Dry Clean Only ความสำเร็จครั้งมหึมาของแบรนด์ไทยที่ดังไกลไปทั่วโลก!

ในปีนี้ Beyoncé และ Rihanna กว้านซื้อเสื้อผ้าของเขาไปกว่าครึ่งร้อย ความฮอตของ Dry Clean Only แบรนด์ไทยที่กุมบังเหียนโดย เบส-ปฏิพัทธ์ ชัยภักดี ก็มีแต่จะทะยานขึ้น โว้กประเทศไทยจึงพาผู้อ่านไปบุก Casa Dry Clean Only สตูดิโอย่านลาดพร้าวของเขา เราพูดคุยกันถึงเรื่องชีวิต ความคิด และเคล็ดลับความสำเร็จ...ที่ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะโชคช่วย

“นี่คือห้องเก็บเสื้อมือสองที่ผ่านการซักแห้งแล้ว เรานำมาแยกตามโทนสีครับ” ครีเอทีฟไดเร็กเตอร์ผู้ก่อตั้งแบรนด์บอกทีมงานโว้กขณะพาทัวร์สตูดิโอสีขาวสวย นอกจากบุคลิกที่ดูร่าเริงและเป็นกันเอง เรายังรู้สึกได้ถึงแพชชั่นที่อยู่ในแววตาเป็นประกายของเขา “ปีนี้แบรนด์ครบรอบ 10 ปีพอดีครับ” แต่เจ้าตัวไม่แน่ใจว่าเดือนไหน จำได้แค่ว่าดรายคลีนออนลี่ถือกำเนิดขึ้นครั้งแรกที่ตลาดนัดสวนจตุจักร ปี 2008

V: ช่วยเล่าจุดเริ่มต้นของความรักในแฟชั่นให้ฟังหน่อย

Best: โห...เริ่มตั้งแต่ช่วงวัยเด็กเลยครับ คุณยายรับนิตยสารสกุลไทย ที่บ้าน เราเริ่มต้นมาจากการชอบทำงานประดิษฐ์ก่อน ชอบทำของใส่เองตั้งแต่เด็ก พอโตขึ้นหน่อยก็เริ่มอินแฟชั่นมากขึ้น

เพราะเรามีเงินใช้ แต่การใช้เงินในที่นี้ไม่ได้หมดไปกับของราคาแพงนะ เป็นของมือสอง ตามวัด ตามตลาด มันสนุกตรงที่เราสามารถสร้างลุคและแต่งตัวเหมือนหนังสือได้โดยใช้ของราคาถูก

V: แสดงว่าสไตล์ของเราชัดเจนมาตั้งแต่เด็กเลย

B: ก็ยังไม่ค่อยชัดนะครับ รู้แค่ว่าอยากทำเสื้อแต่ไม่ได้คิดว่าจะทำเสื้อแบบนี้ คือด้วยข้อจำกัดว่าต้นทุนเราก็ไม่ได้มีเยอะ เลยคิดว่าเราต้องใช้ของในตลาดที่มัน Trashy เนี่ยแหละ ของที่คนไม่สนใจ ของที่คนลืมไปแล้ว นำกลับมารีเมก ชุบชีวิตมันขึ้นมาใหม่ 

V: แล้วที่มาของแบรนด์ดรายคลีนออนลี่ล่ะ

B: ตอนนั้นเป็นผู้ช่วยสไตลิสต์อยู่ เลยคิดว่าควรต้องมีอาชีพที่จริงจังขึ้น เราอยากเปิดแบรนด์ ก็เลยใช้เสื้อผ้าในตู้ของตัวเอง นำมาตกแต่งแล้วเอาไปขายที่ร้านเพื่อนในสวนจตุจักร ด้วยสิ่งที่เราทำมันเป็นงานปัก มีเลื่อม มีเพชรพลอย เพราะฉะนั้นวิธีการรักษาคือซักแห้ง ประจวบเหมาะกับป้ายทอคำว่า “Dry Clean Only” ก็มีขายสำเร็จรูปตามร้านที่สำเพ็งอยู่แล้ว เพราะถ้าสั่งทอป้ายชื่อใหม่ก็ราคาแพง นี่จึงเป็นที่มาของชื่อแบรนด์และเรื่องราวทั้งหมด

V: ช่วงนี้กำลังปลุกปั้นโปรเจกต์อะไรอยู่บ้าง

B: นอกจากคอลเล็กชั่นฤดูใบไม้ร่วง/ฤดูหนาว 2018 ที่เรากำลังจะไปทำพรีเซนเทชั่นที่ปารีส เดือนมิถุนายนนี้จะมีอีกหนึ่งโปรเจกต์ใหญ่ คือการจัดนิทรรศการ 100 Dresses เพื่อเฉลิมฉลอง 10 ปีของแบรนด์ครับ

V: ด้วยความที่โครงเสื้อส่วนใหญ่เป็นเสื้อผ้ามือสองแต่ละชิ้นจึงไม่ซ้ำกัน มีวิธีสร้างคอลเล็กชั่นและหาแรงบันดาลใจอย่างไร

B: เราจะดูจากวัสดุที่มีก่อนแล้วนำมาลากต่อให้เป็นคอลเล็กชั่น อย่างล่าสุดเราใช้ผ้าร่มเป็นวัสดุหลัก ผ้าที่คนชอบคิดว่าราคาถูก เรานำมาทำให้มันดูแพงขึ้น ที่ดรายคลีนออนลี่จะไม่มีเรื่องราวของการเดินทางเป็นธีม จะไม่มีแบบ “ฉันเพิ่งไปอินเดียมา คอลเล็กชั่นนี้เลยออกมาดูภารตะ” วิธีของเราคือมองหาแรง-บันดาลใจจากชีวิตจริง อย่างเช่น ชนชั้นแรงงาน พวกเขาไม่มีเดรสสีชมพูจาก Prada หรือรองเท้าจาก Dries Van Noten รออยู่ที่บ้าน เสื้อยืดลายดอกกับผ้าถุงสีม่วงคือสิ่งที่เขามี มันคือ “เรียลลุค” ที่เราเห็นแล้วช็อก ไม่มีการปรุงแต่งใดๆ แต่ดูคูลมาก มันจับต้องได้มากกว่าและเชื่อมโยงกับสิ่งที่เราคิด อย่างทริปที่ย่างกุ้งล่าสุด เราเห็นผู้ชายพม่าใส่เสื้อทหารกับโสร่งสีฟ้าลายตาราง อันนี้คือโคตรเปรี้ยวสำหรับเรา!       

 

V: มีใครในใจที่แบรนด์อยากร่วมงานด้วยไหม

B: Christopher Kane ครับ (ตอบไวมาก) ชอบความท้าทายของเขา เหมือนเรามีวิธีคิดที่คล้ายกันหลายอย่าง คือใช้ของราคาถูกมาทำให้เป็นของลักชัวรีจริงๆ ก็เหมือนเป็นไอดอลของเราตอนเด็ก ติดตามมาตั้งแต่สมัยเขายังเรียนที่ Central Saint Martins แล้วก็มีโอกาสได้เจอกันเป็นการส่วนตัวจนกลายเป็นเพื่อนกัน เลยคิดว่าถ้ามีโอกาสร่วมงานกับเขาคงดีไม่น้อย ที่สำคัญคือคริสโตเฟอร์เป็นดีไซเนอร์ที่ยิ่งใหญ่ แต่พอเจอกันจริงๆ เขาเป็นคนที่ถ่อมตัวมาก     

V: นอกจากเซเลบริตี้ชื่อดังอย่างบียอนเซ่และรีอานน่าที่เป็นลูกค้าประจำ อยากเห็นใครใส่เสื้อผ้าของเราอีกไหม

B: เอาจริงๆ คนธรรมดาเนี่ยแหละ ลูกค้าที่ซื้อของเราจริงๆ จะเป็นคนขายปลาในตลาดหรือแม่ค้าส้มตำก็ได้ นี่คือคนที่เราเห็นเขาใส่แล้วชื่นใจที่สุด คนเหล่านั้นไม่จำเป็นต้องมีชื่อเสียง เราชอบแบบ...คนขายปลาจากชุมพรโทร.มาถามเลขบัญชีเพื่อซื้อเดรสราคา 28,000 บาท ซึ่งเขาอาจจะใส่ไปเดินเล่นสะพานปลาก็ได้ มันเซอร์ไพรส์มากกว่า ชอบอะไรที่ธรรมชาติน่ะ เพราะเราอยู่กับสิ่งประดิษฐ์มาเกือบครึ่งชีวิตแล้ว    

V: เคล็ดลับความสำเร็จคืออะไร

B: ความซื่อสัตย์กับความขยันครับ ในช่วงเริ่มต้นนี่คืออาชีพเดียวที่เรามี ความคิดคือถ้าเราต้องเอาเงินจากคนอื่นเป็นหมื่นๆ สิ่งที่เขาได้รับกลับคืนก็ต้องจริงสมราคา มันจะหลอกไม่ได้ ใช้แพชชั่นจากสิ่งที่เรามีแล้วลุย! รวมถึงฝึกปรือในสิ่งที่เราทำซ้ำๆ วนไป รู้อะไรต้องรู้ให้จริง มันไม่ได้ประสบความสำเร็จภายในปีสองปีหรอก เพราะฉะนั้นห้ามยอมแพ้หรือย่อท้อเด็ดขาด ปัญหาเกิดขึ้นตลอดแหละ ทุกวันนี้ผมก็ยังเรียนรู้อยู่เลย เราต้องพัฒนาตนเองตลอดเวลา สิ่งแรกที่ผมทำเมื่อตื่นนอนตอนเช้าคือเข้าเว็บไซต์ Vogue และ BOF รวมไปถึงเว็บขายของออนไลน์ เพื่ออัพเดตข้อมูลข่าวสาร เทรนด์ และกระแสของโลก 

V: มีกิจกรรมโปรดที่คนไม่ค่อยรู้ไหม

B: นอกจากการสะสมผ้าลูกไม้และเดินช็อปปิ้งตลาดขายของเก่าแล้ว ผมจะสวดมนต์ทุกเช้าเพื่อให้จิตใจสงบ และเพื่อเป็นการเริ่มต้นสัปดาห์ที่ดีเลยพยายามไปสวดมนต์ทำวัตรเย็นที่วัดสุทัศน์ทุกวันอาทิตย์ เพราะรู้สึกเหมือนได้รับพลังทางใจ ด้วยความที่เราต้องดูแลคนหลายคนในบริษัท ความถ่อมตนที่เกิดจากการฝึกสติจึงเป็นสิ่งสำคัญ (ยิ้มนัยน์ตาเป็นประกาย)

 

ภาพ: สุดเขต จิ้วพานิช, Courtesy of the Brand

ร่วมแสดงความคิดเห็น
 
Sign Up for Our Newsletter
สมัครรับข่าววสารทางอีเมล