หลานม่า บิวกิ้น
LIFESTYLE

(รีวิว) 'หลานม่า' ที่สุดของพัฒนาการด้านงานแสดงของบิวกิ้น และบทภาพยนตร์เรียบง่ายแต่ยอดเยี่ยม

(ไม่มีสปอย) ภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ได้ทำหน้าที่พาคุณเดินไปถึงจุดที่ต้องถกเถียงกันอย่างดุเดือดว่า คนแก่หรือเด็ก...ใครดีกว่ากัน แต่ภาพยนตร์เรื่องนี้ทำหน้าที่เพียงให้คุณได้ฉุกคิดถึงชีวิตที่ผ่านมาและคนที่บ้านที่อาจกำลังรอคุณกลับไปหาอยู่ตอนนี้ #หลานม่า #LAHNMAH

     “หลานม่า” ภาพยนตร์แนวครอบครัวที่กำลังเป็นกระแสมากที่สุดในตอนนี้ คือหนึ่งในภาพยนตร์ที่ผู้เขียนกล้าพูดได้เต็มปากว่าเป็นหนึ่งในภาพยนตร์ที่ดีที่สุด ประจำปี 2024 เพราะทุกองค์ประกอบที่ทำหน้าที่ประกอบสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ขึ้นมานั้นช่างกลมกล่อม ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของการแคสติ้งตัวละคร,  การแสดงของทีมนักแสดงนำ, บทภาพยนตร์ที่ลื่นไหล เรื่อยไปจนถึงข้อคิดที่แฝงไว้ตามรายทางของการดำเนินเรื่องราว ล้วนแล้วแต่ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้เข้าไปนั่งอยู่ในใจของผู้ชมรอบปฐมทัศน์ได้ไม่ยาก

     การแสดงของ ‘บิวกิ้น-พุฒิพงศ์ อัสสรัตนกุล’ คือสิ่งที่สร้างความเซอร์ไพรส์ให้กับผู้เขียนมากที่สุด ไม่ใช่เพราะฝีมือการแสดงที่ดีเสมอต้นเสมอปลาย ทว่าเป็นเทคนิคในการแสดงของบิวกิ้นในวัย 24 ปี ที่แตกต่างและน่าสนใจมากกว่าเดิม เมื่อเทียบกับครั้งแรกที่พวกเราได้รู้จักเขาผ่านซีรี่ส์ของนาดาว บางกอก ที่สะท้อนให้เห็นว่าบิวกิ้นไม่เคยหยุดพัฒนาตัวเอง ผู้เขียนหลงรัก “ความไม่ฟูมฟาย” ของบิวกิ้นในภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นที่สุด เพราะมันคือการโชว์เทคนิคการแสดงอย่างหนึ่งในการร้องไห้ที่ผ่านประสบการณ์เติบโตทางด้านงานแสดงมาอย่างโชกโชน เราจะเห็นได้ชัดว่าในภาพยนตร์เรื่องนี้จะไม่มีฉากที่บิวกิ้นร้องไห้ด้วยแอ็กติ้งฟูมฟายอย่างที่แฟนคลับคุ้นตา แต่จะเป็นการแสดงฉากร้องไห้แบบสะกดกลั้น รู้ว่าตอนไหนควรร้องไห้ออกมาดังๆ หรือตอนไหนควรกลืนน้ำตาลงคอไปเสีย ซึ่งบิวกิ้นทำออกมาได้อย่างกลมกล่อม สมดุล น่าชื่นชม

     อีกหนึ่งสิ่งที่โดดเด่นมากที่สุดในภาพยนตร์เรื่องนี้ก็เห็นจะหนีไม่พ้นบทภาพยนตร์ ที่แม้ว่าตลอดทั้งเรื่องจะฟังดูราบเรียบ ราวกับถอดมาจากบทสนทนาของผู้คนทั่วไปในชีวิตประจำวันจริงๆ ไม่มีบทสนาระหว่างตัวละครที่หวือหวาหรือน่าประหลาดใจ ทว่าบทสนทนาอันราบเรียบนั้นเองที่ค่อยๆ เล่นกับความรู้สึกร่วมของเหล่าผู้ชมระหว่างทาง ทำให้หวนนึกถึงบทสนทนาที่เราทุกคนเคยใช้พูดคุยกับคนที่บ้าน สะสมจนท้ายที่สุดก็ล้นเอ่อเป็นสายน้ำตาที่พรั่งพรูออกมาไม่รู้จบ บทภาพยนตร์ของหลานม่าเป็นเช่นนั้น ไม่ยัดเยียดหรือก้าวร้าว เพื่อที่จะเค้นบังคับเอาความรู้สึกของคนดูออกมาให้ได้ ทว่าบทภาพยนตร์เรื่องนี้กลับทำงานตรงกันข้าม ทั้งอ่อนโยน ราบเรียบ และจริงแสนจริง

     ไม่เพียงบทสนทนาของตัวละครที่ GDH ยังคงทำออกมาได้ดีเยี่ยม แต่พล็อตเรื่องของการหยิบเอาเรื่องราวครอบครัวคนไทยเชื้อสายจีนมาเล่นล้อตีแผ่เป็นเส้นเรื่องหลักของเหล่าตัวละครนำก็ยังคงเข้มข้นไม่แพ้กัน ปมชีวิตของตัวละครครอบครัวคนจีนยังถูกถ่ายทอดออกมาได้อย่างแยบยล ทั้งเรื่องของลำดับความสำคัญของลูกหลาน หรือกระทั่งความเป็นผู้หญิงที่ถูกกดทับในครอบครัวคนจีน ที่ยังคงมีให้เห็นในภาพยนตร์เรื่องนี้ โดยเฉพาะกับตัวละครอาม่าและลูกสาวของอาม่าเอง ซึ่งทำให้ผู้ชมหลายคนสะอึกไปตามๆ กัน และเป็นหนึ่งในส่วนสำคัญที่สร้างไดนามิกให้กับภาพยนตร์เรื่องนี้อย่างไม่ต้องสงสัย

     กระนั้น ในมุมมองของผู้เขียนแล้วก็ไม่ได้มองว่าภาพยนตร์เรื่องหลานม่าจะมีแค่ข้อดีเท่านั้น เพราะหนึ่งในประเด็นสำคัญที่ผู้กำกับ พัฒน์ บุญนิธิพัฒน์ และทีมเขียนบทเลือกหยิบขึ้นมาเล่น และยังคงสร้างความเคลือบแคลงใจให้กับผู้เขียนไม่น้อยก็คือเรื่องของ “บ้านพักคนชรา” ที่ยังคงถูกทำให้กลายเป็นตัวร้ายของสังคมไทยอยู่วันยันค่ำ เช่นเดียวกับภาพยนตร์หลายๆ เรื่องที่ยังคงก้าวไม่พ้นมายาคติที่ว่า บ้านพักคนชราคือสถานที่เลวร้ายที่ลูกหลานเอาคนแก่ไร้ประโยชน์ไปทิ้งไว้รวมกัน ราวกับเป็นสถาบันบำบัดผู้ซึ่งหมดประโยชน์และไม่ได้รับความรักจากครอบครัวอีกต่อไป ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วนั่นไม่ใช่ความจริงทั้งหมดเสียทีเดียว เพราะในความเป็นจริงแล้วมีผู้เข้าพักอาศัยในบ้านพักคนชราที่สมัครใจเข้าไปอยู่ด้วยตัวเอง หรือแม้แต่บ้านพักคนชราเอกชนหลายแห่ง ก็ถูกพัฒนาให้น่าอยู่เป็นไหนๆ ซึ่งการที่ผู้เขียนยกเอาประเด็นอันขัดใจนี้ขึ้นมาพูดไว้ในที่นี่ ก็เพราะต้องการที่จะให้ผู้อ่านได้คิดตามว่า สังคมไทยในอีกไม่ช้าจะกลายเป็นสังคมคนแก่โดยสมบูรณ์จากสถิติอัตราการเกิดที่ลดลงเรื่อยๆ นั่นหมายถึงบั้นปลายชีวิตของสังคมไทยส่วนใหญ่อาจจบลงที่บ้านพักคนชรา และหากว่าสื่อต่างๆ ยังคงสาดโคลนปักปรำให้บ้านพักคนชรากลายเป็นผู้ร้ายอยู่แบบนี้ต่อไปในความคิดของคนในสังคมแล้ว เราอาจจะเจอทางตันในที่สุดได้

     อย่างไรก็ตาม “หลานม่า” ก็ยังนับเป็นภาพยนตร์อีกหนึ่งเรื่องที่โว้กประเทศไทยขอแนะนำให้ทุกคนได้ไปดูกัน ไม่ใช่ด้วยเหตุผลที่จะทำให้คุณได้ถกเถียงกันถึงประเด็นดราม่าเกี่ยวกับคนแก่และเด็กรุ่นใหม่อะไรทั้งสิ้น แต่เพราะภาพยนตร์เรื่องนี้อาจทำหน้าที่แค่เพียงให้คุณฉุกคิดถึงใครสักคนที่เขาอาจจะกำลังรอคุณอยู่ที่บ้าน รอให้คุณกลับสร้างบทสนทนาเรียบง่ายกับเขาแค่นั้น

WATCH