FASHION

ฝาแฝดคู่นี้เจอรักแรกพบในเวลาเดียวกัน วินาทีที่อยู่บนหลังม้าตอนอายุ 10 ขวบ

กิ่ง กับ แก้ว-พิมละออ และ พิมพรรณ โภไคยอุดม มีลู่วิ่งไปสู่เส้นชัยไม่เหมือนคนรักม้าคนไหนๆ และทำในสิ่งที่ไม่มีคนรักม้ารายใดลงมือทำ

กิ่ง กับ แก้ว-พิมละออ และ พิมพรรณ โภไคยอุดม มีลู่วิ่งไปสู่เส้นชัยไม่เหมือนคนรักม้าคนไหนๆ และทำในสิ่งที่ไม่มีคนรักม้ารายใดลงมือทำ

 

“คีตอัปสรา” หรือแจ๊สซี่ สาวน้อยลูกครึ่งอังกฤษ-เดนมาร์กสีน้ำตาลใส่ถุงเท้าขาวแค่ข้อเท้ากำลังน่าเอ็นดู แต่เวลานี้หล่อนกำลังพุ้ยดินกระจุยและเอาแต่ก้มหน้างุดไม่ยอมสบตากับเลนส์กล้อง กิ่งกับแก้วปรึกษากันอยู่สักพักก่อนบอกกับช่างภาพว่า “เขาอารมณ์ไม่ดีแล้ว” เจ้าของจูงม้ากลับเข้าคอก ลูบแผงคอตบขาหลัง กระซิบกระซาบ “ม้าไม่ยอมให้เราเป็นเจ้าของชีวิตเขาหรอก” กิ่งว่า “เราต้องเป็นพาร์ตเนอร์กับเขา คนกับม้าต้องเป็นเพื่อนกัน” แก้วบอก เจ้าม้ากลับไปอยู่ในคอกแล้ว แสดงท่าว่าอารมณ์ดีด้วยการยื่นจมูกมาเปิด-ปิดสวิตช์ไฟเล่น กิ่งดันหน้ามันไปทางอื่น แก้วจุ๊ปากเอ็ดเข้าให้

 

“ม้าเป็นสัตว์ที่พิเศษตรงที่มันเป็นสัญลักษณ์ของความอิสระ เป็นสัตว์ที่ฉลาดและสื่อสารรู้เรื่องทุกอย่าง ม้าจะรู้ทันทีที่เราไม่อยู่กับเขา ถ้าเราเครียด ว่อกแว่ก ไม่มีสมาธิ เขาจะดื้อหรือสะบัดเราตกทันที” ตั้งแต่วันที่ขึ้นม้าครั้งแรกตอน 10 ขวบ ทั้งคู่ใช้ชีวิตแบบ “เอะอะก็ม้า” มานับแต่นั้น “เราเลือกไฮสกูลที่ออสเตรเลียเพราะ โรงเรียนนั้นมีวิชาขี่ม้า” กิ่งบอกเหตุผลง่ายๆ พวกเธอประกอบอาชีพเป็นเชฟรสมือดี (มาก) แต่ก็เพื่อจะสร้างรายได้มาลงกับม้า และถ้าลองโยนคำถามอะไรก็ได้เกี่ยวกับม้า พวกเธอจะผลัดกันเล่าคนละประโยค ตั้งแต่สายพันธุ์ม้า พาสปอร์ตม้า นิสัยม้า วิธีนวดม้า แชมพูม้า ไปจนถึงทริปขี่-จูง-คุยเรื่องม้ากลางทะเลทรายในประเทศจอร์แดน ที่ถือเป็นการหย่อนใจขั้นสุดสำหรับพวกเธอ

 

“เราคุยกันแต่เรื่องม้าได้ทั้งวัน” กิ่งบอก “ม้าก็เหมือนดาราสำหรับเรา คนอื่นคุยเรื่องดารา เราคุยเรื่องม้า ตามข่าว ว่าม้าตัวไหนเก่ง รู้ไปถึงสายพันธุ์ของพ่อแม่” แก้วบอก “และการขี่ม้าเพื่อลงแข่งไม่ใช่เรื่องสนุกเลยสำหรับเรา เราเป็นคนที่ ชอบขี่ม้า ไม่ใช่นักขี่ม้า” พวกเธอตัดสินใจยกพื้นที่ราว 50 ไร่ของบ้านพักตากอากาศของครอบครัวหลังเขื่อนขุนด่านปราการชล จังหวัดนครนายกให้เป็นบ้านของม้า “ม้าต้องได้วิ่งในที่กว้างๆ ตามธรรมชาติ ยิ่งม้าแก่ปลดระวางต้องพาออกมาเดินทุกวัน ปล่อยให้ยืนอยู่ในคอกเฉยๆ ร่างกายก็เสื่อม เราเลยคิดโปรเจกต์คอกม้าสำหรับดูแลม้าเกษียณและเปิดให้คนพาม้ามาพักผ่อนได้”

 

“คอกม้าแบบนี้ยังไม่เคยเจอที่ไหนมาก่อน เพราะที่เมืองนอกเขาเลี้ยงม้าเหมือนหมา ปล่อยม้าวิ่งเล่นในทุ่งหญ้าหลังบ้าน แต่บ้านเราไม่ใช่ กลุ่มคนขี่ม้ามีน้อยมากๆ ไม่ถือว่าเป็นอุตสาหกรรมและเป็นวิถีชีวิต ในเมืองไทยเลยมีแต่คอกสำหรับฝากม้า” สถาปนิกชาวสวีเดนที่เข้าใจวิถีชีวิตของม้าถูกเลือกเข้ามารับหน้าที่ออกแบบโรงนาสำหรับม้า “เมืองไทยไม่มีบาร์น เราเลยต้องเลือกคนที่อยู่กับวิถีชีวิตแบบนี้จริงๆ ซึ่งตัวสถาปนิกก็ติสต์มาก บินมายืนอยู่กลางทุ่งทั้งวันเพื่อดูว่าช่วงเวลาไหนแสงเข้าทางไหน ใช้โดรนบินขึ้นไปดูวิวรอบๆ สอบประวัติครอบครัวเราว่ามีอะไรเกี่ยวข้องกับม้าบ้าง เขาจะไม่สร้างในสิ่งที่ไม่มีความเป็นมาหรือสร้างของใหม่แล้วทำให้ดูเก่า กระเบื้องหลังคาที่การันตีว่า 10 ปีสีไม่ตก เขาปฏิเสธทันที บอกว่าธรรมชาติสีตกได้ คิดละเอียดมาก โปรเจกต์นี้เป็นมากกว่าบาร์นหรือคอกม้า เหมือนเป็นงานศิลปะชิ้นหนึ่งที่เรารอมาปีครึ่งแล้วยังไม่เคาะแบบ”

 

“ในอนาคตเราอยากทำหลายโปรเจกต์เกี่ยวกับม้า อย่างสระว่ายน้ำให้ม้าได้ออกกำลังกายและอาชาบำบัดสำหรับเด็กออทิสติก เราพยายามทำทุกอย่างให้ได้อยู่กับม้า ถึงจะรู้ว่าไม่ใช่อาชีพที่ทำเงินได้เลยในเมืองไทย ต้องเป็นคนที่รักม้าจริงๆ ถึงจะอยู่ตรงนี้ได้ เพราะม้าเป็นเพื่อนที่ต้องการเวลาและความใส่ใจจากเราสูง ต้องดูแล 24 ชั่วโมงและต้องดูแลไปตลอดชีวิต” 

 

ติดตามเรื่องราวการถลำลึก 7 ประการของกลุ่มคนที่มีความลุ่มหลงในบางสิ่งบางอย่างอย่างสุดตัวได้ตลอดเดือนมกราคมที่โว้กดิจิทัล และนิตยสารโว้ก ฉบับเดือนมกราคม 2561! 

 

สัมภาษณ์: ธนาย์ ปริยากร

เรียบเรียง: สุภักดิภา พูลทรัพย์

แต่งหน้า: คชาภรณ์ แพรงาม

สไตล์: ตะวัน ก้อนแก้ว

ช่างภาพ: สุดเขต จิ้วพานิช