตามแต่ว่ายาวไปหน่อย) “ถ้าเราคุยกันแต่เรื่องแฟชั่นเรื่องเดียวก็คงเป็นปัญหา” ปีแยร์-อีฟว์บอก และนี่ก็นำเรากลับมาที่บ้านใหม่แสนสวยในปารีสที่สื่อแทนชีวิตใหม่ของทอรี่ได้อย่างสมบูรณ์ เพราะเป็นทั้งที่มั่นในเมืองที่ปีแยร์-อีฟว์เรียกว่าบ้านมาเกือบตลอดชีวิตเป็นฐานสำหรับทั้งคู่ และเป็นผ้าใบผืนใหม่สำหรับสุนทรียะที่ยังมีวิวัฒนาการต่อเนื่อง บ้านนี้คืออะพาร์ตเมนต์บนพื้นที่สองชั้นแรกของอาคารที่หันไปทางทิศตะวันตก และมีสวนเล่นระดับอยู่ด้านหลัง อาคารหลังที่อยู่ติดกันคือบ้านพักของพระคาร์ดินัลแห่งปารีส (ว่ากันว่าอะพาร์ตเมนต์นี้แยกออกมาจากโบสถ์เมื่อ 60 หรือ 70 ปีมาแล้ว) เสียงที่จะได้ยินบ่อยที่สุดเวลาอยู่ในสวนคือเสียงระฆังหรือไม่ก็เสียงเด็กเล่นในโรงเรียนที่อยู่ใกล้ๆ หากมองจากหน้าต่างชั้นบนสุดของอาคารจะเห็นต้นเมเปิลญี่ปุ่น ต้นส้มที่นำมาจากมาร์แซย์ และซุ้มไม้เลื้อยที่มีมะลิและไฮเดรนเยียขึ้นคลุมเต็มไปหมด

     อะพาร์ตเมนต์นี้เรียบและน้อยกว่าบางสเปซของทอรี่ที่ตกแต่งด้วยโทนสีจัดเต็ม สรรพลายพิมพ์ยุ่งๆ และแจกันฝรั่งลายจีนชุดใหญ่ แต่ก็ยังมีหลักฐานบอกสไตล์จับนั่นผสมนี่อย่างประณีตของเธอ ไม่ว่าจะเป็นโต๊ะสมัย Arts and Crafts ที่ได้มาจากร้านแอนทีกในปารีส ไฟแขวน Lalique จากตลาดนัด ภาพเขียนสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 17 วางเคียงกับหน้ากากฝีมือศิลปินร่วมสมัยโรมูอัลด์ ฮาซูเม “บ้านนี้ฉีกแนวจากที่เธอเคยทำมา” แดเนียล โรมูอัลเดซสถาปนิกและนักออกแบบที่ร่วมงานกับทอรี่มาหลายโปรเจกต์กล่าว (ทอรี่และปีแยร์-อีฟว์ทำผังโครงสร้างร่วมกับ Studio Peregalli แห่งมิลาน ส่วนแดเนียลนั้นโฟกัสกับการตกแต่งภายใน) ตอนแรกแดเนียลก็ไม่ค่อยสบายใจ “ช่วงหนึ่งผมแซวเธอว่า ‘เราอาจจะกำลังโตไปคนละทางนะ’ แต่ต่อมาก็หาทางออกได้ และในที่สุดมันก็กลายเป็นงานคอลแล็บชิ้นโปรดที่สุดของผม” การร้อยเรียงเรื่องราวซึ่งเป็นเรื่องสำคัญสำหรับทอรี่ก็ยังเห็นได้อย่างชัดเจน ผ้าที่ใช้บุหัวเตียงและหลังคาเตียง ทำผ้าม่านห้องนอน และหุ้มเก้าอี้สไตล์หลุยส์ที่ 16 นั้นได้แรงบันดาลใจจากเสื้อกั๊กผู้ชายสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 18 ที่ทอรี่ไปเจอในคลังผลงานของ Le Manach บริษัทผ้าสัญชาติฝรั่งเศสที่มีความสำคัญในประวัติศาสตร์ และยังเป็นการยกย่องอะพาร์ตเมนต์ของพระนางมารี-อ็องตัวแน็ตที่พระตำหนักเปอตีต์ ทรียานง (เดรสสีเงินที่ทอรี่ออกแบบให้พาเมลา แอนเดอร์สันใส่ไปงาน Met Gala พอมาอยู่คู่กับผมทรงม้าเต่อที่พาเมลาตัดมาสดๆ ร้อนๆ ก็ทำให้นึกถึงโจนออฟอาร์ก “ชุดนั้นเหมือนเสื้อเกราะ” พาเมลาเล่าให้ฉันฟัง “แล้วก็น่าจะหนักพอๆ กันด้วย”

     ที่สำคัญกว่าสิ่งของที่นำมาแต่งบ้านก็คือบ้านนี้เป็นที่สำหรับลูกหลานของเขาและเธอ “เราคุยเรื่องนี้กันเยอะตั้งแต่แรก” ปีแยร์-อีฟว์พูดถึงครอบครัวใหญ่ที่รวมสมาชิกทั้งสองฝั่งเข้าด้วยกัน “เรารู้สึกและเราก็เชื่ออย่างลึกซึ้งจริงจังเลยว่าจะเป็นการผจญภัยที่ยอดเยี่ยมสำหรับทุกคน” เขาหมายถึงบ้านหรือการแต่งงานกันแน่นะ ปีแยร์-อีฟว์ตอบว่าใช่ทั้งคู่ แต่บ้าน “คืออิฐก้อนหนึ่งในนี้”

 

 

Article

     ฉันได้เห็นบ้านก่อนวันถ่ายรูปสำหรับบทความนี้หนึ่งวัน ทอรี่โบกมือให้เมื่อเห็นฉันเดินเข้ามา เธอกำลังยุ่งกับการใส่ใจสิบเรื่องพร้อมกัน แต่เธอทำด้วยท่าทีอันสงบ ปกติแล้วคนแบบนี้คงต้องเรียกว่า นักมัลติทาสก์ แต่คำนั้นไม่สื่อความมีประสิทธิภาพแบบไม่มากจริตที่ติดตัวเธอมาแต่กำเนิด “ทอรี่มีทักษะที่ผมว่าคนประสบความสำเร็จในโลกเราส่วนใหญ่จะมีกัน” ความเห็นนี้มาจากราชิด จอห์นสัน ศิลปินที่เป็นทั้งเพื่อนและผู้ร่วมก่อการกับทอรี่เมื่อครั้งทำชุดให้ผู้กำกับจานิกซา บราโวใส่ไปงาน Met Gala ปีนี้ “เธอเป็นคนที่ติดต่อด้วยง่าย”

     แดเนียลมาถึงแล้ว เช่นเดียวกับแมดิสัน คอกซ์ นักออกแบบสวนซึ่งพาเพื่อนเก่ามาด้วยสองสามคน (โดยไม่มีใครคาดคิด) พูกี้ซึ่งมาในฐานะลูกเลี้ยงบอกทอรี่ว่าจัดโต๊ะดินเนอร์ไว้แค่ 8 ที่ แต่มีคนทั้งหมด 9 คน เธอจึงเสนอว่าจะพาเคต แม็กคอลลอฟเพื่อนของเธอออกไปหาอะไรกินข้างนอก เคตนั้นเป็นที่ปรึกษาด้านดีไซน์ที่ทำงานกับทอรี่อยู่บ่อยๆ (และเป็นน้องของดีไซเนอร์แจ็ก แม็กคอลลอฟ) แต่ข้อเสนอของพูกี้ถูกปฏิเสธอย่างไว แล้วที่นั่งก็ถูกจัดเสริมเข้ามาอีกหนึ่งที่ บันไดในสวนหลังบ้านมีกระถางดินเผาใบโตปลูกดอกโฟมฟลาวเวอร์ เมอร์เมดลาเวนเดอร์ และซัลเวียตั้งเรียงอยู่สองฝั่ง “ทอรี่รู้สึกได้ชัดและตรงมากว่าเธอชอบอะไรและไม่ชอบอะไร” แมดิสันบอก “กลุ่มสีนี้มาจากเธอจริงๆ”

     อาหารมาพร้อมแล้ว “ฉันขลุกอยู่ในครัวมาทั้งวันเลย” ทอรี่บอกฉันแบบหน้าตาย เธอไม่ได้ทำอาหารมาทั้งวันแน่ๆ แต่มีใครสักคนทำให้ สลัดมะเขือเทศแอร์ลูมมาถึงโต๊ะพร้อมกับสเต๊ก หน่อไม้ฝรั่ง มันฝรั่งชิ้นบาง และปลาค็อดกับหอยแมลงภู่ในซอสครีมแดง ส่วนของหวานเป็นชีสเค้กบลูเบอร์รี่ที่เนื้อเนียนเหมือนคาราเมลคัสตาร์ด เราเพิ่งผ่านวันที่ยาวที่สุดในปีนี้มาหยกๆ และฟ้าก็ยังสว่างถึงเกือบสี่ทุ่ม แสงเทียนในตะเกียงเฮอร์ริเคนดูวาวเรืองอ่อนจางเมื่อเทียบกับท้องฟ้าสีม่วงลาเวนเดอร์ เสียงระฆังโบสถ์ดังแว่วมา แล้วนกพิราบก็โผบินจากกิ่งไม้

     “ปีแยร์-อีฟว์ไปกินของหวานอยู่โน่น” ทอรี่บอกเมื่อสามีเดินตัดพื้นกรวดไปที่สวนอีกมุมเพื่อสูบซิการ์ปิดท้ายดินเนอร์

     “มวนสั้นๆ แค่นี้เอง” เขาบอกพลางโบกก้นซิการ์ที่เหลือมาทางเธอ

     เช้าวันต่อมามีคนมาตั้งกล้องและเดินไปเดินมาจากห้องนั้นไปห้องนี้โดยมีถุงหุ้มรองเท้า แต่ทอรี่นั้นสงบเยือกเย็น เธอบอกว่า “ฉันเป็นคนสงบมาก” และตอนนี้เธอก็มีสิทธิ์ที่จะรู้สึกตื่นเต้นยินดีอย่างแท้จริงมากกว่าหลายๆ ช่วงเวลาในอดีต “ไม่เคยมีช่วงไหนในชีวิตที่ฉันจะได้โฟกัสกับงานแบบที่ฉันได้ทำในช่วงเจ็ดแปดปีมานี้เลย” เธอบอก “มันเคยยุ่งวุ่นวายเหลือเกิน วุ่นแบบมหัศจรรย์ แต่ความวุ่นของการมีลูกหกคนแล้วก็สร้างธุรกิจไปด้วย มันเป็นอะไรที่เยอะมาก”

     แล้วตอนนี้เธอจะให้ความสนใจและแรงกำลังกับอะไรเป็นอย่างต่อไป นอกจากงานออกแบบแล้วเธอรู้สึกว่าผู้หญิงยังต้องการกำลังใจ เธอบอกอย่างระมัดระวังว่า “ในแง่หนึ่งผู้หญิงก็รู้สึกมีพลังอำนาจและมั่นใจ แต่มองอีกแง่ก็ไม่ได้เป็นอย่างนั้นเลย” เธอบอกอย่างเหนื่อยหน่ายว่าเอไอถูกสร้างมาให้แอนตี้ผู้หญิง และฉันก็รู้สึกว่านี่คงเป็นเรื่องหนึ่งในหลายเรื่องที่เธอขบคิดในยามดึกที่เซลล์ประสาทสมองยังทำงานไม่หยุด “เธออยากส่งเสริมผู้หญิงทั้งในแง่หน้าตาและความรู้สึก” เมลโลดี้บอกฉัน “แต่ก็อยากเชิดชูผู้หญิงในแง่ของสถานการณ์ประจำวันเอามากๆ ด้วย” ทอรี่บอกว่าผู้หญิง “ถูกเขย่าความมั่นใจ” และ “ฉันว่าตอนนี้ผู้หญิงถอยหลังหนึ่งก้าว ซึ่งเป็นอะไรที่ฉันอยากจะช่วยแก้ถ้าทำได้” เธอนั่งคุยกับฉันมาหลายชั่วโมง เล่าเรื่องอดีตที่เพิ่งผ่านไปและที่ผ่านไปนานแล้ว แต่ฉันรู้สึกว่าเธอคุ้นเคยกับการมองไปข้างหน้ามากกว่า “เวลามองดูชีวิตก็จะเห็นว่าฉันเรียนรู้อะไรจากเรื่องนี้” คำถามของเธอบ่งบอกความเป็นคนที่ยังใฝ่ใจเรียนทุกสิ่งที่มีให้พิจารณา ให้เห็นคุณค่า และให้สร้าง

 

 

(สามารถอ่านเรื่อง VOGUE LIVING | เปิดบ้าน Lenny Kravitz ที่เนรมิตคฤหาสน์ผู้ดีฝรั่งเศสสู่พื้นที่ของร็อกเกอร์ ได้ที่นี่)