คุยกับ Bruno Pavlovsky ชายผู้เป็นตัวตั้งตัวตีแห่ง CHANEL เตรียมพาเรือ La Pausa มาเยือนไทย

     ร่วมสังเกตทิศทางลมแฟชั่นและเร่งเครื่องฝ่ากระแสน้ำแห่งโลกลักชัวรี เพื่อพาเรือสำราญลำประวัติศาสตร์มาเทียบท่ายังแดนสยาม ผ่านบทสัมภาษณ์ระหว่างโว้กประเทศไทยกับ Bruno Pavlovsky กัปตันเรือจำเป็นผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของแบรนด์ Chanel

     แนวระเบียงบนพื้นต่างระดับ ณ ปีกหนึ่งของพิพิธภัณฑ์ กร็องด์ ปาเลส์ กลางกรุงปารีสในเช้าวันหนึ่งระหว่างสัปดาห์แฟชั่นโอตกูตูร์ช่วงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาคลาคล่ำไปด้วยเหล่านักประชาสัมพันธ์จากทั่วทุกมุมโลกในโททัลลุคหรูจากแบรนด์ชาเนล เยื้องไปไม่ไกลคือด้านหลังของโครงไม้ซึ่งก่อขึ้นเพื่อเป็นฉากหลังของรันเวย์โอตกูตูร์ลำดับล่าสุด Adut Akech นางแบบผิวสีงานชุกรายล่าสุดของวงการกำลังเอกเขนกนั่งคุยอยู่บนขั้นบันไดกับ Vittoria Ceretti นางแบบขาประจำของแบรนด์ C ไขว้ก่อนการซ้อมใหญ่ครั้งสุดท้าย ในขณะที่ Michel Gaubert กำลังเช็คเครื่องเสียงและ Karl Lagerfeld คงง่วนอยู่กับการตรวจตรารายละเอียดสุดท้ายอยู่ที่ไหนสักแห่ง อย่างไรก็ตาม โว้กมีนัดกับชายคนสำคัญผู้บรรจงวางกลยุทธ์หลอมรวมทุกสิ่งข้างต้นจนเกิดเป็นความสำเร็จระดับมโหฬารของชาเนล

     “เสียงดังไปหน่อย เราซ้อมใหญ่กันอยู่ข้างนอก” บรูโน ปาฟโลฟสกี ประธานใหญ่ฝ่ายแฟชั่นของชาเนลออกตัวหลังต้อนรับเราเข้าสู่ห้องรับรองพิเศษที่สร้างขึ้นเป็นการเฉพาะกิจ พร้อมๆ กับเสียงเพลงที่กระหึ่มขึ้นแบบไม่ทันตั้งตัว เราเคยพบเขามาแล้วก่อนหน้านี้หลายครั้ง อีกทั้งยังเคยมีโอกาสลงนั่งพูดคุยกันอยู่เป็นนานสองนานที่เมืองฮัมบูร์ก หากครั้งนี้กลับสลักสำคัญกว่าคราไหนๆ เพราะถือเป็นการสัมภาษณ์ที่เกี่ยวข้องกับงานใหญ่ระดับโลกเนื่องจากชาเนลเพิ่งตัดสินใจเลือกกรุงเทพมหานครเป็นจุดหมายปลายทางของโชว์คอลเล็กชั่นครูส 2018/19 ระลอกที่ 2 และกำลังตระเตรียมระดมทีมงานชั้นแนวหน้ามาจัดโปรดักชั่นตระการตากันในเดือนตุลาคมนี้

     “เพราะชาเนลกำลังบูมสุดขีดในประเทศไทย” กัปตันจำเป็นนามบรูโนตอบตรงประเด็นหลังสื่อหลักเพียงเล่มเดียวจากประเทศเจ้าภาพอย่างโว้กประเทศไทยเกริ่นถามไม่รีรอถึงเหตุผลที่แบรนด์ตัดสินใจเลือกกรุงเทพมหานครเป็นจุดหมายล่าสุดสำหรับคอลเล็กชั่นครูส “ประเทศไทยสวยงามและมหัศจรรย์มาก แต่เรากลับแทบไม่เคยทำอะไรกับประเทศนี้เลยทั้งๆ ที่เปิดบูติกมากมายหลายแห่ง แถมแบรนด์ที่ไทยก็โตวันโตคืน ผมว่าถึงเวลาแล้วที่เราจะเปลี่ยนความคิด” และนั่นจึงเป็นเหตุให้ชาเนลเรียกประชุมผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่ายเพื่อทำความเข้าใจว่า “ประเทศไทยเป็นอย่างไรกันแน่” งานประชุมลับซึ่งไม่ต่างกับปฏิบัติการระดับชาตินี้เจาะลึกหลากแง่มุมแดนสยาม “มีหลายประเทศที่แข่งขันกันเพื่อให้ได้จัดโชว์นี้เพราะต้องการถ่ายทอดบ้านเมืองของพวกเขา แต่ผมเลือกประเทศไทย เพราะเราเชื่อว่าที่นี่เต็มไปด้วยพลังบวก...ซึ่งสามารถส่งต่อไปสู่ภูมิภาคโดยรวม หรือแม้แต่สู่โลกทั้งใบได้” บรูโนเล่า

     แฟชั่นโชว์ในธีมเรือสำราณที่กำลังล่องทะเลมาจอดรับผู้โดยสายมากรสนิยม ณ กรุงเทพมหานครในช่วงสิ้นเดือนตุลาคมนี้จะนำเสนอเสื้อผ้าพร้อมแอ็กเซสเซอรี่คอลเล็กชั่นครูส 2018/19 ชนิดยกเซตและอิงกับรูปแบบและแนวคิดที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ที่กรุงปารีส ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นแฟชั่นโชว์ที่อลังการที่สุดเท่าที่ชาเนล (หรือแม้แต่แบรนด์ไหนๆ) เคยลงทุนสร้างสรรค์มา อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างประการหนึ่งซึ่งบรูโนกล่าวย้ำหนักแน่นหลายครั้งระหว่างการสัมภาษณ์คือ “ถึงแม้เราจะนำเสนอคอลเล็กชั่นเดียวกัน แต่จะไม่เหมือนกันเสียทีเดียวนัก”

     กลยุทธ์การจัดโชว์ทำนอง Re-imagine นี้มิใช่ของใหม่สำหรับชาเนล เพราะก่อนหน้านี้แบรนด์เคย ‘ฉายซ้ำความแตกต่าง’ บนบางรันเวย์ให้ผู้ชมจากคนละภูมิภาคได้ตื่นตากันมาบ้างแล้ว โดยยังคงเชื่อมโยงกับบรรยากาศและธีมของโชว์ฉบับดั้งเดิม เช่นเมื่อครั้งยกคอลเล็กชั่นครูส 2017/18 ในธีมกรีกไปจัดยังเมืองเฉิงตู หรือที่ผ่านมาไม่นานนักอย่างคอลเล็กชั่น Métiers d'Art 2018 ซึ่งขนความเป็นฮัมบูร์กไปนำเสนอไกลถึงแดนหมีขาว “เรารู้ดีว่าเราไม่สามารถสร้างเรือสำราญลำยักษ์ขึ้นมาอีกได้” บรูโนสารภาพตามตรงถึงข้อจำกัด (ซึ่งเป็นเหตุมาจากสถิติขนาดมหึมาที่แบรนด์เพิ่งทุบทำลายสำเร็จไปหมาดๆ) ก่อนกล่าวติดตลกชวนคิดต่อท้าย “เอาจริงๆ ผมเองยังนึกไม่ออกด้วยซ้ำว่าตรงไหนในกรุงเทพฯ ที่เราจะไปสร้างฉากขนาดนั้นได้”

     ว่าแต่ว่าทำไมจึงต้องตระเวนไปตามจุดต่างๆ ในโลกกันเล่า “ก็มันช่วยให้เราเข้าถึงและเข้าใจกลุ่มลูกค้าของเรายิ่งขึ้นนะสิ” บรูโนให้ความเห็น “ทุกสิ่งที่เราสร้างสรรค์ล้วนเกี่ยวข้องกับแฟชั่น พลังความคิดสร้างสรรค์ และต้องลักชัวรี เพราะผลิตภัณฑ์ของเราคือผลผลิตจากคุณค่าทางอารมณ์ แล้วคุณค่าเหล่านั้นมาจากไหนนะหรือ ก็มาจากความรัก ความใส่ใจ ซึ่งเราตั้งใจส่งมอบกลับไปผ่านชิ้นงานอย่างไรล่ะ” แม้กระนั้น เมื่อเราหย่อนถามถึงนิยามของคำว่า ‘ลักชัวรี’ จากปราชญ์นักบริหารผู้เดิมพันชีวิตและธุรกิจของเขากับคำหลักคำเดียวนี้อยู่ทุกฤดูกาล เขากลับตีความมันอย่างน่าฟังว่า “ลักชัวรีล้วนแตกต่างกันไปตามแต่ถิ่นที่” สำหรับเขา ลักชัวรีนั้นแยกออกจากเส้นเขตแดน แต่ร้อยเรียงเข้ากับวัฒนธรรม “จีนก็ดี ฝรั่งเศสก็ดี อเมริกาก็ดี...ผมว่ามันดีออกที่เราสามารถปรับเล็กผสมน้อยไปตามแต่ละประเทศที่เราไปเยือนได้” ซึ่งบรูโนยืนยันชนิดแทบไม่จำเป็นต้องคิดให้เสียให้เวลาเลยว่าการเดินทางช่วยให้เรามีโอกาสสัมผัสกับความลักชัวรีได้อย่างลึกซึ้งและ “นี่มันเป็นเรื่องระดับจักรวาลไปแล้วนะ”

     ความเด็ดเดี่ยวของเขาสะท้อนเป็นอื่นไกลไปไม่ได้นอกเสียจากรากหยั่งลึกของความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นที่เขามีให้กับแบรนด์ชาเนลมาตั้งแต่อ้อนแต่ออก ถ้าจะให้เดา เราว่าเขาคงสัมผัสกับส่วนผสมของความเป็นเลิศแกมขบถนี้มาตั้งแต่ยุคแม่ “สมัยคุณยายเสียด้วยซ้ำ!” บรูโนสวนตอบกลั้วเสียงหัวเราะ “น้ำหอม No.5 นี่เป็นกลิ่นโปรดของคุณยายผมเลยนะ” ก่อนขยายความย้อนอดีตว่าเขาคุ้นเคยกับชาเนลมาแสนนาน และโชคดีที่ในที่สุดก็ได้มีโอกาสร่วมงานกับซูเปอร์แบรนด์รายนี้

     “แล้วชาเนลในอีก 10 หรือ 20 ปีข้างหน้าล่ะ คุณมองเห็นเป็นเช่นไร” โว้กทิ้งท้ายด้วยคำถามแห่งอนาคต

     “No.1 สิ เพราะเราเป็นที่หนึ่งมาโดยตลอด และจะเป็นตลอดไป” น้ำเสียงติดสำเนียงฝรั่งเศสเอ่ยตอบ ก่อนตบมุกปิดท้าย “ผมคงไม่อยากเป็น No.5 หรอกนะ”

 

อ่านบทความฉบับเต็มได้ในนิตยสารโว้กประเทศไทย ฉบับเดือนกันยายน 2560

Edited by Saisuree Mesiri 
ร่วมแสดงความคิดเห็น
 

Sign Up for Our Newsletter
สมัครรับข่าววสารทางอีเมล