LIFESTYLE

ทำไมหนังห่วยตลอดกาล Movie 43 ถึงเต็มไปด้วยซูเปอร์สตาร์ฮอลลีวู้ดระดับ A-List

เป็นหนังยอดแย่แห่งปีที่แม้แต่ทีมนักแสดงแถวหน้าเองก็ยังรับไม่ได้!

เมื่อพูดถึง “หนังห่วย” ที่ได้รับคะแนนวิจารณ์จากสำนักต่างๆ ต่ำเตี้ยเรี่ยดิน หรือแม้แต่ฝ่ายผู้ชมเองก็ยังไม่เอาด้วย ปฏิเสธไม่ได้ว่าเรามักจะนึกถึง “หนังเกรดบี” ที่ใช้ทุนในการสร้างต่ำ จนคุณภาพที่ออกมาต่ำตามไปด้วย (แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าหนังเกรดบีจะแย่ไปเสียทั้งหมด ตรงกันข้ามมีหนังเกรดบีมากมายที่คุณภาพยอดเยี่ยมสวนทางกับต้นทุนโดยสิ้นเชิง และในขณะเดียวกันก็มีหนังบล็อกบัสเตอร์ฟอร์มยักษ์ แต่ผลลัพธ์ออกมาห่วยเช่นเดียวกัน)

ทว่าในปี 2013 กลับมีภาพยนตร์เรื่อง Movie 43 ซึ่งเต็มไปด้วยรายชื่อนักแสดงฮอลลีวู้ดระดับ A-List เช่น อลิซาเบธ แบงก์, คริสเตน เบลล์, เจอร์ราด บัตเลอร์, จอช ดูฮาเมล, ริชาร์ด เกียร์, ฮิวจ์ แจ็คแมน, เอ็มม่า สโตน, เคท วินสเล็ต, นาโอมิ วัตส์ และอีกมากมายมาร่วมแสดงกันคับจอ ดูจากรายชื่อนักแสดงเหล่านี้ Movie 43 ควรจะเป็นภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ระดับบล็อคบัสเตอร์ที่นักดูหนังทั่วโลกจับตามอง แต่ในความเป็นจริงคือ Movie 43 กลับใช้ทุนสร้างไปเพียง 6 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ นอกจากนั้นคุณภาพที่ออกมาก็อยู่ห่างจากคำว่าดีไปหลายปีแสง ถึงขั้นถูกจัดให้เป็นภาพยนตร์ยอดแย่แห่งปี และเป็นหนึ่งในภาพยนตร์ยอดแย่ตลอดกาลด้วยซ้ำ

คำถามสำคัญที่หลายคนคงอยากรู้คือ ภาพยนตร์เรื่องนี้เกิดขึ้นมาได้อย่างไร และทำไมซูเปอร์สตาร์ระดับ A-List แห่งฮอลลีวู้ดหลายสิบชีวิตถึงมารวมตัวกันในภาพยนตร์คุณภาพต่ำขนาดนี้ได้

Movie 43 ภาพยนตร์ยอดแย่ตลอดกาล แต่รายชื่อนักแสดงกลับเต็มไปด้วยซูเปอร์สตาร์ระดับ A-List แห่งฮอลลีวู้ด / ภาพ: Amazon Prime Video

ภาพยนตร์ยอดแย่

“ภาพยนตร์ที่แย่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา” ปีเตอร์ โฮเวลล์ นักวิจารณ์ภาพยนตร์จาก Toronto Star

“ในฐานะที่ฉันดูภาพยนตร์มามากกว่า 4,000 เรื่อง ตลอด 15 ปีที่ผ่านมา ไม่ต้องสงสัยเลยว่านี่คือภาพยนตร์ที่แย่ที่สุด” อลิซาเบธ ไวส์แมน จาก New York Daily News

“มันคือ Citizen Kane แห่งความยอดแย่” ริชาร์ด พรอปเปอร์ นักวิจารณ์ภาพยนตร์อิสระ

“มีคนจับลูกๆ ของ เคท วินสเล็ต เป็นตัวประกัน หรือ ฮิวจ์ แจ็คแมน เขากำลังติดหนี้พนันก้อนโตหรือเปล่า ถึงยอมรับเล่นภาพยนตร์เรื่องนี้” อาส ไอเดอร์สไตล์

นี่เป็นเพียงความเห็นส่วนน้อยเท่านั้นที่บรรดานักวิจารณ์มีต่อภาพยนตร์เรื่อง Movie 43 เพราะถ้าหากลองค้นหาในอินเตอร์เน็ตจะพบกับคำวิจารณ์เชิงลบอีกมากมาย ราวกับว่าบรรดานักวิจารณ์พยายามแข่งขันกันซัดคำด่าใส่ภาพยนตร์เรื่องนี้ให้สาสมที่สุด

 

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า Movie 43 มีจุดเริ่มต้นมาจาก ปีเตอร์ ฟาเรลลี่ ผู้กำกับเจ้าของรางวัลออสการ์จากผลงานเรื่อง Green Book ที่หลายคนตกหลุมรัก ทว่าหากย้อนกลับไปในช่วงปลายยุค 2000 ผลงานของ ฟาเรลลี่ ส่วนใหญ่คือหนังตลก ที่คุณภาพอาจจะไม่ดีนัก แต่ก็ทำรายได้อยู่ในเกณฑ์น่าพอใจ เช่น Dumb and Dumber (1994), Shallow Hal (2001), The Heartbreak Kid (2007) และอีกหลายเรื่อง ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่วันหนึ่งเขาจะมีไอเดียผุดขึ้นมาว่าอยากสร้างหนังตลกขึ้นมาสักเรื่อง โดยในหนังเรื่องดังกล่าวจะแบ่งออกเป็นหนังสั้นจำนวนหลายเรื่องนำมาประกบติดกัน

“วัยรุ่น และชายวัย 50 ที่ยังสูบกัญชาอยู่ พวกเขาอยากดูอะไรแบบนี้แหละ” ฟาเรลลี่ กล่าว เมื่อไอเดียเกิดขึ้น ขั้นต่อไปคือการลงมือทำให้เป็นความจริง เขาบังเอิญได้ชื่อ Movie 43 มาจากการฟังลูกชายคุยกับเพื่อน และมีคำนี้หลุดออกมา เมื่อไปค้นในอินเตอร์เน็ตปรากฏว่ายังไม่มีหนังชื่อเรื่องนี้อยู่บนโลก...เหตุผลของชื่อ Movie 43 ไม่มีอะไรมากกว่านี้

ฟาเรลลี่ ที่นั่งแท่นทั้งโปรดิวเซอร์และผู้กำกับของ Movie 43 เริ่มออกหาทีมงานเข้ามาเสริมทัพ โดยเริ่มจากได้ตัว ร็อกกี้ รุสโซ และ เจเรมี โซเซนโก เข้ามาเขียนบทให้ ก่อนจะมีหลายคนตามมาอีกมากมาย สรุปสุดท้าย Movie 43 คือภาพยนตร์ที่มีผู้กำกับ 15 คน นักเขียนบท 20 คน (หนึ่งในทีมผู้กำกับและนักเขียนบทปรากฏชื่อของ เจมส์ กัน ที่ปัจจุบันกำลังสร้างความยิ่งใหญ่ในจักรวาลภาพยนตร์ MCU กับ Guardians of the Galaxy รวมถึงชุบชีวิตใหม่ให้กับ Suicide Squad ทีมวายร้ายแห่ง DC) และ โปรดิวเซอร์อีก 4 คน บทของ Movie 43 แบ่งออกเป็นหนังสั้นจำนวน 15 ตอน ซึ่งแต่ละตอนเต็มเปี่ยมไปด้วยมุกตลกที่เน้นความสกปรก และขัดกับความ Political Correctness เช่นมุกเกี่ยวกับชายคนหนึ่งที่มีถุงอัณฑะงอกมาจากคอ, ความสัมพันธ์เชิงชู้สาวในครอบครัว, การแสดงความรักโดยการอุจจาระใส่กัน, กลุ่มนักบาสผิวดำที่เอาชนะนักบาสผิวขาวได้ด้วยเหตุผลเพียงข้อเดียวคือการที่เขาผิวดำ และอีกมากมาย

Charles B. Wessler และ John Penotti 2 หัวเรือใหญ่ที่ทำให้เกิดโปรเจกต์ Movie43 / ภาพ: IMDB

นับตั้งแต่บทเสร็จสมบูรณ์ ฟาเรลลี่ และ ชาร์ล เวสเลอร์ อีกหนึ่งโปรดิวเซอร์รู้ดีว่าไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะซื้อใจสตูดิโอไหนให้ลงทุนในสิ่งที่พวกเขาเชื่อ ดังนั้นก่อนที่จะเอาโปรเจกต์นี้ไปขาย พวกเขาต้องมีอาวุธเด็ดให้สตูดิโอเห็นภาพก่อนว่า Movie 43 จะออกมาเป็นภาพยนตร์ที่เจ๋งขนาดไหน

 

ปฏิบัติการกองโจร

ครั้งหนึ่งโชคชะตาแห่งฮอลลีวู้ดเคยนำพาให้  ชาร์ล เวสเลอร์ กับ ฮิวจ์ แจ็คแมน มาเจอกันในงานแต่งงาน พวกเขาได้พูดคุยกันออกรสชาติ มีเคมีที่เข้ากัน ก่อนที่หลังจากจบคืนนั้นจะมีมิตรภาพที่ดีต่อกัน ดังนั้นก่อนที่จะนำโปรเจกต์ Movie 43 ไปเสนอขายให้กับสตูดิโอ เวสเลอร์ จึงตัดสินใจยกหูโทรศัพท์หา แจ็คแมน ก่อน เวสเลอร์ อธิบายสิ่งที่เขากำลังจะทำให้ แจ็คแมน ฟังแบบสั้นๆ ก่อนที่จะส่งบทไปให้ทางอีเมล “หลังจากนั้น 24 ชั่วโมงเขาก็โทรหาผม และบอกว่า ‘ใช่ ฉันอยากทำแบบนี้’ เป็นการตอบรับที่ตรงไปตรงมา ทั้งๆ ที่บทที่เขาอ่าน และต้องมาร่วมแสดงจะทำให้ผู้คนคิดว่าเขาโง่ที่ยอมรับเล่น หรือไม่น่าทำแบบนี้เลย!” เวสเลอร์ กล่าว

คำมั่นสัญญาของ ฮิวจ์ แจ็คแมน คืออาวุธสำคัญของ เวสเลอร์ และ ฟาเรลลี่ พวกเขาใช้มันในการโน้มน้าว เคท วินสเล็ต ให้มาร่วมแสดงด้วยอีกคน ซึ่งหลังจากพูดคุยกับตัวแทนของนักแสดงสาวหลายต่อหลายครั้ง จนสุดท้ายก็ได้รับการตกลง ในที่สุด ฮิวจ์ แจ็คแมน และ เคท วินสเล็ต ก็เดินทางมาเจอกันเพื่อถ่ายทำ The Catch 1 ใน 15 หนังสั้นที่เป็นส่วนประกอบของ Movie 43 โดย แจ็คแมน รับบทเป็นชายหนุ่มที่มีอัณฑะงอกออกมาจากคอ และต้องออกไปเดทกับตัวละครของ วินสเล็ต ส่วนหน้าที่กำกับ ปีเตอร์ ฟาเรลลี อาสานั่งแท่นด้วยตัวเอง ใช้เวลาไม่ถึง 3-4 วัน The Catch ก็เสร็จสมบูรณ์ นี่คือฟุตเทจล้ำค่าที่ เวสเลอร์ และ ฟาเรลลี่ จะใช้มันประกอบการขายโปรเจกต์ Movie 43 แก่สตูดิโอ

อย่างไรก็ตามถึงจะมี The Catch เป็นท่าไม้ตายแล้ว แต่การที่จะมีสตูดิโอไหนเชื่อใจกับโปรเจกต์บ้าหลุดโลกขนาดนี้ก็ไม่ใช่งานง่าย เวสเลอร์ และ ฟาเรลลี่ โดนปฏิเสธครั้งแล้วครั้งเล่า “ส่วนใหญ่คำปฏิเสธจะออกมาในแนวเดียวกันคือไม่อยากมีใครเสี่ยงกับภาพยนตร์เรท R ที่เจาะกลุ่มตลาดวัยรุ่น” จนเวลาผ่านไปกว่า 4 ปี ในที่สุดสตูดิโอ Relativity Media ก็กัดฟันทุ่มเงิน 6 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เสี่ยงดูกับโปรเจกต์ Movie 43 “พวกเขามองมาที่ผมหลังจากการนำเสนอเสร็จสิ้น และบอกว่าเอาเลย คงต้องใช้ความบ้าอย่างมากเพื่อสร้างสิ่งที่ไม่ธรรมดา” เวสเลอร์ กล่าว

เบื้องหลังกองถ่าย Movie 43 ขวามือสุดคือ Peter Farrelly ผู้กำกับที่ต่อมาคว้ารางวัลออสการ์จากเรื่อง Green Book / ภาพ: Beautiful Ballad

เมื่อได้เงินทุนมาแล้ว ที่เหลือก็คือส่วนของการหานักแสดง และถ่ายทำอีก 14 ตอน เพียงเท่านี้ก็จะเสร็จสิ้น...แต่พวกเขาจะทำอย่างไรละ เพราะถึงจะพอมีเงินแล้ว แต่ 6 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ นั้นก็ช่างน้อยนิดสำหรับการสร้างหนังระดับฮอลลีวู้ด ไม่ต้องพูดถึงการดึงดาราระดับ A-List มาร่วมแสดง เพราะแค่ค่าตัวนักแสดงคนเดียวก็มากกว่าเงินจำนวนนี้แล้ว

ทว่าในอีกแง่เมื่อเรื่องแรกอย่าง The Catch มีนักแสดงระดับ ฮิวจ์ แจ็คแมน และ เคทวินสเล็ต ไปแล้ว มันก็แทบจะเป็นการบังคับทีมผู้สร้างไปในตัวว่าเรื่องอื่นๆ ก็ต้องได้นักแสดงระดับเดียวหรืออย่างน้อยใกล้เคียงกันมารับบท ไม่อย่างนั้น Movie 43 ก็จะเป็นภาพยนตร์จืดชืด เหมือนเว็บคลิกเบท ใช้ชื่อของ ฮิวจ์ แจ็คแมน และ เคท วินสเล็ต ล่อคนให้เข้ามาดูทั้งๆ ที่พวกเขาปรากฏในจอไม่ถึง 10 นาทีด้วยซ้ำ ปัญหาที่เหมือนจะยากราวงมเข็มในมหาสมุทร แต่ เวสเลอร์ และ ฟาเรลลี่ กลับมีกลยุทธ์ในการแก้อย่างชาญฉลาด โดยกลยุทธ์ของพวกเขาสามารถแบ่งออกเป็น 4 ข้อหลักๆ ได้ดังนี้

  1. คอนเนคชั่นชั้นยอด
  2. โดมิโน
  3. ยุทธวิธีเชิงรุก
  4. ความคลุมเครือ

“ความจริงก็คือผมมีเพื่อนมากมายที่เข้ามามีส่วนร่วมในภาพยนตร์เรื่องนี้ ถ้าไม่มีพวกเขาก็คงไม่สำเร็จ” เวสเลอร์ กล่าว เขาคือหนึ่งในบุคคลที่มีส่วนสำคัญในการบุกเบิกจักรวาล Star Wars มาพร้อมกับ จอร์จ ลูคัส ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เขาจะมีคอนเนคชั่นที่ดีกับเหล่าดาราฮอลลีวู้ดระดับ A-List มากมาย ริชาร์ด เกียร์ และ เจอราร์ด บัตเลอร์ คือส่วนหนึ่งของนักแสดงระดับ A-List ที่ เวสเลอร์ ใช้ความสนิทสนมเกลี้ยกล่อมให้มาร่วมงานได้ แต่ในบางรายถึงแม้จะมีมิตรภาพที่ดีขนาดไหน เมื่อได้อ่านบทสุดแหวกของ Movie 43 ก็ไม่สามารถทำใจตกปากรับคำได้จริงๆ เช่น จอร์จ คูลนี่ย์ “ไม่มีทางเด็ดขาด (No Fucking Way!)” จอร์จ คลูนี่ย์ ลั่นวาจา

เบื้องหลังกองถ่าย Movie 43 / ภาพ: Bostonglobe

เมื่อ Movie 43 เริ่มมีชื่อของนักแสดงชื่อดังเข้าร่วมโปรเจกต์จากคอนเนคชั่น รวมกับ ฮิวจ์ แจ็คแมน และ เคท วินสเล็ต ที่ถ่ายทำเสร็จไปแล้วก่อนหน้า สิ่งที่ตามมาก็คือปรากฏการณ์โดมิโนเอฟเฟ็กต์ เช่นเดียวกับเวลาที่เราเห็นเพื่อน หรือบุคคลที่น่าเชื่อถือทำอะไร เราก็มีความเชื่อมั่นที่จะทำตาม นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับ Movie 43 ทีมผู้สร้างค่อยๆ ได้รับการตกปากรับคำจากนักแสดงชื่อดังเพิ่มขึ้นทีละคนสองคน จนในที่สุด Movie 43 ก็คับคั่งไปด้วยซูเปอร์สตาร์ได้สำเร็จตามความต้องการ อย่างไรก็ตามถึงจะได้การรับปากของเหล่านักแสดงมาแล้ว แต่ทีมผู้สร้างก็ไม่มีปัญญาจ่ายค่าตัวมหาศาลให้พวกเขาอยู่ดี ดังนั้น ยุทธวิธีเชิงรุก และความคลุมเครือ จึงถูกหยิบมาใช้

ยุทธวิธีเชิงรุกที่ว่าคือการที่ทีมผู้สร้างพยายามทุกอย่างเพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักแสดง รอจนพวกเขามีเวลาว่าง หรือใช้เวลาในวันหยุด และไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ที่ไหน ทีมงานจะเป็นฝ่ายเดินทางไปถ่ายทำถึงที่ๆ พวกเขาอยู่ ที่สำคัญคือใช้เวลาถ่ายทำเพียงไม่กี่วันเท่านั้น เช่นครั้งหนึ่งที่ ริชาร์ด เกียร์ แจ้งมาว่าตอนนี้เขาอยู่ที่นิวยอร์ก และมีเวลาว่างเล็กน้อย ทีมงานก็รีบเดินทางกว่า 3,000 ไมล์ไปหาเขาถึงที่ ก่อนจะรีบถ่ายทำให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาเพียง 4 วันเท่านั้น เช่นเดียวกับนักแสดงรายอื่นๆ ที่มี เดินทางมาหาถึงประตูหน้าบ้าน นอกจากนั้นการที่นักแสดงบางรายเป็นคู่สามีภรรยากัน เช่น แอนนา ฟาริส กับ คริส แพรตต์, ลีฟ ชไนเดอร์ กับ นาโอมิ วัตส์ ยิ่งทำให้การถ่ายทำสะดวกขึ้นไปอีก

การที่ต้องเฝ้ารอคิวนักแสดงว่างตรงกัน เป็นสาเหตุให้ Movie 43 ใช้เวลาถ่ายทำนานหลายปี ใครว่างเมื่อไร ก็ไปถ่ายเมื่อนั้น ค่อยๆ เก็บฟุตเทจไปเรื่อยๆ เหมือนกับการต่อจิ๊กซอว์ทีละชิ้น แต่ในที่สุดก็เสร็จสมบูรณ์ นอกจากนั้นนักแสดงบางคนยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพวกเขากำลังถ่ายทำอะไรอยู่ “จัสติน ลอง ส่งข้อความมาหาผมว่าฉันจะแต่งตัวเป็น โรบิน อีกครั้ง นายอยากเล่นเป็น เพนกวิ้น หรือเปล่า ผมก็ตอบตกลงไปโดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันจะออกมาเป็นภาพยนตร์” จอห์น ฮอดจ์แมน หนึ่งในนักแสดงกล่าว

“พวกเขาสนใจแค่บทของตัวเอง และตราบใดที่พวกเขาคิดว่ามัน ‘ก็ตลกดี ขำๆ ไป’ เท่านั้นก็พอแล้ว” จอห์น เพนอตติ หนึ่งในโปรดิวเซอร์กล่าว ด้วยเหตุนี้ทีมงาน Movie 43 จึงสามารถจ่ายเงินค่าตอบแทนให้นักแสดงแต่ละคนเพียงแค่ 800 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อวันเท่านั้น เพราะไม่มีใครคิดว่าสิ่งที่ตัวเองถ่ายจะประกอบกันกลายเป็นภาพยนตร์เข้าฉายในโรงอย่างจริงจัง แต่ด้วยความรอบคอบของทีมผู้สร้างที่มีสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรให้เซ็นต์ เหล่านักแสดงจึงไม่อยู่ในสถานะจะฟ้องร้องใดๆ ได้

การถ่ายทำ Movie 43 ไม่ใช่การฉ้อฉล เพียงแต่ผู้สร้างมี “ความฉลาดแกมโกง” หาช่องว่างและวิธีต่างๆ ทำให้มันออกมาสำเร็จเท่านั้นกว่าที่พวกเขาทั้งหมดจะรู้ตัวว่ากลายเป็นส่วนหนึ่งของภาพยนตร์ยอดแย่แห่งประวัติศาสตร์ก็เป็นตอนที่เทรลเลอร์ถูกปล่อยออกสู่สาธารณะแล้ว “แน่นอนว่าเมื่อเห็นภาพรวมของหนัง นักแสดงทุกคนต้องการที่จะเอาตัวเองออกมาจากตรงนั้น แต่พวกเขาก็ทำอะไรไม่ได้แล้ว” ฟาเรลลี่ กล่าว แม้แต่ เจมส์ กัน หนึ่งในผู้กำกับเองก็ยังออกมาบ่นถึงเรื่องนี้ “พวกเขาไม่ให้ผมมีสิทธิ์ในการตัดต่อด้วยซ้ำ!” ด้วยเหตุนี้จึงไม่มีนักแสดงแม้แต่คนเดียวที่ช่วยโปรโมตภาพยนตร์เรื่อง Movie 43 แต่ทีมผู้สร้างก็ไม่ได้สนใจเรื่องนั้นอยู่แล้ว เพราะภารกิจของพวกเขาได้ลุล่วงไปแล้วเรียบร้อย

รางวัล Golden Raspberry Awards หรือ Razzie Award ที่ Movie 43 กวาดไปอย่างท่วมท้น / ภาพ: Pinterest

ห่วยแล้วยังไง

“Movie 43 ไม่ใช่จุดจบของโลก มันเป็นเพียงภาพยนตร์เรื่องหนึ่งที่พวกเราพยายามทดลองทำสิ่งใหม่ๆ” ปีเตอร์ ฟาเรลลี่ กล่าวผ่านทวิตเตอร์ส่วนตัว หลังจากที่หนังที่เขาสร้างเข้าฉายและโดนสับเละ อย่างที่กล่าวไปในตอนต้นของบทความว่า Movie 43 คือภาพยนตร์ที่แทบทุกคนต่างมีความเห็นตรงกันว่ามันคือหนังยอดแย่แห่งประวัติศาสตร์ และในปี 2014 Movie 43 ก็กวาดรางวัล Golden Raspberry Awards ที่เปรียบเสมือนออสการ์สำหรับหนังห่วยไปมากถึง 3 สาขา รวมถึงสาขาใหญ่ที่สุดอย่าง “ภาพยนตร์ยอดแย่แห่งปี” ด้วย

แต่ไม่ว่าจะโดนโขกสับยังไง ตาราง Box Office ก็ไม่เคยโกหกใคร เพราะจากทุนสร้างเพียง 6 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ Movie 43 สามารถกวาดรายได้ไปกว่า 32 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เรียกว่าได้กำไรอย่างน่าพอใจ ยังไม่นับรวมรายได้จากส่วนอื่นๆ เช่นการขายสิทธิ์ฉายลงในออนไลน์สตรีมมิ่งที่ก็คงไม่น้อย

จากเรื่องราวทั้งหมดของ Movie 43 คงสามารถพูดได้เต็มปากว่าทีมผู้สร้างรวมถึงสตูดิโอเจ้าของทุนคือผู้ชนะ ส่วนผู้แพ้ก็คงหนีไม่พ้นทีมนักแสดงที่จะมีชื่อจารึกไปตลอดกาลว่ามีส่วนร่วมในภาพยนตร์สุดห่วยเรื่องนี้ และคงเป็นบทเรียนราคาแพงแก่พวกเขาว่า “คราวหน้าก่อนจะรับงานอะไรก็ดูให้ดีๆ ก่อน”

 

เรื่อง: เพรียวพันธ์ แสนลาวัณย์