Vogue Voices
Burberry เอาใจ “รักร่วมเพศ” ด้วยผลงานทิ้งทวนจาก Christopher Bailey
พื้นที่จัดแสดง Burberry, The February 2018 Show ณ อาคาร Dimco

เป็นไปได้หรือที่แบรนด์ระดับสัญลักษณ์ประจำเกาะอังกฤษจะกล้าได้กล้าเสียและยอมลงบัลลังก์มาคลุกฝุ่นกองเดียวกับที่เคยเปื้อนหน้าเปื้อนตาและกายของ “ชนชายขอบ” เพียงเพื่อจะเสี่ยงดวงเอากับคอลเล็กชั่นเห็นปุ๊บซื้อปั๊บเอาใจเด็กมิลเลนเนียล

บัดนี้คำถามข้างต้นได้รับการตอบแล้ว แถมยังตอบด้วยเสียงดังฟังชัดและอึกทึกครึกโครมเสียด้วย เนื่องจากคอลเล็กชั่นเดือนกุมภาพันธ์ครั้งล่าสุดของ Burberry ซึ่งเพิ่งจัดแสดงโชว์ไปสดๆ ร้อนๆ เมื่อวานนี้ (17 กุมภาพันธ์ 2018) ระหว่างสัปดาห์แฟชั่นกรุงลอนดอน ณ อาคาร Dimco อดีตโรงไฟฟ้าของการรถไฟทางหลวง คือความพยามยามอย่างยิ่งยวดในการตอกย้ำพื้นที่ยืนของเหล่าชาวรักร่วมเพศทั้งในปัจจุบัน...รวมถึงอนาคต

ด้วยเหตุนี้เราจึงได้เห็นขบวนนางแบบและนายแบบเรียงรายกันมาในงานออกแบบจำนวน 84 ลุคที่หาใช่เพียงอิง “แอบ” กับรายละเอียดต่างๆ ในวัฒนธรรมกระแส (เคย) รองของชาวสีรุ้งเท่านั้น แต่งานนี้เรียกได้ว่า “Out of the closet” กันชนิด “เปิดตัว” โดยมีตัวละครเอกชูโรงเป็นแถบตารางลายสก็อตโฉมใหม่ซึ่งทอแถบรุ้ง 6 สี สัญลักษณ์แห่งความภาคภูมิของชาวรักร่วมเพศ แทรกซ้อนลงไปบนงานคลาสสิกระดับตำนานชิ้นเดิม ก่อนจะร่วมด้วยช่วยกันอีกแรงกับชิ้นธงรุ้งซึ่งนำเสนอกันตรงๆ บนแจ็กเกตบุนวมกันหนาว หมวกไหมพรม เรื่อยไปจนถึงกระเป๋าสะพายหนัง

 

ว่ากันตามตรง กลิ่นทะแม่งนี้ลอยลมมาแบบเนียนๆ เมื่อโว้กเป็นสื่อไทยเจ้าแรกที่ได้ชมภาพลุคบุ๊คคอลเล็กชั่นแคปซูล จู่ๆ ชิ้นงานจำนวนหยิบมือก็ส่องประกายลายรุ้งแบบไร้คำอธิบายแน่ชัดจนเราหลุดอุทานออกมาว่า “เกย์ 80s!” ซึ่งความน่าจะเป็นที่สอดคล้องกับสิ่งที่ตาเห็นที่สุดในขณะนั้นชวนให้เราเชื่อมโยงไปต่างๆ นานากับการเล่นสีของคอลเล็กชั่นกันยายนที่ผ่านมา โดยหารู้ไม่ว่าในอีกไม่กี่อึดใจต่อมามหากาพย์แห่งความกล้าจะบังเกิดกับแบรนด์พริ้มเพราที่ได้ชื่อว่า “ไม่ค่อยจะแตกแถว” กับใครเขาสักเท่าไร

 

คำถามหลักของเหตุการณ์ที่แลดูเหมือนจะแสนธรรมดาสามัญในวันที่ “ชาวสีรุ้ง” จับจ่ายใช้ “Pink Money” ซื้อความสุขเป็นเบี้ยไม่ได้อยู่ที่การตั้งโจทย์ว่า “เรื่องนี้แปลกใหม่ยังไง” แต่ประเด็นที่เราควรใคร่พิจารณาต่างหากคือความจริงที่ว่า “สังคมโลกในวันนี้ก้าวหน้าไปถึงจุดใดแล้ว” และ “หากเรื่องนี้ย้อนรอยกลับไปเกิดเพียง 5 ปีก่อนหน้านี้ จะมีสิทธิ์เป็นไปได้ไหม” ไม่นับรวมคำถามที่อาจจะสลักสำคัญยิ่งกว่าที่ว่า “อะไรคือกลไกทำให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น”

เป็นอันรู้กันว่าในอดีตนั้น เมื่อว่ากันถึงความพยายามมุ่งเป้าหมายไปยังกระเป๋าสตางค์ใบโตของเหล่าชาวรักร่วมเพศ ผู้เสี่ยงในเกมมากมายต่างลงเอยด้วยการเจ็บตัวไปตามๆ กัน หนังม้วนเดิมนี้วนเวียนฉายซ้ำให้เราได้เห็นกันมายาวนานราวครึ่งศตวรรษในระบบอุตสาหกรรมโลก ด้วยเมื่อใดที่แบรนด์สินค้าเจ้าหนึ่งเลือกขยับขยายฐานลูกค้าไปสู่กลุ่มรักร่วมเพศ อันตรายย่อมคืบคลานเป็นเงาเนื่องจากกลุ่มขาประจำชาย-หญิงหน้าเก่าจะพลันพากันโบกมือลาเพื่อเลี่ยงหนีภาพลักษณ์ “ต้องห้าม” กลับไปสู่ “ความบริสุทธิ์” ในบริบทที่สังคมโดยรวมยอมรับ ความโหดร้ายซ้ำหนักคือการที่กลุ่มรักร่วมเพศด้วยกันเอง “ในซอกหลืบ” พลอยปฏิเสธและถอนความนิยมในระดับ Sub-culture ไปด้วยในวันที่ “ใต้ดิน” เริ่มฉายแสงชัดเจน “บนดิน” เกินไปจนขาดสเน่ห์เฉพาะตัวและความแนบเนียน หลงเหลือไว้เพียงแบรนด์รุ่นบุกเบิกความมั่นใจสูงจำนวนหยิบมือที่ยืนกรานจะเดินหน้าต่อ “โดยเกย์ เพื่อเกย์ และขายเกย์” จนกลายเป็นลัทธิย่อมๆ ในปัจจุบัน

 

อย่างไรก็ตาม เมื่อเกมผลักดันพลังหญิงก้าวหน้าถึงขีดสุด (อีกครั้ง) ในรูปโฉมของ Neo-Feminism เส้นขีดคั่นของความเป็น “เขา “เธอ” และ “เรา” ย่อมได้รับการส่องขยายอีกครั้งจนตามติดมาแบบอัตโนมัติด้วยปรากฏการณ์ Diversity ซึ่งท้ายสุดย่อมหนีไม่พ้นต้องกลายเป็นกลยุทธ์ทางการตลาดเพื่อดึงดูดผู้ชม “มากหน้า หลายตา และต่างสีผิว” ให้มารวมตัวกันหน้าเคานเตอร์จ่ายสตางค์เพื่อซื้ออะไรเหมือนๆ กัน (ในการจะคงไว้ซึ่งความแตกต่างของปัจเจกบุคคล!) อย่างไรก็ตาม ความหลากหลายทางเพศสภาพกลับเปรียบได้ดั่งผู้ชนะในท้ายที่สุดเพราะนอกจากจะได้รับอานิสงค์ไปพร้อมๆ กับความหลากหลายในรูปแบบอื่นๆ ชนิดไม่คาดฝันแล้ว แน่นอนว่าประวัติศาสตร์ของการเคยถูกขับไล่ไปอยู่ “นอกรีต” ย่อมควรค่าแก่การนำกลับมา “ล้างบาป” จนการณ์กลับกลายเป็นโฉมเก่าในคราบ “ต้องห้าม” ได้รับการยกระดับกลายเป็นประเด็นร้อนพะกระดาษกาวระบุข้อความ “Please handle with care” ซึ่งผู้คนในสังคมยุคใหม่จำต้องร่วมเล่นไปตามเกมและให้ความสำคัญกันไปก่อน อย่างน้อยก็ในช่วงนี้...จนกว่าบุญใหม่จะหมด และบาปเก่าจะตามทัน

ไม่ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นบนแคตวอล์กมหากาฬของ Burberry เมื่อวานนี้จะเป็นผลพวงของวิสัยทัศน์ที่ได้รับการคำนวณเกมมาเป็นอย่างดี หรือจะเพราะดีไซเนอร์หัวเรือใหญ่นาม Christopher Bailey แค่เลือก “เอามัน” เข้าว่าด้วยการบวกอดีต ปัจจุบัน กับอนาคตของทั้งตัวเขาและแบรนด์เข้าด้วยกันในวาระทิ้งทวนตำแหน่งก่อนโบกมือลาบ้านเก่าซึ่งเขาอาศัยอยู่มานาน 17 ปีอย่างเป็นทางการในวันที่ 31 มีนาคมนี้ ผลลัพธ์ที่ได้คือบทบันทึกขนาดเท่าประตูชัยซึ่งเราเชื่อว่า “ได้” กันถ้วนหน้า ไม่มีใคร “เสีย” ตั้งแต่ชุมชนชาวรักร่วมเพศ องค์กรการกุศลที่เกี่ยวข้องในคอลเล็กชั่นนี้ทั้ง 3 แห่ง มวลมหาชนโดยรวมในโลกยุคดิจิทัล 4.0 หรือแม้แต่แบรนด์เองที่ถึงไม่ต้องเดาเราก็กล้าพูดเต็มปากเต็มคำว่ายอดขายต้องกระเพื่อมพอๆ กับงานคอแลบอเรชั่นที่ผ่านมาของค่ายอื่น และโปรดอย่าลืมว่าเหตุการณ์ในครานี้อาจกลายเป็นหลักชัยใหม่ให้กับแบรนด์ผลิตภัณฑ์อื่นๆ ดำเนินรอยตามในอนาคตก็เป็นได้

 

มองในแง่หนึ่ง หลังจากคอแลบอเรตระหว่างแบรนด์กันมานานนับทศวรรษ อุตสาหกรรมแฟชั่นก็ควรเริ่มเปลี่ยนทิศไปสู่งานคอแลบอเรชั่นที่ซื่อตรงและเอื้อต่อชุมชมในสังคมโลกแบบเดียวกับที่ Burberry และ Christopher Bailey เพิ่งกำชัยไปหมาดๆ กันบ้าง...ไม่ดีหรือ

'Our Time'
Credit: United Visual Artists, Our Time, 2016, Collection Museum of Old and New Art (Mona), Hobart, Australia

'Spectrum'
Credit: United Visual Artists

อ่านเพิ่มเติม:

  1. เกิดอะไรขึ้นที่ลอนดอน? นี่คือสรุปไฮไลต์ฉบับรวบตึงจากลอนดอนแฟชั่นวีก Spring 2018!
  2. รวมบทเพลงเบื้องหลัง 17 ปีมหัศจรรย์ของ Burberry นี่คือเพลย์ลิสต์ที่ชาวแฟชั่นต้องกดฟัง!
  3. LIVE! ชมคอลเล็กชั่นสุดท้ายของ Christopher Bailey ใน Burberry, The February 2018 Show ที่นี่
ร่วมแสดงความคิดเห็น
 

Sign Up for Our Newsletter
สมัครรับข่าววสารทางอีเมล