ถ่ายรูปขึ้นที่สุดในโลก! JW Marriott ฟูโกว๊ก รีสอร์ทสุดโฟโต้จีนิกที่มีมุมให้ถ่ายรูปสวยมากที่สุด!

“ฟูโกว๊ก” เกาะเล็กๆ ในประเทศเวียดนาม มรดกโลกด้านชีววิทยาที่ยังคงอุดมไปด้วยธรรมชาติชวนให้นึกถึงเกาะภูเก็ตเมื่อ 30 ปีที่แล้ว ด้วยพื้นที่สีเขียวเกินครึ่งของเกาะซึ่งเป็นอุทยานแห่งชาติและวิถีชีวิตของผู้คนทำให้ที่นี่เป็นอีกหมุดหมายสำหรับเดินทางมาพักผ่อน ด้วยความที่เกาะแห่งนี้ไม่ได้มีนักท่องเที่ยวคึกคักเข้าขั้นป๊อปปูล่าร์เหมือนเกาะชื่อดังทั้งหลาย ทำให้ผู้คนไม่พลุกพล่านและกลับกลายเป็นเสน่ห์ที่หาได้ยาก บนเกาะเล็กๆ แห่งนี้เป็นที่ซ่อนของโรงแรมห้าดาวระดับอินเตอร์แห่งแรกของเกาะที่ไม่ห่างไกลจากคำว่า “ถ่ายรูปสวยที่สุดในโลก”

 

 

 

ย้อนกลับไปเมื่อราวๆ เกือบร้อยปีก่อนฝั่งทะเลไบเคม ( “เคม” ภาษาเวียดนามแปลว่าไอศกรีม อุปมาทรายบนเกาะนี้ละเอียดเนียนนุ่มดุจดั่งผิวสัมผัสของไอศกรีม) บนเกาะฟูโกว๊กซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงแรม JW Marriott Phu Quoc Emerald Bay Resort & Spa ซึ่งมีลักษณะเป็นอ่าวแนวโค้งเป็นที่จอดเรือของพ่อค้าแม่ค้าจนเกิดเป็นชุมชนย่านการค้าที่สำคัญแห่งหนึ่งของเกาะ คหบดีพ่อค้าผู้มั่งคั่งคนหนึ่งเห็นความสำคัญในเรื่องการศึกษาเหนือสิ่งอื่นใด เขามักจ้างครูมาสอนลูกของเขาที่บ้านเสมอๆ ด้วยอยากให้ทายาทมีความรู้ติดตัว

 

 

 

เมื่อชุมชนเห็นดังนั้นจึงออกปากขอร้องให้คหบดีผู้นี้นำทรัพย์สมบัติมาลงทุนเปิดเป็นโรงเรียนเพราะอยากส่งลูกหลานของตนมาเรียนด้วย คหบดีจึงตัดสินใจเปิดโรงเรียนชายล้วนแห่งแรกของเกาะขึ้น ภายหลังจึงขยับขยายวิทยฐานะขึ้นเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของเกาะในชื่อ “Lamarck University” โดยใช้ชื่อของ Jean-Baptiste Lamarck (นักชีววิทยาชาวฝรั่งเศสซึ่งเป็นผู้ริเริ่มทฤษฎีของชาลส์ ดาร์วิน และเป็นผู้คิดค้นคำเรียกสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังแต่มีกระดอง) เป็นชื่อมหาวิทยาลัย อิงจากสภาพภูมิศาสตร์ของเกาะที่เป็นรูปไข่มุกนั่นเอง

 

 

 

มหาวิทยาลัยแห่งนี้ดำเนินการเรียนการสอนเรื่อยมาและมีความโดดเด่นทางด้านกีฬาและชีววิทยาเป็นอย่างมากจนได้รับถ้วยแชมป์ออฟเดอะแชมป์จากการแข่งขันในกลุ่มมหาวิทยาลัยด้วยกัน จนกระทั่งเกิดเหตุสงครามซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนของทุกชีวิตในมหาวิทยาลัยและบนเกาะ เมื่อปี 1940 หรือราวๆ 70 กว่าปีที่แล้วเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้เวียดนามถูกรุกรานอย่างหนัก เหล่านักศึกษาและคณาจารย์ต่างพากันอพยพหนีตายทั้งที่ยังไม่ทันได้เก็บข้าวของ พวกเขาทิ้งทุกอย่างไว้ข้างหลังแม้กระทั่งหนังสือ เสื้อผ้า ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ และปล่อยมหาวิทยาลัยให้ทิ้งร้างเสื่อมโทรมกินระยะเวลากว่า 50 ปี

 

 

 

จนกระทั่งเมื่อ 5 ปีที่แล้ว Sun Group ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์เจ้าใหญ่รายหนึ่งของโลกมาค้นพบมหาวิทยาลัยร้างแห่งนี้เข้าจึงเกิดไอเดียรีโนเวทเป็นโรงแรม โดยมอบหมายหน้าที่ให้กับสถาปนิกชื่อก้องโลกอย่าง Bill Bensley ผู้มาสำรวจพื้นที่แล้วเกิดหลงรักจึงคงคอนเซปต์ความเป็นมหาวิทยาลัยเอาไว้ทั้งหมด ตึกของโรงแรมแห่งนี้จึงถูกพัฒนามาจากตึกเรียน ส่วนโถงล็อบบี้เคยเป็นพื้นที่หอสมุดของคณบดีเก่า เรื่องเล่าครั้งประวัติศาสตร์ชวนให้เรายิ่งสนุกและตื่นตากับการสำรวจรายละเอียดต่างๆ ที่ถูกสอดแทรกในพื้นที่ต่างๆ ของโรงแรม แม้กระทั่งหลังจากรู้ความจริงว่า “เรื่องที่เล่ามาทั้งหมดนี้เป็นเรื่องแต่ง”

 

 

 

แท้จริงแล้วแม้โรงแรมแห่งนี้จะถูกสร้างขึ้นใหม่ทั้งหมดและหยิบยืมคอนเซปต์มาจากมหาวิทยาลัยซึ่งเป็นแนวคิดสนุกๆ ฝีมือ Bill Bensley แต่ขอบอกว่านับถือความใส่ใจรายละเอียดสุดยิบย่อยของโรงแรมแห่งนี้ที่ปั้นแต่งได้สมจริงสุดๆ ไล่ตั้งแต่เหล่าข้าวของอย่างชุดกีฬามหาวิทยาลัย เครื่องกีฬาที่มีร่องรอยเหมือนถูกใช้แล้ว หนังสือเรียน กระเป๋าเป้ และเครื่องเขียนที่ถูกจัดแสดงไว้ที่โถงทางเดินล็อบบี้โดยอ้างว่าขุดเจอเมื่อครั้งปฏิวัติโรงแรมร้าง (ในจินตนาการ) ชื่อตึกห้องพักที่ตั้งเป็นชื่อคณะต่างๆ ซึ่งเน้นไปทางวิชาธรรมชาติวิทยาอย่างประมงศึกษา ตึกเปลือกหอย ไปจนถึงปลาดาว ส่วนด้านในของตึกยังมีเกร็ดความรู้เกี่ยวกับรายวิชานั้นๆ แขกที่เข้าพักทุกคนจะได้รับตารางสอนหลังจากเช็คอิน ระบุแผนที่ของโรงแรม และกิจกรรมต่างๆ ที่เปิดให้ผู้เข้าพักลงเรียนได้

 

 

 

นอกจากเรื่องเล่าของโรงแรมที่ปั้นแต่งได้อย่างสร้างสรรค์แล้ว จุดเด่นอันดับต้นของโรงแรมแห่งนี้เห็นจะเป็นสถาปัตยกรรมและการตกแต่งภายในอันสวยงามที่ทำให้ผู้มาเยือนสามารถหามุมถ่ายรูปได้นับไม่ถ้วน ขนาดอุทิศ 3 วันเต็มเพื่อเดินถ่ายรูปอย่างเดียวยังไม่พอ! ด้วยอิทธิพลของสถาปัตยกรรมที่ผสมผสานระหว่างสถาปัตยกรรมฝรั่งเศสกับเวียดนาม ทำให้สิ่งปลูกสร้างเปี่ยมไปด้วยเสน่ห์แห่งสีสันและโครงสร้าง อีกจุดสังเกตที่เห็นเด่นตั้งแต่ทางเข้าไล่มาจนถึงด้านในโรงแรมและภายในห้องพักคือ “สุนัขพันธุ์หลังอาน” ซึ่งเป็นมาสคอตของ Lamarck University ที่มาจากความโด่งดังของเกาะฟูโกว๊กที่ได้ชื่อว่าเป็นแหล่งเพาะพันธุ์สุนัขพันธุ์นี้มากที่สุดในโลก จนมีการตั้งชื่อสุนัขพันธุ์นี้ว่า “สุนัขหลังอานฟูโกว๊ก” ตามชื่อของเกาะ

 

 

 

สาวๆ ที่กำลังกลัวว่าจะเดินทางลำบากเรากล้าคอนเฟิร์มว่าสะดวกมาก! การเดินทางจากกรุงเทพฯ มาที่เกาะแห่งนี้ไม่น่าเชื่อว่าสะดวกสบายเนื่องจากมีไฟลท์บินตรงจากสนามบินสุวรรณภูมิโดยสายการบินบางกอกแอร์เวย์สมาลงที่เกาะเลยโดยไม่ต้องต่อเครื่องหรือเรือใดๆ ทั้งสิ้นถึงสัปดาห์ละ 4 เที่ยวบิน ระยะทางบินเพียง 1 ชั่วโมงนิดๆ ส่วนระยะเวลาจากสนามบินไปโรงแรมก็ใกล้เพียง 20 นาทีเท่านั้น ขอเรียกว่าความสะดวกสบายมีค่าเท่ากับไปเชียงใหม่ก็แล้วกัน

ฟูโกว๊ก” ถือเป็นความหวังทางเศรษฐกิจแห่งใหม่ของรัฐบาลเวียดนามผู้กำลังผลักดันเกาะแห่งนี้ให้เป็นเมืองท่องเที่ยวอย่างสุดแรง ในฐานะผู้มาเยือนเราการันตีว่าอีกไม่นานเกาะฟูโกว๊กจะติดอันดับทุกชาร์ตเมืองน่าเที่ยวแห่งใหม่ประจำศักราชในอีกไม่กี่ปีที่จะถึงนี้ และแน่นอนว่าหากคุณมาถึงเกาะฟูโกว๊กแล้วไม่มาพักที่ JW Marriott Phu Quoc Emerald Bay Resort & Spa โรงแรมที่ถ่ายรูปขึ้นที่สุดในโลกแห่งนี้แล้วล่ะก็ เราขอถือว่าคุณมาไม่ถึง!

 

เรื่อง: ปภัสรา นัฏสถาพร

ภาพ: The Courtesy of JW Marriott Phu Quoc Emerald Bay Resort

อ่านเพิ่มเติม:

  1. ร้อนนี้เอดิเตอร์โว้กไปเที่ยวไหน! เริ่มกันที่กุลวิทย์ เลาสุขศรี กับเมืองชัยปุระในอินเดีย
  2. เอดิเตอร์โว้กไปเที่ยวไหน! สธน ตันตราภรณ์ อาสาพาไปสัมผัสเสน่ห์ของฤดูร้อนในสเปน
  3. เที่ยวเชียงใหม่แบบบูทีค! แวะร้านเชฟเทเบิล เข้าสปาวารีบำบัด ลิ้มอาหารเหนือและเข้าวัดเก่าล้านนา
ร่วมแสดงความคิดเห็น
 
Sign Up for Our Newsletter
สมัครรับข่าววสารทางอีเมล