เมื่อโว้กขอคุยกับ 3 นักแสดงฮอลลีวู้ดจากหนังดราม่าเขย่าขวัญ All the Money in the World

เปิดใจคุยกับซูเปอร์สตาร์ดัง “คริสโตเฟอร์ พลัมเมอร์”, “มิเชลล์ วิลเลียมส์” และ “มาร์ค วอห์ลเบิร์ก” 3 นักแสดงยอดฝีมือแห่งฮอลลีวู้ดที่ร่วมกันแสดงฝีมือในหนังดราม่าเรื่องเยี่ยม All The Money In The World

 

เตรียมพบกับภาพยนตร์ดราม่าเขย่าขวัญเรื่องเยี่ยม การประชันบทบาทสุดเข้มข้นการันตีด้วยดีกรีเข้าชิงรางวัล  ออสการ์สาขานักแสดงสบทบชายยอดเยี่ยม “All the Money in the World ฆ่า ไถ่ อำมหิต บอกเล่าเรื่องราวของมหาเศรษฐีโรงกลั่นน้ำมันที่ขึ้นชื่อว่ารวยที่สุดในประวัติศาสตร์แห่งยุค 70 “จอห์น พอล เก็ตตี้” (รับบทโดย “คริสโตเฟอร์ พลัมเมอร์”) ผู้ไม่ยอมเสียเงินแม้แต่แดงเดียวในการไถ่ชีวิตหลานชายคนโปรด “จอห์น พอล เก็ตตี้ที่ 3” (รับบทโดย “ชาร์ลี พลัมเมอร์”) ที่โดนจับตัวเพื่อเรียกค่าไถ่ ผู้เป็นแม่อย่าง “เกล ฮาร์ริส” (มิเชล วิลเลียมส์) สะใภ้มหาเศรษฐีผู้ที่ร่ำรวยไม่ได้เศษเสี้ยวของพ่อสามี จึงต้องหาทางช่วยเหลือลูกชายด้วยตัวเอง โดยได้รับความช่วยเหลือจาก ผู้ช่วยของมหาเศรษฐีเก็ตตี้ “เฟรตเชอร์ เชส” (มาร์ก วอห์ลเบิร์ก) ในการตามหาลูกชายอันเป็นที่รักโดยไม่หวังพึ่งบารมีของคนเป็นปู่อีกต่อไป เรามีบทสัมภาษณ์พิเศษมาฝาก ก่อนที่จะได้รับชมหนังเรื่องนี้กันในสัปดาห์นี้

 

 

ก่อนอื่นเลยต้องขอแสดงความยินดีกับคุณด้วยคริสโตเฟอร์ ที่ได้เข้าชิงออสการ์สาขานักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยมจากเรื่องนี้?

พลัมเมอร์ : ขอบคุณครับ ผมยังตื่นเต้นมากตอนที่รู้ว่าได้รับการเสนอชื่อ มันเกินความคาดคิดเหมือนกันนะ แต่ผมภูมิใจกับมัน ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก ผมยังตื่นเต้นไม่หายมาถึงตอนนี้เลย

 

คุณครองสถิติผู้ชนะรางวัลออสการ์ที่อายุมากที่สุดตอนปี 2011 คุณคิดว่าคุณสามารถทำลายสถิตินั้นได้ไหมในปีนี้?

พลัมเมอร์: หวังว่านะ ตอนนั้นผมคว้าออสการ์ตัวแรกจากเรื่อง Beginners ตอนอายุ 82 ตอนนี้ผม 88 แล้วผมคงไม่คาดหวังอะไรมาก (หัวเราะ)

 

คุณทำมันได้ยังไงที่ต้องมารับบทแทนคนอื่นแต่ยังสามารถแสดงออกมาได้มีคุณภาพขนาดนี้?

พลัมเมอร์: จะว่าแทนเลยก็ไม่ใช่หรอก เพราะมันเหมือนต้องเปลี่ยนใหม่ทั้งหมด ทั้งวิธีการตีความตัวละคร การแสดงตอบรับร่วมกับตัวละครอื่นๆ จริงอยู่ว่ามันมีเวลาน้อยมากแต่ทุกอย่างออกมาตามแผน ต้องยกเครดิทให้ผู้กำกับเลย ผมเองรู้สึกเศร้าแทน เควิน (เควิน สเปซีย์) เควินเก่งมาก เขาเป็นนักแสดงพรสวรรค์ เรื่องที่เกิดกับเขามันทั้งน่าเศร้า ทั้งน่าเสียดาย

 

 

พวกคุณเข้ามาร่วมโปรเจคต์นี้กันได้อย่างไร?

วิลเลียมส์: อย่างแรกที่ฉันได้ยินคือริดลีย์ สก็อตต์กำกับ แค่นั้นฉันก็ไม่ต้องฟังอะไรแล้ว แต่ฉันมาตระหนักทีหลังว่าบทมันยังเยี่ยมมากด้วย แทบไม่ต้องตัดสินใจ รับเล่นเลย

วอห์ลเบิร์ก: ผมเหมือนมิเชลเลย ผมชอบตัวเรื่องมากนะ แต่เหตุผลจริงๆ ที่ทำให้ผมตัดสินใจคือ ริดลีย์ สก็อตต์ ผมอยากทำงานกับเขามาตลอด เราเป็นเพื่อนกันมาตั้งยี่สิบกว่าปีแล้ว ผมเป็นแฟนหนังตัวจริงของเขา ตอนนั้นผมกำลังถ่ายหนังเรื่องอื่นอยู่ ผมมีเวลาว่างแค่ห้าวันก่อนต้องถ่ายเรื่องต่อไป ผมบอกภรรยาผมให้เธอเข้าใจว่านี่เป็นโอกาสที่ดีขนาดไหนที่ได้แสดงบทนี้ ในหนังของผู้กำกับที่ผมยกย่องมานาน ตอนที่ผมได้อ่านบท ผมยิ่งกระตือรือร้นขึ้นไปอีกเพราะนี่ไม่ใช่บทที่ผมได้เล่นบ่อยๆ ริดลีย์บอกว่า เฮ้ เรื่องนี้ไม่มีปืน ไม่มีหมี ไม่ต้องกระทืบใคร มันดีนะที่ได้เล่นเป็นคนมีการศึกษาที่คอยจัดการเรื่องต่างๆ ให้คุณเก็ตตี้

พลัมเมอร์: ผมตื่นเต้นมากตอนที่ริดลีย์ติดต่อมาให้ผมเล่น ผมต้องการทำงานกับเขามาตลอดและนี่เป็นหนังที่น่าสนใจมาก เพราะชอบเล่นบทเป็นคนที่มีตัวตนจริงๆ เพราะผมชอบค้นคว้าหาข้อมูล ตัวเก็ตตี้เองเป็นบทที่น่ามหัศจรรย์มาก มันเขียนออกมาอย่างปราณีต ตอนเขาเสนอบทนี้ผมแทบจะกระโดดคว้ามันไว้เลยล่ะ

 

 

ช่วยเล่าเกี่ยวกับตัวละครของพวกคุณหน่อย

พลัมเมอร์: ผมเล่นเป็น จอห์น พอล เก็ตตี้ ผู้บุกเบิกธุรกิจน้ำมันในตะวันออกกลางซึ่งทำให้เขารวยมหาศาลตั้งแต่อายุน้อยๆ การลักพาตัวนี้เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้โลกได้รู้จักเก็ตตี้ เขาค่อนข้างเก็บตัว ไม่ออกสื่อ แน่นอนว่าเขาบูชาเงิน เขารักสิ่งสวยงามเพราะมันไม่เคยเปลี่ยนแปลงหรือทำให้เขาผิดหวัง มันมีความงามบริสุทธิ์ในสิ่งของพวกนี้ที่เขาหาไม่ได้ในมนุษย์  ผมคิดว่าเขามีมนุษยธรรมเหมือนกันนะแม้ว่าเขาจะแสดงมันออกมาอย่างไร้เยื้อใยตอนตอบคำถามสื่อเรื่องค่าไถ่ก็ตาม เหตุผลเขาก็ฟังขึ้นอยู่นะที่เขาบอกว่าเขามีหลานหลายคน ถ้าเขายอมจ่ายให้คนนึง หลานของเขาที่เหลืออาจจะเสี่ยงตกเป็นเหยื่อลักพาตัวครั้งอื่นอีกก็ได้ มันคือตรรกะที่เย็นชาซึ่งบทมันเอื้อให้เราดำดิ่งลงไปในนั้น  โดยเฉพาะเมื่อมันเชื่อมโยงกับความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนในครอบครัวของเขา

วิลเลียมส์: ฉันเล่นเป็นเกล หญิงแกร่ง แม่ของจอห์น พอล เก็ตตี้ ที่ 3 ซึ่งถูกจับไปเรียกค่าไถ่ เธอต้องทำทุกอย่างเ เธอต้องสมองเอาชนะทั้งพ่อสามีสุดเขี้ยวและโจรลักพาตัวเพื่อตามตัวลูกชาย แน่นอนมันเป็นดราม่าเขย่าขวัญ แต่ฉันยังคิดว่ามันมีความเป็นเฟมินิสท์ด้วย มันสำเร็จว่าจะเป็นไงถ้าต้องเป็นผู้หญิงที่ต้องต่อสู่ในโลกของผู้ชาย แต่ทำสุดความสามารถเพื่อให้ได้อำนาจต่อรอง มันมีหลายซีนในหนังที่เธอถูกมองข้าม ละเลย เพียงเพราะเธอเป็นผู้หญิง ฉันชอบตัวละครพวกนั้น

วอห์ลเบิร์ก: ผมรับบทเป็น เฟล็ตเชอร์ แชส ผู้ช่วยสุดเท่ ที่ไม่ค่อยจะลงรอยกันนักกับเก็ตตี้นายจ้างของเขา เขาเคยเป็นหัวหน้าฝีพายของฮาวาร์ด เคยเป็นนักประดาน้ำ หน่วยซีล เจ้าหน้าที่ซีไอเอ ทำธุรกิจน้ำมัน เขาเป็นที่ปรึกษาให้กับบริษัทน้ำมันบริษัทอื่นตอนที่คุณเก็ตตี้ตระหนักได้ว่าเขาจะเป็นประโยชน์ได้ขนาดไหน จนเขาได้เข้ามาทำงานกับเก็ตตี้ ออยล์ เต็มเวลา

 

 

ได้ข่าวว่าพวกคุณแต่ละคนก็มีวิธีเข้าถึงบทบาทตามแบบของตัวเอง

วิลเลียมส์: ค่ะ มันแทบจะไม่ข้อมูลอะไรเกี่ยวกับเกลเลยนอกเหนือจากที่ฉันเจอในอินเทอร์เน็ท ฉันศึกษาประวัติเกลมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ผ่านคลิปวิดีโอในยูทูป บทความ และหนังสือ ซึ่งส่วนใหญ่เล่าผ่านมุมมองบุคคลที่สาม หลังจากเกลหย่า เธอหันหลังให้กับชื่อเสียงและเงินตราของครอบครัวเก็ตตี้ เธอกลายเป็นคนธรรมดาจนกระทั่งลูกเธอถูกลักพาตัวทำให้เธอตกเป็นเป้าสนใจของสาธารณะอีกครั้ง มันเริ่มเป็นรูปเป็นร่างเมื่อฉันได้ทำงานกับ แจนตี้ เยตส์ นักออกแบบเสื้อผ้าระดับเทพของริดลีย์ และนักออกแบบทรงผมและแต่งหน้า พวกเขาเคยทำงานกับริดลีย์มานานซึ่งก็ไม่แปลกใจหรอก เขาเป็นคนมีเสน่ห์ดึงดูดคนมีฝีมือ คุณเชื่อมั้ย แค่ใส่รองเท้าตามตัวละครมันช่วยให้ข้อมูลเกี่ยวกับพวกเขาแก่คุณได้ มันช่วยให้ฉันเข้าใจและจินตนาการออกได้ว่าเธอเป็นใคร

วอห์ลเบิร์ก: ผมอ่านบทออกเสียงสี่รอบต่อวัน ผมรู้บทตั้งแต่ต้นจนจบ อ่านมันไปหลายรอบจนแทบไม่ต้องนึกบทเลยระหว่างถ่ายทำ เสื้อผ้าก็ช่วยนะ เฟลตเชอร์ แชส แต่งตัวมีเอกลักษณ์ ด้วยความที่เขาเป็นอดีตซีไอเอ เราต้องการให้เขาเท่เหมือน สตีฟ แมคควีน ริดลีย์ไม่ชอบกางเกงขาม้าหรือสูทปกกว้างๆ เฟลตเชอร์ต้องดูกลมกลืนไปกับคนอื่นๆ ได้ คุณแค่ใส่เอี๊ยมกับเสื้อกั๊กก็เข้าซีนได้เลย บทพูดมันลื่นไหลและงดงามมาก

พลัมเมอร์: สำหรับผมมันอาจจะง่ายหน่อยเพราะผมเคยเจอเก็ตตี้ตัวจริงในยุค 70 แต่ก็จริงอย่างที่มาร์คกับมิเชลพูด เสื้อผ้าช่วยเราได้เยอะจริงๆ  พอทีมเสื้อผ้าจับผมใส่สูทของ Saville Row ตัวละครนี้เหมือนมีชีวิต สูทตัวหนึ่งของเก็ตตี้จะอยู่กับเขาไป 20 – 25 ปี ตอนเราหาข้อมูลเราเจอว่าเขาใส่รองเท้าคู่เดิม เน็คไทค์อันเดิม เป็นสิบปีเลย มันแสดงให้เห็นว่าแม้ว่าเขาจะรวยล้นฟ้าขนาดไหนนิสัยตระหนี่จะติดตัวเขาไปจนวันตาย

 

 

การทำงานกับริดลีย์ สก็อตต์ เป็นอย่างไรบ้าง?

วิลเลียมส์: เขาคือปรมาจารย์ เขาแม่นยำ เขาสื่อสารสิ่งที่เขาต้องการให้คนอื่นรับรู้ได้ง่าย นั่นแปลว่าเราทำงานด้วยความรวดเร็ว ไม่มีอะไรติดขัดซึ่งมันสนุกมาก มันเหมือนเล่นรับส่งลูกบอลครีเอทีฟ คุณต้องตื่นตัวตลอดเวลาถึงจะคว้ามันไว้ได้ เขามอบพื้นที่ให้คุณได้สำรวจและพัฒนาตัวละครของตัวเอง แต่ถ้าคุณต้องการเขาเมื่อไหร่เขาพร้อมช่วยคุณเสมอ ฉันชอบมาทำงาน เขามีไอเดียเต็มตัวที่พร้อมทำให้คุณแปลกใจเสมอ ถ้าซีนมันเริ่มจำเจเขาจะโยนทิศทางใหม่ลงไป ทำให้น่าตื่นเต้นตลอดเวลา

พลัมเมอร์: เขาเป็นมืออาชีพ เขารู้ตัวว่าต้องการอะไร เขาไม่ต้องให้คุณเล่นใหม่เป็นร้อยๆ เทคเพราะเขาเหมือนตัดต่อในหัวไปเรียบร้อยแล้ว เขาเป็นผู้กำกับสไตล์โอลด์สคูล ระดับเดียวกับฮิทช์ค็อก หนังของเขากลมกล่อม ประเด็นที่เขาเลือกเล่ามันต่างจากคนอื่นๆ ซึ่งผมยกย่องเขาในด้านนี้มาก เขาทดลอง เขาคิดค้นสิ่งใหม่ๆ แต่เขายังรู้ด้วยว่าตัวเองต้องการนักแสดงในภาพยนตร์เรื่องโปรดของเขาหลายเรื่อง รวมทั้งเรื่องที่มีตุ๊กตาหมีร่วมแสดง แต่สิ่งที่โดนใจเขามากที่สุดการแสดงที่เป็นธรรมชาติ

วอห์ลเบิร์ก: ผู้กำกับคุณภาพ ผมยินดีอย่างมากที่ได้ร่วมงานกับเขา ผมถือว่าผมเป็นคนโชคดีคนนึงเลยนะ มารู้ทีหลังว่าเขาชอบ Ted กับ Boogie Nights ด้วยยิ่งทำให้ผมภูมิใจขึ้นไปอีก

 

อ่านเพิ่มเติม:

  1. ใคร ทำอะไร ที่ไหน! รวบทุกประเด็นร้อนจากนิวยอร์กแฟชั่นวีก Fall 2018 ล่าสุด
  2. เหตุผลที่ Anna Wintour สวมแว่นกันแดดเคียงข้าง 'ควีนอังกฤษ' ที่ลอนดอนแฟชั่นวีค
  3. วัชรินทร์ ผ่องใส คนทำโว้กเล่มแรกของไทยผู้มองเห็นเสื้อผ้าเป็นตัวหนังสือ!
ร่วมแสดงความคิดเห็น
 

Sign Up for Our Newsletter
สมัครรับข่าววสารทางอีเมล