The Golden Age of Press-Tour
FASHION

'Golden Age of Press-Tour' เมื่อการเดินสายโปรโมตภาพยนตร์แสนธรรมดาเชยไปแล้ว!

#VogueScoop พาไปสำรวจกลยุทธ์การตลาดการเดินสายโปรโมตภาพยนตร์ตามหัวเมืองใหญ่ ที่ตอนนี้ดูเหมือนว่าจะหันมาใช้ 'แฟชั่น' เป็นไม้ตายในการดึงดูดความสนใจของผู้ชม เพื่อสร้างกระแสให้ภาพยนตร์ก่อนเข้าฉายจริง ไล่เรียงมาตั้งแต่ความสำเร็จของภาพยนตร์เรื่อง Barbie ในปี 2023 ที่จับเอา Margot Robbie มาแต่งตัวเป็นตุ๊กตาบาร์บี้สุดไอคอนิกจนกลายเป็นปรากฏการณ์ ก่อนรับไม้ต่อโดย Zendaya ทั้งในการเดินสายโปรโมตภาพยนตร์เรื่อง DUNE ภาค 2 กับเหล่าโททัลลุคอวองการ์ด เรื่อยมาจนถึงการเดินสายโปรโมตภาพยนตร์ CHALLENGERS กับการแปลงโฉมเป็นนักเทนนิสสาวสายแฟ(ชั่น) อะไรคือปัจจัยความสำเร็จของกลยุทธ์การตลาดประเภทนี้ และเรากำลังอยู่ในยุคทองของการเดินสายโปรโมตภาพยนตร์จริงหรือ โว้กมีคำตอบ...

     ในช่วงปีที่ผ่านมา เมื่อพูดถึงภาพยนตร์ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดเรื่องหนึ่งก็เห็นจะหนีไม่พ้น BARBIE ภาพยนตร์แนวเฟมินิสต์โดยฝีมือการกำกับของ Greta Gerwig และนำแสดงโดย Margot Robbie ซึ่งมาพร้อมกับกลยุทธ์การเดินสายโปรโมตภาพยนตร์ที่นับว่ามาเหนือชั้นกว่าแค่เทรนด์ Barbie Core เท่านั้น ทว่าสไตลิสต์หัวไวผู้ดูแลเสื้อผ้าของ มาร์โกต์ ร็อบบี้ ระหว่างตารางงานเดินทางโปรโมตครั้งสำคัญอย่าง Andrew Mukamal ยังสร้างความเซอร์ไพรส์ให้กับคนแฟชั่นและแฟนตัวยงของตุ๊กตาบาร์บี้ ด้วยการคืนชีพลุคสุดไอคอนิกจากคอลเล็กชั่นในอดีตของตุ๊กตาบาร์บี้ขึ้นมาอีกครั้ง บนเรือนร่างของมาร์โกต์ ร็อบบี้ จนกลายเป็นซีรี่ส์เสื้อผ้าบาร์บี้บนตัวมาร์โกต์ที่เรียกร้องความสนใจจากแฟนคลับไปอย่างอยู่หมัด และกลายเป็นภาพยนตร์ที่มีกระแสมากที่สุดแห่งปี 2023 ก่อนที่ต่อมาจะทนเสียงเรียกร้องจากเหล่าสาวกไม่ไหว ต้องออกหนังสือแค็ตตาล็อกชื่อ BARBIE: THE WORLD TOUR รวบรวมทุกลุคของมาร์โกต์ระหว่างเดินสายโปรโมตให้เหล่าแฟนคลับได้เก็บสะสมกันไปไม่นานมานี้ (ตามไปอ่านบทวิเคราะห์ได้ที่ https://www.vogue.co.th/lifestyle/entertainment/article/margot-robbie-as-iconic-barbie-look-to-promote-tour)

     ความน่าสนใจของกลยุทธ์การตลาดการเดินสายโปรโมตภาพยนตร์ที่ใช้แฟชั่นมาเป็นตัวชูโรงในครั้งนั้น ถูกส่งต่อเป็นทอดๆ กลายเป็นกระแสสุดไวรัลที่ค่ายภาพยนตร์จำนวนไม่น้อยพยายามนำไปใช้กันในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา เพื่อสร้างความสนใจให้กับภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ที่อุตส่าห์ลงทุนลงแรงไปหลายล้าน จนเกิดเป็นปรากฏการณ์เดินสายโปรโมตของเหล่าทีมนักแสดงนำที่สื่อแฟชั่นต้องเกาะติดพรมแดงกันไม่เว้นวัน กระทั่งที่สื่อแฟชั่นหลายหัวลงความเห็นตรงกันว่านี่คือ “ยุคทองของการเดินสายโปรโมตภาพยนตร์” ก็ไม่ปาน

     หนึ่งในนักแสดงสาวที่มารับไม้ต่อจากมาร์โกต์ ล็อบบี้ กับโททัลลุคตุ๊กตาบาร์บี้สุดไอคอนิกก็คือ Zendaya ที่บัดนี้กลายเป็นเป้าหมายใหม่ให้คนแฟชั่นทั่วโลกจับจ้อง เริ่มต้นมาตั้งแต่เมื่อครั้งการเดินสายโปรโมตภาพยนตร์เรื่อง DUNE 2 กับการขนเอาลุคสุดไอคอนิกมาเดินพรมแดงจนกลายเป็นไวรัล ไม่ว่าจะเป็นชุดเดรสยาวสีขาว ตัดเย็บเทคนิคโมทีฟทองคำระดับงานกูตูร์ที่ช่วงชายกระโปรง จากแบรนด์ Stéphane Rolland ณ มหานครนิวยอร์ก หรือจะเป็นชุดคัสตอมจาก Louis Vuitton กับชุดกระโปรงสองท่อน โดดเด่นด้วยพื้นผิวของผ้าที่ใช้ตัดเย็บสีทองอร่ามสะดุดตา พร้อมด้วยเครื่องประดับจาก Bulgari ณ กรุงปารีส และที่ยังคงติดตาถึงตอนนี้ ก็ต้องยกให้ชุดหุ่นยนต์ ชุดวินเทจในตำนานของแบรนด์ Mugler คอลเล็กชั่นโอตกูตูร์ ฤดูใบไม้ร่วง/ฤดูหนาว ปี 1995 ที่กรุงลอนดอน ซึ่งนับว่าประสบความสำเร็จอย่างมากในโลกโซเชียลมีเดีย

     แต่ราวกับว่าการเดินสายโปรโมตภาพยนตร์เรื่อง DUNE ภาค 2 ของเซนดายาจะเป็นแค่น้ำจิ้มเท่านั้น เพราะกระแสของเธอยังคงเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง ด้วยตารางโปรโมตภาพยนตร์เรื่อง CHALLENGERS ที่เกิดขึ้นแทบจะทันที และยังคงมาพร้อมกับกลยุทธ์การตลาดการเดินสายโปรโมตภาพยนตร์ด้วยการใช้แฟชั่นเข้ามาเป็นตัวชูโรงและดึงดูดความสนใจของผู้ชมเช่นเคย โดยในรอบนี้เรายังได้เห็นเซนดายาแปลงร่างเป็นนักเทนนิสสายแฟ(ชั่น)ให้เข้ากับคาแร็กเตอร์ที่เธอนั้นรับบทนำในภาพยนตร์เรื่องดังกล่าว เราจึงได้เห็นกิมมิกของโททัลลุคโปรโมตที่ดูสนุกไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นกลิ่นอายของกีฬาเทนนิสที่ถูกเพิ่มเข่าไปในชุดต่างๆ ที่เธอต้องสวมใส่ขณะเดินทางไปโปรโมตภาพยนตร์เรื่องดังกล่าวในแต่ละหัวเมือง แต่ที่สะดุดตาที่สุดต้องยกให้กับส้นสูงเจาะลูกเทนนิสโดย Jonathan Anderson ครีเอทีฟไดเร็กเตอร์แห่งแบรนด์ LOEWE ที่มาพร้อมความคิดสร้างสรรค์ขั้นสุด และสามารถเรียกแสงแฟลชแลความสนใจจากโลกโซเชียลมีเดียไปได้อยู่หมัดเช่นเคย

     อนึ่ง ความสำเร็จของกลยุทธ์การเดินสายโปรโมตภาพยนตร์ด้วยการดึงเอาแฟชั่นมาเป็นส่วนสำคัญเช่นนี้ ไม่เพียงที่สไตลิสต์เบื้องหลังจะต้องมีความคิดสร้างสรรค์ที่เข้มข้นเท่านั้น หากยังต้องทำความเข้าใจกับคาแร็กเตอร์ของตัวละครในภาพยนตร์เรื่องนั้นๆ เพื่อให้ลุคต่างๆ ที่ออกมานั้นมีความเชื่อมโยงกันทั้งในจอและนอกจอ นอกจากนี้กิมมิกเล็กๆ น้อยๆ ก็เป็นเรื่องสำคัญที่จะทำให้กลายเป็นที่สังเกตและจดจำไม่รู้ลืม นอกจากนี้หากพิจารณาให้ถี่ถ้วนแล้วจะพบว่าหนึ่งในแพตเทิร์นไม้ตายของเหล่าสไตลิสต์ ก็คือการหันกลับไปรื้อโกดังแบรนด์ใหญ่และเอาชุดอาร์ไคฟ์ปีเก่าออกมาให้นักแสดงนำสวมใส่อีกครั้ง จนบัดนี้ดูเหมือนว่าการเดินสายโปรโมตภาพยนตร์นั้นจะเป็นพื้นที่การแข่งขันกลายๆ ของแฟชั่นชุดอาร์ไคฟ์ของเหล่าแบรนด์ดังไปแล้วก็ไม่ปาน ซึ่งงานนี้ก็ต้องติดตามกันต่อว่าภาพยนตร์เรื่องต่อไปที่จะลงทุนใช้แผนการโปรโมตเช่นเดียวกันนี้จะออกมาเป็นอย่างไร



WATCH




WATCH