FASHION

John DeLorean ราชาแห่ง Detroit ผู้ให้กำเนิดรถในตำนาน กับความลับดำมืดที่ทำให้โลกตะลึง

John DeLorean เจ้าของฉายา ‘ราชาแห่ง Detroit’ ผู้สร้างสรรค์ความทรงจำวัยเด็กให้กับผู้ใหญ่ยุคนี้ ทว่าตัวตนของเขากลับมีความลับดำมืดซ่อนอยู่

John DeLorean ในวัยหนุ่ม / ภาพ: Wokolmotory

 

หากเอ่ยชื่อ John DeLorean ภาพแรกที่คนส่วนใหญ่น่าจะนึกถึงคงไม่ใช่บุคคลใด ทว่าเป็นรถดีไซน์ล้ำอนาคต ที่มาพร้อมประตูปีกนกนางนวลที่ถูก Dr. Emmett Brown (นำแสดงโดย Christopher Lloyd) ดัดแปลงให้กลายเป็นไทม์แมชชีนใน Back to the Future ซีรี่ส์ภาพยนตร์ในทศวรรษ 80 ที่กลายเป็นสัญลักษณ์สำคัญแห่งป๊อปคัลเจอร์มาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งรถยนต์ DeLorean DMC-12 กลายเป็นตัวแทนแห่งวัยเด็ก ความหลังที่เต็มเปี่ยมด้วยเสียงหัวเราะ ที่เหล่าแฟนภาพยนตร์ต่างปรารถนาอยากครอบครอง ซึ่งตรงกันข้ามกับ John DeLorean ผู้คิดค้นมันขึ้นมาโดยสิ้นเชิง John DeLorean เจ้าของฉายา ‘ราชาแห่ง Detroit’ ผู้สร้างสรรค์ความทรงจำวัยเด็กให้กับผู้ใหญ่ยุคนี้ ทว่าตัวตนของเขากลับมีความลับดำมืดซ่อนอยู่

 

เด็กหนุ่มอนาคตไกล

ถึงแม้ในอนาคตเขาจะกลายเป็นผู้คิดค้นรถยนต์ล้ำอนาคต ทว่า John DeLorean ไม่ใช่ชายหนุ่มที่คาบช้อนทองมาเกิด ตรงกันข้ามเขาเกิดในครอบครัวผู้อพยพชาวโรมาเนีย ณ ย่านผู้ใช้แรงงานเมือง Detroit พ่อทำงานเป็นช่างหล่อในโรงงาน Ford Motor แต่ด้วยสภาพแวดล้อมเช่นนี้ทำให้จอห์นสนใจด้านยานยนต์มาตั้งแต่เด็ก และเลือกที่จะเรียนต่อระดับมหาวิทยาลัยในคณะวิศวกรรมยานยนต์ โดยจบปริญญาตรีจาก Lawrence Institute of Technology ก่อนจะศึกษาต่อในระดับปริญญาโทควบคู่ไปทั้งด้านวิศวกรรมและยานยนต์

John DeLorean ในตอนที่เข้าสู่ชายคา GM / ภาพ: MAGCARZINE

 

ในระหว่างที่เรียนอยู่นั้นเขาได้ทำงานเป็นพนักงานพาร์ทไทม์ในตำแหน่งช่างให้กับบริษัท Chrysler ควบคู่ไปกับร้านซ่อมตัวถังในเมือง ทำให้เขามีทักษะติดตัวเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ หลังก้าวเท้าออกจากรั้วมหาวิทยาลัย จอห์นก็ได้เข้าทำงานให้กับ Chrysler อย่างเต็มตัว อย่างไรก็ตามด้วยความรู้และทักษะฝีมือที่เหนือกว่าพนักงานคนอื่นๆ อย่างชัดเจนทำให้จอห์นอยู่ที่ Chrysler ได้เพียงไม่ถึงปี บริษัทผู้ผลิตรถยนต์เล็กๆ ชื่อว่า Packard Motor Car Company ซึ่งกำลังประสบปัญหาด้านผลประกอบการก็มาทาบทามเขาให้ไปทำงานด้วย มอบหน้าที่สำคัญให้เป็นผู้กอบกู้บริษัทจากวิกฤติ พร้อมด้วยอัตราค่าจ้างสูงลิบชนิดที่คนวัยเดียวกันทำได้แค่อิจฉา

 

Packard Motor Car Company ตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง เพราะในระยะเวลาไม่นาน DeLorean ก็สามารถพลิกฟื้นผลประกอบการบริษัทให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง และด้วยความยอดเยี่ยมระดับนี้ทำให้เขาใช้เวลาที่ Packard Motor Car Company เพียง 4 ปีเท่านั้น คราวนี้ถึงคิวของมหาอำนาจยักษ์ใหญ่ในวงการยานยนต์อย่าง GM ที่ส่งบัตรเชิญให้ DeLorean ไปร่วมทำงานด้วย DeLorean เปิดประตูเข้าสู่ชายคา GM ในวัยเพียง 40 ปีเท่านั้น เขากลายเป็นผู้จัดการใหญ่ที่อายุน้อยที่สุดของ GM ในแผนก Pontiac ที่ที่เขาประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากกับการปล่อยตัว Pontiac GTO รถสปอร์ตในฝันของวัยรุ่นอเมริกันยุคนั้น ด้วยฝีมือของ DeLorean ที่ไม่ว่าเขาจะหยิบจับอะไรก็ประสบความสำเร็จไปเสียหมด ทำให้เขาเริ่มมีชื่อเสียงมากขึ้นเรื่อยๆ จากการที่ต้องไปออกงานสังคมบ่อยๆ นอกจากนั้นเรื่องสไตล์และแฟชั่นของจอห์นยิ่งทำให้เขาโดดเด่นขึ้นไปอีก เขาเป็นคนไม่ชอบความเป็นทางการเท่าไรนัก ดังนั้นการใส่สูทจึงเป็นสิ่งที่พบเห็นได้ไม่บ่อยครั้ง ทำให้เขามีภาพจำว่าเป็นนักธุรกิจที่มีความเป็นตัวของตัวเองสูง

 

จอห์นก้าวหน้าในสายอาชีพอีกครั้ง ในปี 1969 เขาถูกเลื่อนขั้นไปทำงานกับ Chevrolet แบรนด์เรือธงของ GM ก่อนที่ในปี 1972 เขาจะกลายเป็นรองประธานบริษัทของ GM ที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ ทำให้เขาถูกคาดหมายว่าจะต้องได้นั่งเก้าอี้ประธานใหญ่ของ GM ในอนาคตอย่างแน่นอน แต่แม้จะเป็นคนมีความสามารถ แต่ DeLorean ก็ถูกมองว่ามีแนวคิดการทำงานและทำตัวค่อนข้างต่างจากพนักงานทั่วไป ทั้งการไม่ค่อยสนใจกฎหยุมหยิม ไม่แต่งตัวตามเครื่องแบบ นำเสนอไอเดียแปลกใหม่ ไปจนถึงทำงานทับสายงานอื่น สุดท้ายเขาก็ลาออกจาก GM หยุดเส้นทางการเป็นผู้บริหารสูงสุดลงในปี 1973 

 

“สภาพของบริษัท ไม่เอื้อต่อการให้ผมสร้างสรรค์อะไรดีๆ ที่อยากทำ..” เหตุผลที่จอห์นทิ้งท้ายเอาไว้ แม้บางแหล่งข่าว จะบอกว่าเขาถูกไล่ออกเพราะวิจารณ์ปัญหาภายในของ General Motors ออกสื่อก็ตาม แต่ไม่ว่าความจริงจะเป็นอย่างไรมันก็ได้เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างรถในฝันของเขาอย่าง DMC DeLorean

John DeLorean กับรถ DeLorean DMC-12 ที่เขาภาคภูมิใจ / ภาพ: BLOG AUTO

 

รถในฝันและความลวงโลก

หลังออกจาก GM เขาก็ตั้งบริษัทของตัวเองในปี 1975 ในชื่อ DeLorean Motor Company เพื่อทำตามแนวทางของตัวเองและท้าทายผู้ผลิตรายใหญ่ที่กุมตลาดรถยนต์ในสมัยนั้น ด้วยผลงานในอดีต เสน่ห์อันล้นเหลือ และการได้นักออกแบบจากค่าย Ferrari ที่เขาชวนมาสร้างรถยนต์ต้นแบบจนสำเร็จ ทำให้มีนายทุนและรัฐบาลหลายแห่งสนใจที่จะให้เงินลงทุน หรือต้องการให้ถิ่นฐานของตนเป็นที่ตั้งโรงงานผลิตรถยนต์ของจอห์น

 

หลังจากกางเอกสารพิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วน เขาก็เลือกที่จะตั้งโรงงานผลิตในเมือง Belfast ประเทศไอร์แลนด์เหนือ ที่สมัยนั้นยังคุกรุ่นไปด้วยไฟสงครามกลางเมือง ทำให้ไม่มีใครกล้าไปลงทุน การตัดสินใจบ้าระห่ำเช่นนี้ เป็นเพราะเขามองว่าเกิดความขัดแย้ง มีแต่คนตกงาน และอยากหางานทำเต็มไปหมด ทำให้ประหยัดค่าจ้างแรงงาน ซึ่งเขาก็คาดไม่ผิด โรงงานนั้นช่วยให้คนในพื้นที่มีรายได้ และมีชื่อเสียงขึ้นมาในแถบนั้น นอกจากนั้นเขายังได้เงินทุนจำนวน 55 ล้านปอนด์ที่รัฐบาลพรรคแรงงานของ James Callaghan ตกลงทุ่มให้เพราะหวังว่าแผนของจอห์นจะช่วยกระจายรายได้ และสร้างความมั่นคงให้กับดินแดนแห่งความขัดแย้ง

 

นอกจากจะได้เงินจากรัฐบาลแล้ว จอห์นยังขายฝันให้กับนักลงทุนรวมไปถึงดาราดังหลายรายที่ทุ่มเงินให้กับเขา กับประโยคที่บอกว่า เขาจะสร้างรถที่ Detroit ไม่ยอมให้สร้าง มันจะเป็นการออกแบบที่นอกกรอบ สร้างจากวัสดุปลอดสนิม ที่มีความปลอดภัยและคุ้มค่า เป็น “รถแห่งศีลธรรม” ที่ไม่ได้มุ่งหวังแต่จะเอากำไรอย่างเดียว การผลิตเริ่มดำเนินไป ในที่สุดพวกเขาก็สามารถทำให้รถยนต์ต้นแบบ ออกมาเป็นรถยนต์วิ่งจริงๆ ได้ และใช้เวลาเพียง 2 ปีเท่านั้นจากจุดเริ่มต้น ทั้ง ๆ ที่โดยปกติแล้วแบรนด์รถยนต์ระดับโลกต้องใช้เวลามากกว่า 6 ปีด้วยซ้ำ

เมื่อ DeLorean DMC-12 เปิดตัวอย่างเป็นทางการ ในปี 1979 ดีไซน์ของมันถูกใจผู้คนเอามากๆ ด้วยความเป็นรถสปอร์ตสองประตูปีกนกนางนวล ไฟหน้าตาเหลี่ยมสองคู่ กับใช้สเตนเลสเป็นวัสดุหุ้มตัวรถ ขับเคลื่อนล้อหลัง ติดตั้งเครื่อง V6 PRV ขนาด 2.85 ลิตร 130 แรงม้า 207 นิวตันเมตร จาก Renault จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 3 สปีด หรือเกียร์ธรรมดา 5 สปีด ถึงแม้จะแปะป้ายราคาจำหน่ายไว้ที่ 25,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ในขณะที่ราคารถยนต์เฉลี่ยในสมัยนั้นอยู่ที่เพียง 10,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ เท่านั้น แต่จอห์นยังอ้างว่ามีผู้สนใจสั่งซื้อยาวเหยียด ทุกอย่างเหมือนจะไปได้สวย แต่แล้วสิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น…

 

เพราะในความเป็นจริงรถยนต์ที่อ้างว่าเป็น “รถแห่งศีลธรรม” กลับผลิตขึ้นโดยอาศัยชิ้นส่วนรถยนต์สำเร็จรูปมาประกอบเข้าด้วยกันเท่านั้น ส่งผลให้ประสิทธิภาพและสมรรถนะทางวิศวกรรมของมันด้อยกว่ารถยนต์สปอร์ตในระดับราคาใกล้เคียงกันแบบเทียบไม่ติด แถมแรงงานของโรงงานก็ขาดประสบการณ์ ปัญหาเรื่องการควบคุมคุณภาพการผลิตจึงตามหลัง เมื่อเปิดโรงงานได้ราวสองปีพวกเขาผลิตรถยนต์ได้ไม่ถึง 9,000 คัน เกิดปัญหาทางเทคนิคหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นชิ้นส่วนรถมักจะไม่ลงรอยกันโดยสมบูรณ์ ตัวประตูรถผลิตได้ยาก ประสิทธิภาพเครื่องยนต์ไม่ได้ดีตามที่คาดหวัง ประกอบกับราคาที่แพงหูฉี่ ทำให้ยอดขายก็พลอยต่ำเตี้ยไปด้วย เมื่อบริษัทของเขาส่งมอบรถยนต์ได้น้อยกว่าที่คิด ทำให้ไม่มีรายได้เข้ามามากพอที่จะจ่ายค่าจ้างพนักงาน และประคับประคองสภาพคล่องให้บริษัทเดินหน้าต่อไปได้  ถึงแม้จอห์นจะพยายามทุกทาง ทั้งขอกู้ยืมทั้งรัฐบาลอังกฤษ บริษัทเงินทุน ค่ายรถยนต์อื่นๆ แต่ดูเหมือนว่า ไม่มีใครอยากจะอัดฉีดเงินให้กับธุรกิจยานยนต์เล็กๆ ที่ใกล้ล้มละลายนี้

 

สำหรับ DeLorean นี่คือธุรกิจในฝันที่เขาไม่อยากให้มันล้ม และจะยอมทำทุกวิถีทางเพื่อหาเงินมาช่วยเหลือมัน ดังนั้นเมื่อสถานการณ์เข้าตาจน จอห์นก็ได้ตัดสินใจทำอะไรที่คาดไม่ถึง…

ภาพในตอนที่ John DeLorean โดนจับกุม / ภาพ: WPA.HISTORYBYDAY

 

ความลับดำมืดถูกเปิดเผย

ในเดือนตุลาคม ปี 1982 จอห์นปรากฏตัวขึ้นในห้องพักโรงแรมแห่งหนึ่งที่เมือง Los Angeles วันนี้เขามีนัดกับ “คนรู้จัก” ที่เสนอจะแลกโคเคนมูลค่า 24 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ กับการเป็นหุ้นส่วนในธุรกิจของเขา ถ้าเขาสามารถนำโคเคนมหาศาลขนาดนั้นไปจำหน่ายต่อได้ เขาก็จะได้เงินมาหมุนแก้วิกฤติบริษัท แต่สุดท้ายนี่คือกับดัก เมื่อหลักฐานคามือ FBI ก็เข้ามาในห้อง พร้อมแสดงตัวจับกุมเขา ในวันเดียวกันรัฐบาลสหราชอาณาจักรก็ตรวจสอบพบการเคลื่อนย้ายเงินทุนในบริษัทของจอห์นอย่างผิดปกติ จึงได้ประกาศว่าจะปิดโรงงาน ทำให้นอกจากคดีค้ายาแล้ว จอห์นยังถูกตั้งข้อหามากมายทั้งฉ้อโกงนักลงทุน และยักยอกทรัพย์

 

เขาสู้คดีเป็นเวลากว่า 2 ปี พร้อมกับทนายที่ยืนยันว่าสิ่งที่ FBI ทำนั้นไม่ถูกต้องด้วยเหตุผลว่าเจ้าหน้าที่คนที่ล่อซื้อเขานั้นรู้ว่าเขามีปัญหาทางการเงิน จึงลวงมาเพื่อทำการซื้อขายโคเคนกัน ดังนั้นนี่จึงเป็นการจับกุมที่ไม่เป็นธรรม ในที่สุดศาลก็ตัดสินให้เขาไม่มีความผิดในปี 1984 แต่นั่นก็สายไปเสียแล้ว เพราะในระหว่างที่รอศาลตัดสิน ชีวิตของจอห์นก็ค่อยๆ พังทลายลงไป เขาเองต้องเลิกกับภรรยา บริษัทที่สร้างขึ้นมาไม่มีเงินหล่อเลี้ยง กลายเป็นธุรกิจล้มละลาย ถึงตอนนั้นรถของเขาขายได้เกินกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนที่ผลิตได้ทั้งหมดเพียงเล็กน้อย รถกว่าพันคันถูกจอดทิ้งในโรงงานอย่างไม่มีที่ไป และไม่รู้ว่าใครจะจ่าย เช่นเดียวกับอีกหลายพันคันที่ถูกจอดทิ้งในโชว์รูมโดยปราศจากคนสนใจ เขาไม่มีทั้งเงิน อำนาจ หรือแม้แต่ครอบครัวอีกต่อไป นอกจากนั้นเขายังโดนโจมตีจากสื่อมวลชนอย่างหนักว่าโฉมหน้าที่แท้จริงของจอห์นคือนักขายฝัน เขาขายฝันว่ารถของเขาจะคุ้มค่ากว่ารถจาก Detroit แต่กลับตั้งราคาสูงกว่า 2 เท่า ขายฝันว่ามียอดจองเข้ามามากมาย จนได้เงินทุนจากคนในวงการธุรกิจและรัฐบาล  ขายฝันว่ามันจะต้องเป็นรถที่ขายได้จำนวนมาก แต่สุดท้ายทั้งหมดก็เป็นเพียงฝันกลางวันเท่านั้น

การปรากฏใน Back to the Future ที่ทำให้รถ DeLorean DMC-12 กลายเป็นตำนาน 

 

ทิ้งไว้เพียงตำนาน

จากที่เคยอยู่ใต้แสงไฟ แต่หลังจากเรื่องราวทั้งหมดจบลง จอห์นกลับเลือกที่จะเก็บตัวเงียบๆ ถึงแม้เขาจะหลุดพ้นความผิดก็ตาม จนกระทั่งในปี 2005 เขาก็เสียชีวิตด้วยโรคหัวใจ ในอพาร์ทเมนต์เล็กๆ ของเขาด้วยวัย 80 ปี ถึงแม้ชีวิตของเขาจะเหมือนดอกไม้ไฟที่พุ่งขึ้นสว่างจ้า ก่อนจะดับลงในเวลาอันรวดเร็ว ทว่าสิ่งที่เขาสร้างสรรค์ไว้กลับอยู่คู่โลกไปอีกตราบนานเท่านาน สิ่งนั้นคือรถ DMC DeLorean ที่อยู่ในภาพยนตร์เรื่อง Back to the Future รถคันนี้โด่งดังถึงขนาดที่ว่า ในปี 1995 มีชาวอังกฤษที่เป็นแฟนคลับก่อตั้งบริษัท DeLorean Motor Company ขึ้นมาใหม่ และซื้อต่อโลโก้ DMC มาใช้ด้วย ปัจจุบัน DeLorean Motor Company แห่งใหม่นั้นก็ยังอยู่มาถึงปัจจุบัน สิ่งนี้คงพอทำให้จอห์นยิ้มได้จากที่แสนไกล

 

ส่วนใครอยากรู้เรื่องราวชีวิตของ John DeLorean ในแง่มุมที่ลึกซึ้งกว่านี้ก็สามารถรับชมสารคดีเรื่อง Myth & Mogul: John DeLorean ได้ทาง Netflix

 

ข้อมูล

https://en.wikipedia.org/wiki/John_DeLorean

https://www.forbes.com/wheels/news/john-delorean-reinvented-the-dream-car-then-he-totaled-it/

https://time.com/4180894/delorean-history/

https://www.theguardian.com/tv-and-radio/2021/aug/02/john-delorean-netflix-docuseries-myth-and-mogul