เที่ยวเชียงใหม่แบบบูทีค! แวะร้านเชฟเทเบิล เข้าสปาวารีบำบัด ลิ้มอาหารเหนือและเข้าวัดเก่าล้านนา

“เชียงใหม่” อีกเมืองลำดับต้นๆ ที่ผุดขึ้นในหัวทุกครั้งที่อยากจะปิดโทรศัพท์ตัดขาดจากโลกภายนอกแล้วเปิดโอกาสให้ตัวเองได้พักผ่อนลองมาใช้ชีวิตที่เรียกว่า สโลว์ไลฟ์ สลัดความเครียดจากชีวิตประจำวันดูสักพัก ด้วยวิถีชีวิตที่เรียบง่ายของผู้คนแต่ในขณะเดียวกันเมืองนี้ก็เปี่ยมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันไม่ขัดใจสาวติดเมือง เราเลยเชื่อเหลือเกินว่าทุกคนย่อมเคยมาเยือนเชียงใหม่อย่างน้อยก็ครั้งหนึ่ง และทุกคนมีความทรงจำกับเมืองเหนือแห่งนี้ในแบบฉบับของตัวเอง วีกเอนด์นี้โว้กจึงขันอาสาพาไปเที่ยวเชียงใหม่ในสไตล์โว้กดูบ้าง นี่คือการเที่ยวเชียงใหม่ “แบบบูทีค” ที่ทุกรายละเอียดเต็มไปด้วยความพิเศษ และลิมิเต็ดสุดๆ!

 

จะเคลมว่าเที่ยวแบบบูทีคไม่ได้ถ้าไม่ได้บินแบบบูทีค สายการบินที่เราเลือกสำหรับเดินทางไป-กลับเชียงใหม่จะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจาก “บางกอกแอร์เวย์ส” สายการบินบูทีคเบอร์ต้นของเอเชียที่มีเที่ยวบินไปเชียงใหม่ทุกวันมากถึงวันละ 6 เที่ยวบิน พร้อมเสิร์ฟอาหารบนเครื่องทุกไฟลต์แม้ว่าระยะทางบินจะสั้นเพียง 1 ชั่วโมงก็ตาม

 

"อันจะกินวิลล่า" ร้านอาหาร Chef Table ในเชียงใหม่ในบรรยากาศเหมือนอยู่บ้านสบายๆ ที่เปิดรับวันละ 1 โต๊ะเท่านั้น

 

ทันทีที่เครื่องลงถึงเชียงใหม่เราเปิดทริปนี้ด้วยมื้ออาหารสุดพิเศษในร้านอาหาร Chef Table ซึ่งเราขอเรียกว่าเป็น Hidden Gems ของเมืองเชียงใหม่เลยก็ว่าได้ ที่ร้าน “อันจะกินวิลล่า” ร้านเชฟเทเบิลภายในบ้านบรรยากาศแสนอบอุ่นฝีมือ “เชฟก้อย” ที่เปิดรับแขกเพียงวันละ 1 โต๊ะเท่านั้น โดยจะเสิร์ฟอาหารฝั่งตะวันตกเป็นหลัก ความพิเศษของเมนูที่นี่คือการเลือกสรรวัตถุดิบที่ปลอดสารเคมี ผักส่วนใหญ่เชฟก้อยได้จากสวนครัวที่ปลูกไว้ข้างบ้าน ส่วนรสชาติอาหารเราให้ 10 เต็ม 10 คะแนน โดยเฉพาะเมื่อรู้ว่าเชฟสาวคนนี้ไม่ได้เรียนทำอาหารมาโดยตรง แต่มีใจรักการทำอาหารจึงออกจากงานประจำที่บริษัทน้ำมันแห่งหนึ่งมาดูแลคุณพ่อพร้อมทำสิ่งที่รักอยู่ในเชียงใหม่

 

เมนูสลัดและของหวานอย่างช็อกโกแลตลาวา ฝีมือเชฟก้อย แอบกระซิบว่าฟักทองในสลัดทำเราฟินมาก!

 

“พี่ทำได้ไม่กี่เมนูหรอก” เชฟก้อยกล่าวอย่างถ่อมตัว แต่การันตีด้วย 6 คอร์สอาหารที่เสิร์ฟว่า “อร่อยทุกเมนู” จริงๆ ทันทีที่มีคนเอ่ยปากถามเรื่องเคล็ดลับการปรุงอาหาร เธอก็รีบเล่าอย่างเปิดเผยไม่มีกั๊ก พร้อมกับบอกว่า “ถามได้เลยพี่ชอบบอก” แถมเชฟก้อยยังเปิดสอนให้กับผู้ที่สนใจอยากเรียนทำอาหารด้วย ส่วนเมนูที่เราไม่อยากให้พลาดเป็นเด็ดขาดคือริสโต้พาสต้ากับกุ้งลายเสือ ที่เชฟนำพาสต้าเส้นยาวมาบดจนกลายเป็นเม็ดข้าว ท็อปด้วยกุ้งลายเสือคุณภาพเยี่ยม บอกเลยว่าเทกซ์เจอร์ของพาสต้าคือทีเด็ด!

 

เปิดมื้อแรกของทริปแบบเอ็กซ์คลูซีฟไปแล้วได้เวลาเข้าพักที่โรงแรมซึ่งเราขอเรียกว่าเป็น “สุดยอดไฮไลต์” แห่งหนึ่งของเมืองเชียงใหม่ “RarinJinda Wellness Spa Resort” รีสอร์ทบนถนนเจริญราษฎร์ ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำปิง ที่มีจุดเด่นต่างจากรีสอร์ทอื่นๆ อย่าง “วารีบำบัด” หรือการบำบัดทั้งกายและใจด้วยสายน้ำ

 

“เรือนระรินจินดา” บ้านไม้สักสีน้ำตาลหลังงามอายุกว่า 140 ปี อดีตบ้านพักของนายแพทย์จินดา สิงหเนตร

 

เมื่อเราก้าวเข้ามาที่ระรินจินดา เวลเนส สปา รีสอร์ต สิ่งแรกที่เห็นตระหง่านสะดุดตาเห็นจะเป็นบ้านไม้สักสีน้ำตาลหลังงามอายุกว่า 140 ปีที่เราทราบชื่อภายหลังว่า “เรือนระรินจินดา” ซึ่งเคยเป็นบ้านพักของนายแพทย์จินดา สิงหเนตร แพทย์ที่เคยได้ถวายงานใกล้ชิดกับสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก พระราชบิดาแห่งการแพทย์ไทย โดยชื่อ “ระริน หมายถึง สายน้ำ” ตามสภาพภูมิศาสตร์ที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำปิง ส่วน “จินดา” ตั้งเพื่อเป็นเกียรติให้กับนายแพทย์จินดาเจ้าของเดิม โดยบ้านหลังนี้แต่เดิมสร้างโดยพ่อค้าชาวพม่าผู้มั่งคั่ง อันจะเห็นได้จากสถาปัตยกรรมที่มีการผสมผสานระหว่างศิลปะพม่า ล้านนา และโคโลเนียล ก่อนจะเปลี่ยนผ่านเป็นบ้านของนายแพทย์จินดาในเวลาต่อมา จนกระทั่งทีมของระรินจินดาปรับปรุงพื้นที่แห่งนี้เป็นรีสอร์ท แต่ยังคงเป็นเค้าโครงเดิมของบ้านเก่าแก่หลังนี้ไว้ทุกประการ มีเพียงการบูรณะเพื่อให้แข็งแรง สามารถใช้งานเป็นพื้นที่จัดประชุม หรือจัดงานมงคลได้ การันตีด้วยรางวัลอาคารอนุรักษ์ศิลปะสถาปัตยกรรมดีเด่น จากกรรมาธิการอนุรักษ์ศิลปะสถาปัตยกรรม สมาคมสถาปนิกสยามใน พระบรมราชูปถัมภ์ ปี 2550 และรางวัลสถาปัตยกรรมดีเด่น จากกรรมาธิการสถาปนิกล้านนา สมาคมสถาปนิกสยาม ปี 2550

 

 

ซึ่งบนชั้นสองของเรือนระรินจินดาแห่งนี้เราได้ลองเข้าคลาสทำลูกประคบสมุนไพรสดแห่งเดียวในเชียงใหม่ โดยโปรแกรมสปาของที่นี่จะมีการประคบร้อนหลังนวดเพื่อคลายอาการปวดตึงต่างๆ ด้วยความที่เป็นสมุนไพรสดทำให้ตัวยาสามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพกว่าสมุนไพรอบแห้งทั่วไป

 

Hydrotherapy Pool สระไฮโดรพูลสำหรับทรีตเมนต์วารีบำบัดแห่งเดียวในเมืองไทย

 

ทีเด็ดที่เมื่อมาถึงที่ระรินจินดาแล้วไม่ลองถือว่ามาไม่ถึงคือทรีตเมนต์วารีบำบัด หรือ Hydrotherapy Pool สระไฮโดรพูลขนาดใหญ่แห่งเดียวในเมืองไทยที่นำเข้าจากประเทศฝรั่งเศส ภายในสระแบ่งเป็นสถานีซึ่งจะปล่อยแรงดันน้ำต่างระดับออกมานวดในส่วนต่างๆ ของร่างกายภายใต้น้ำอุณหภูมิ 37 องศาฯ โดยเฉพาะใครที่มีรอยช้ำง่ายจากการนวดด้วยมือ วารีบำบัดเป็นอีกทางเลือกที่ช่วยคลายปวดเมื่อยอย่างอ่อนโยน


บ่อออนเซ็นที่สามารถใส่ชุดว่ายน้ำลงได้

 

นอกจากไฮโดรพูลแล้วที่นี่ยังมีวารีบำบัดอีกหลายรูปแบบ ไล่ตั้งแต่บ่อออนเซน 3 บ่อ คือบ่อน้ำร้อน บ่อน้ำเย็น และบ่อโซดา (ออนเซ็นที่นี่สามารถสวมชุดว่ายน้ำลงได้ ตัดความเขินของสาวๆ ที่ไม่เคยลองออนเซ็นมาก่อน)

 

ระหว่างทำทรีตเมนต์ Elements of Life หรือสปาราชสำนักบนทรายร้อน เจ้าหน้าที่จะตีขันเป็นสัญญาณ ยึดถือแบบแผนจากการนวดแบบโบราณ

ไปจนถึงทรีตเมนต์ไฮโดรทับภายในห้องนวด และสปาวิชี่ที่มีสายน้ำไหลผ่านขณะนวดคล้ายนอนนวดอยู่กลางน้ำตก ให้ความรู้สึกผ่อนคลาย ส่วนทรีตเมนต์สปาที่มาถึงระรินจินดาแล้วควรลองอีกหนึ่งโปรแกรมเห็นจะเป็น Elements of Life หรือสปาราชสำนักบนทรายร้อน และ Ayurvedic Hide Away การนวดและหยดน้ำมันบนหน้าผากอันเป็นเคล็ดลับของชาวอินเดียโบราณกว่าพันปี!

 

อ่างเอาท์ดอร์จากุซซี่ภายในห้องพักที่ระรินจินดา เวลเนส สปา รีสอร์ท 

 

อย่างที่บอกว่าเที่ยวแบบบูทีคเราจึงเลือกมาพักในรีสอร์ทสุดไพรเวทที่มีห้องพักทั้งหมด 35 ห้อง ไฮไลต์คือห้องระรินจินดา วิลล่า ห้องพักที่มีตัวบ้านแยกเป็นสองหลัง พร้อมอ่างเอาท์ดอร์จากุซซี่และชมวิวดอยสุเทพได้อย่างชัดเจน ตกค่ำเพียงเดินข้ามถนนเล็กๆ จากหน้าโรงแรมไปอีกฝั่งเพื่อดินเนอร์ในร้านอาหาร Deck 1 พร้อมกับชมวิวแม่น้ำปิงที่ไหลผ่านตลอดแนวชานร้าน

 

บรรยากาศดินเนอร์ที่ร้าน Deck 1 ของระรินจินดาริมแม่น้ำปิง

 

เมนูอาหารที่ร้านเฮือนไจ๋ยอง ร้านอาหารเหนือชื่อดังในเชียงใหม่

 

ก่อนกลับเราเช็คพอยต์จุดสุดท้ายที่ร้านอาหารเหนือขึ้นชื่อแห่งเมืองเชียงใหม่ “เฮือนไจ๋ยอง” ร้านอาหารเรือนไม้ที่เสิร์ฟเมนูเด็ดไล่ตั้งแต่แกงไข่มดแดง แคปหมูน้ำพริกหนุ่ม ลาบคั่ว ไส้อั่ว และเห็ดผัดสไตล์เมืองเหนือ

 

วัดต้นเกว๋น สร้างด้วยสถาปัตยกรรมแบบล้านนา

 

พร้อมแวะไปไหว้พระที่วัดต้นเกว๋น (วัดอินทราวาส) ต้นแบบหอคำหลวงที่งานพืชสวนโลก วัดเก่าแก่ที่ถูกจารึกว่ามีความสำคัญยิ่งในประวัติศาสตร์ สร้างด้วยสถาปัตยกรรมแบบล้านนาโบราณ เซอร์ไพรส์ที่เมื่อมาถึงที่แล้วเราแทบไม่เจอนักท่องเที่ยวเลยเลย เรียกว่าเป็นวัดที่เงียบสงบเหมาะกับการมาสงบใจสักครู่ก่อนเดินทางกลับพร้อมพลังเต็มเปี่ยมจากการได้ชาร์ตแบตอย่างเต็มที่ทั้งกายและใจ

 

เรื่องและภาพ: ปภัสรา นัฏสถาพร

อ่านเพิ่มเติม:

  1. ร้อนนี้เอดิเตอร์โว้กไปเที่ยวไหน! เริ่มกันที่กุลวิทย์ เลาสุขศรี กับเมืองชัยปุระในอินเดีย
  2. เที่ยวหน้าร้อนแบบเอดิเตอร์โว้ก! จิรัฏฐ์ ทรัพย์พิศาลกุลนำเที่ยวอย่างมีสไตล์ ณ Saint-Tropez
  3. เที่ยวแบบแฟชั่นเอดิเตอร์! จงกล พลาฤทธิ์ กับเส้นทางล่องเรือสุดโรแมนติกในแม่น้ำอิรวดี
ร่วมแสดงความคิดเห็น
 
Sign Up for Our Newsletter
สมัครรับข่าววสารทางอีเมล