Green Book ภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจากเวทีลูกโลกทองคำกำลังสอนอะไรเรา?

***บทความนี้มีการสปอยล์เนื้อหาบางส่วนเพื่อเป็นปัจจัยในการวิเคราะห์อย่างสมเหตุสมผล***

     เข้าสู่ช่วงเทศกาลงานประกาศรางวัลภาพยนตร์ซึ่งมีตัวเต็งในหลากหลายสาขา เนื้อเรื่อง การแสดง องค์ประกอบฉาก และอื่น ๆ ประกอบกันให้ศิลปะบนจอเงินกลายเป็นชิ้นงานที่สมบูรณ์แบบ ความโดดเด่นของแต่ละเรื่องมีความแตกต่างกันไป ประเด็นทางสังคมถูกหยิบยกมาใช้เป็นแรงบันดาลใจหลัก หรือแม้แต่เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่คอยสะท้อนเข้าถึงเบื้องลึกในจิตใจของผู้ชม  จนบางครั้งความสนุกปิดซ่อนสิ่งเหล่านั้นและเราได้รับมันโดยไม่รู้ตัว เปรียบเสมือนซุปข้นผักที่บางครั้งกลิ่นหอมของครีมกลบจนเด็กสามารถทานผักได้อย่างง่ายดาย ภาพยนตร์บางเรื่องก็สอดแทรกแง่คิดไว้ในความสนุกอย่างแนบเนียนแบบนั้นเช่นกัน

Viggo Mortensen และ Mahershala Ali 2 นักแสดงนำจาก Green Book / ภาพ: The Cut และ Essence

     Green Book ภาพยนตร์ที่มีรางวัลลูกโลกทองคำสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมประเภทมิวสิคัลหรือคอมเมดี้ และบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยมการันตีความสุดยอดของหนังสือเล่มเขียวนี้ แรงบันดาลใจจากความรู้สึกเป็นอื่นทำให้มู้ดของหนังที่ดูเหมือนจะไปในทางลบและตึงเครียด สามารถพลิกแพลงบทบาทกลายเป็นความสนุกที่สร้างจากเรื่องจริงของ Don Shirley ศิลปินดนตรีคลาสสิกผิวสีรับบทโดย Masherhala Ali และคนขับรถชาวอเมริกันเชื้อสายอิตาเลียน Tony Valleronga รับบทโดย Viggo Mortensen 2 บทบาทตัวละครจากเรื่องจริงที่พาเราออกทัวคอนเสิร์ตเพลงคลาสสิกในยุค 1960s ไปพร้อม ๆ กับพวกเขาได้อย่างน่ามหัศจรรย์

ตัวจริงของ Tony "Lip" Valleronga และ Don Shirley / ภาพ: IMDb และ Time Magazine

     เรื่องราวของภาพยนตร์คร่าว ๆ คือการพบปะกันของตัวละครโทนี่ ลิปคนอเมริกัน-อิตาเลียนเลือดร้อนผู้เหยียดคนผิวสีต้องเผชิญกับสถานการณ์บังคับในการรับงานคนขับรถให้กับดอน เชอร์ลีย์ นักเปียโนคลาสสิกผิวสีระดับอัจฉริยะ ตลอดการเดินทางมุ่งลงใต้ของประเทศ ทั้งคู่ต้องเผชิญกับสถานการณ์ในยุคที่เต็มไปด้วยการเหยียดเผ่าพันธุ์โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนผิวสี ทั้ง 2 คนต้องรับมือพร้อมกับคอยปรับมุมมองต่อทุกสิ่งที่เผชิญตลอดทั้งเรื่อง และบิดปรับความคิดรวมถึงชวนให้ผู้ชมตระหนักถึงปัญหาความเท่าเทียมทางด้านชาติพันธุ์ในรูปแบบที่เข้าใจง่ายและเป็นมุมมองเชิงบวก

ภาพ Tony Valleronga และ Don Shirley ในรถสีเทอร์คอยซ์องค์ประกอบหลักของเรื่อง / ภาพ: Vox

     แต่ประเด็นของเรื่องไม่ใช่แค่ความเพลิดเพลินตลอดการเดินทาง แต่วัฒนธรรมการเหยียดชาติพันธุ์คือผักใบเขียวในซุป (ภาพยนตร์) นี้ คนทั่วไปอาจจะเข้าใจมุมมองการเหยียดชนชาติกันด้วยวิธีการตรงไปตรงมา ทั้งล้อเลียน หวงห้าม ละเลย หรือพฤติกรรมที่เป็นรูปธรรมอย่างชัดเจน แต่ในความจริงอคติที่อยู่ภายในจิตใจสะท้อนการเลือกปฏิบัติออกมาในกรีนบุ๊กได้อย่างดีเยี่ยม เพราะถ้าอยู่ดี ๆ จะเหยียดคงเป็นไปไม่ได้ ต้องมีแรงผลักดันบางอย่างไม่ว่าจะเป็นรูปธรรมหรือนามธรรมก็ตาม

Don Shirley เริ่มเปิดใจรับไก่ทอดมาทานจากมือ Tony / ภาพ: USA TODAY

     สิ่งที่ทำให้ความไม่เท่าเทียมทางชาติพันธุ์ยังดำรงอยู่ได้เสมอคือการเหมารวม (Stereotype) โดยใช้อคติและภาพจำที่มองกลุ่มคนประเภทหนึ่งว่าต้องเป็นเหมือนกันหมด ความจริงชาติพันธุ์ไม่ได้บ่งบอกถึงพฤติกรรมหรือรสนิยมแต่อย่างใด เพราะคนเราเลือกที่จะเป็นตัวเองได้ มีความรู้สึกนึกคิด กรีนบุ๊กเข้าใจจุดนี้และดึงมาใช้ให้เห็นตลอดผ่านเรื่องราวการจำกัดรสนิยมดนตรีของ ดร.เชอร์ลีย์ โดยความคิดของตัวโทนี่ เช่น ต้องฟังเพลงแจ๊ส ดื่มวิสกี้ และที่สำคัญไก่ทอดคืออาหารคู่กาย แต่ดอนแสดงให้เห็นว่าแท้จริงแล้ว ความชื่นชอบส่วนบุคคลและการเสพย์วัฒนธรรมเป็นสิทธิ์ที่จะเลือกเอง สีผิวไม่ใช่เหตุผลที่เราต้องทำอย่างใดอย่างหนึ่ง ไม่แม้แต่นิด...

ฉากสัมภาษณ์งานที่เกิดการตั้งแง่เกี่ยวกับเหมารวมคนขาวถึงการเหยียดคนผิวสี / ภาพ: Universal Pictures

     แต่ในทางกลับกันชนชั้นที่ด้อยกว่า ณ ช่วงเวลาในเรื่องคือคนผิวสี เมื่อถูกเหยียดย่อมมีความคิดบางอย่างซึ่งเหมารวมกลายเป็นการเหยียดคืน (Reverse Racism) เช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะอยู่เหนือกว่าหรือด้อยกว่าก็มีการเหยียดทั้งนั้น เพราะสุดท้ายในหลายโอกาสคนผิวสีก็เลือกที่จะไม่เปิดรับคนต่างชาติพันธุ์และวัฒนธรรม นอกจากนี้ยังเหมารวมผู้คนเหล่านั้นอีกว่าพวกเขาคือเหล่าบุคคลจิตใจคับแคบเรื่องชาติพันธุ์ที่ไม่ส่งเสริมความเสมอภาคให้เผ่าพันธุ์ตนเอง “คุณรับได้ไหมที่จะต้องทำงานให้คนดำ?” คำถามสุดสะเทือนใจจากดอน เชอร์ลีย์ หรือแม้แต่การที่ทุกคนคิดว่าโทนี่มีปืนจริง ๆ เพราะการเหมารวมพวกอิตาเลียนเป็นมาเฟียหยาบคายและป่าเถื่อน

การแสดงในคฤหาสน์สุดหรูของคนขาวชนชั้นสูง / ภาพ: Universal Pictures

     แล้วทำไมดอน เชอร์ลีย์ถึงได้ไปแสดงให้กับบุคคลชนชั้นสูงต่าง ๆ ทั่วประเทศล่ะ? คำถามที่หลายคนสงสัยเมื่อการเดินทางทัวคอนเสิร์ตของเขาเริ่มขึ้น ตลอดการเดินทางดอน เชอร์ลีย์และผู้ร่วมวงอีก 2 คนไปแสดงในสถานที่หรูหราอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นโรงละคร คลับเฮาส์ บ้านของเหล่ามหาเศรษฐี แต่พวกเขายอมรับตัวตนของดอนจริงหรือเปล่า คำตอบคือ ไม่! พวกเขาต้องการจะเสพย์ความอัจฉริยะทางเปียโนคลาสสิกของดอนเพื่อสะท้อนว่าตนมีคลาสเท่านั้น

ฉากผู้จัดการร้านและพนักงานกีดกัน Don Shirley ไม่ให้ใช้บริการห้องอาหารในคลับเฮาส์ / ภาพ: Universal Pictures

    เมื่ออยู่ในบทบาทศิลปินเขาคือดอนผู้ยิ่งใหญ่ แต่เมื่อการแสดงสิ้นสุดลงดอนก็เป็นเพียงคนชนชั้นล่างของสังคมอเมริกา ณ ขณะนั้น และถูกปฏิบัติราวกับว่าไม่มีศักดิ์ศรีเทียบเท่ามนุษย์ ต้องแยกใช้ห้องน้ำนอกตัวบ้าน ห้ามเข้าใช้บริการห้องอาหาร และการปฏิบัติไม่เท่าเทียมอื่น ๆ อีกมากมาย เขาก็ไม่ต่างอะไรกับเครื่องเล่นแผ่นเสียง หรือเพลย์สเตชั่น เพราะถ้าเขาไม่ได้สร้างความบันเทิงผ่านฝีไม้ลายมือแสนวิเศษ เขาก็เป็นเพียงวัตถุที่ไร้ประโยชน์ในคฤหาสน์ของเศรษฐีอนุรักษ์นิยม

รสนิยมและความอัจฉริยะทางด้านเปียโนที่ขัดต่อนิยามที่ถูกเหมารวมของคนผิวสีในช่วงยุคสมัยนั้น / ภาพ: Alfred Eisenstaedt

     แต่ความน่าสงสารของคนผิวสียุคนั้นคงไม่หมดเพียงเท่านั้นโดยเฉพาะดอน เชอร์ลีย์ เพราะเราคงได้เห็นความซับซ้อนในรสนิยมของดอน เหตุผลนี้ทำให้ดอนกลายเป็นผู้ไร้ตัวตนในทุกกลุ่ม จะดำก็ไม่ใช่เพราะไลฟ์สไตล์แตกต่างกับคนผิวสีในอเมริกา และชีวิตที่อาจจะดูเหนือกว่าประกอบกับความเย่อหยิ่งเล็กน้อยทำให้คนผิวสีเองไม่ยอมรับในตัวดอน จะเป็นคนขาวก็ยังไม่ได้เพราะสังคมเผ่าพันธุ์คอเคซอยด์ยอมรับดอนแค่ความสามารถ ไม่ใช่ชาติพันธุ์นิกรอยด์ นักเปียโนผู้ยิ่งใหญ่กลับเหมือนอยู่อย่างไร้ตัวตนในสังคมยุคนั้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ความโดดเดี่ยวคืบคลานเข้ามาเพียงเพราะความชื่นชอบขัดต่อสีผิวของตัวเอง แต่กรีนบุ๊กทำให้เราเข้าใจได้ดีแต่ก็ไม่ได้มีเนื้อหนักเกินไปจนทำให้อารมณ์ดิ่งลงเป็นเชิงลบ

หนังสือปกเขียว The Negro Motorist Green Book / ภาพ: NYPL

     การบิดเรื่องราวตึงเครียดเหล่านี้มาสู่เรื่องราวในทริปแสนขบขันและสอดแทรกข้อคิดเรื่องความไม่เท่าเทียมไปตลอดการเดินทาง เปลี่ยนกรีนบุ๊กเป็นหนังฟีลกู๊ดย่อยง่ายแต่ยังไม่ละทิ้งเนื้อหาให้คนได้เสพย์และคิดตามอยู่เสมอ สุดท้ายคอนเซปต์ย้อนไปหาชื่อหนัง "กรีนบุ๊ก" คือหนังสือเล่มเขียว หนังสือสำหรับการเดินทางของคนผิวสีเพื่อหาที่พัก คือผลผลิตของความไม่เท่าเทียมทุกรูปแบบที่บีบบังคับให้สังคมมีหนังสือเล่มนี้เกิดขึ้นมาเพื่ออำนวยความสะดวกต่อคนผิวสี แต่ในทางกลับกันยิ่งสร้างระยะห่างให้กับคน 2 กลุ่มเพราะความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของทั้งคู่จะแยกกันตลอดไป และผลิตซ้ำการกีดกันซึ่งกันและกันไปเรื่อย ๆ ไม่รู้จบ

รอยยิ้มที่ออกมาจากเบื้องลึกในจิตใจเพราะอยู่ในพื้นที่แห่งการยอมรับในบาร์ผิวสีช่วงสุดท้ายของ Green Book / ภาพ: Universal Pictures

     ทั้งหมดของเรื่องเล่าความโหดร้ายของความไม่เท่าเทียมทางชาติพันธุ์ แต่ที่เหนือไปกว่านั้นพวกเขาเล่าเรื่องในมุมมองอันโหดร้ายของความโดดเดี่ยวไร้กลุ่มด้วย ดอน เชอร์ลีย์น่านับถือที่ยึดถือเกียรติของตัวเองแม้จะต้องต่อสู้ด้วยตัวคนเดียว เมื่อการบรรเลงเปียโนในบาร์คนผิวสีในช่วงสุดท้ายของหนังจบ นั่นคือการปลดล็อคความคิดของดอนเองที่เคยปิดกั้นและไม่รับรสนิยมของคนผิวสีเช่นกัน ถ้าเรายังนิยามชาติพันธุ์ รสนิยม วิถีการดำรงชีวิตให้มีความสัมพันธ์กันอยู่ เราคงหลุดพ้นกำแพงความไม่เท่าเทียมนั้นไม่ได้

Don Shirley และ Tony "Lip" Vallenronga ในบาร์ ขณะที่เข้าอกเข้าใจกันและทำลายกำแพงด้านชาติพันธุ์ลงได้ / ภาพ: Universal Pictures

     จงอย่าถือตัวและวัฒนธรรม  เพราะทั้งเราคือ "มนุษย์" เหมือนกัน อย่าถือเกียรติความเป็น "พวกตน" ไว้เพื่อกีดกันคนกลุ่มอื่น เกียรติเดียวที่เราควรเลือกถือเมื่อได้ชมภาพยนตร์เรื่องนี้คือ "ความเป็นมนุษย์" จงยืนหยัดและสร้างความเท่าเทียม ไม่ว่าผิวสีแบบดอน เชอร์ลีย์ อิตาเลียนแบบโทนี่ ลิป นักดนตรีจากยุโรป คนชนชั้นสูงจากอเมริกาตอนใต้ ไม่ว่าใครก็ตามควรได้รับเกียรติของตนเอง "ใครจะเหยียดเราคงห้ามไม่ได้ แต่เราต้องเริ่มไม่เหยียดเพราะทุกสิ่งเริ่มต้นที่ตัวเรา" เมื่อความคิดเปลี่ยน การปฏิบัติก็เปลี่ยนตาม และที่สำคัญเมื่อผู้คนเริ่มปรับเปลี่ยน นั่นคือเวลาที่สังคมกำลังจะเปลี่ยนไป...

ติดตามบทวิเคราะห์จากภาพในภาพยนตร์เรื่อง Green Book เพิ่มเติมด้านล่าง

Don และ Tony หน้าร้านสูทที่เป็นจุดเปลี่ยนให้ตระหนักถึงความโหดร้ายในความแตกต่างเรื่องชาติพันธุ์ / ภาพ: Universal Pictures

ในวันที่ Don สามารถแสดงศักยภาพช่วย Tony ในการเขียนจดหมายถึงภรรยา แสดงความรู้ที่คนผิวสีไม่ได้ด้อยกว่าแต่อย่างใด รวมถึงการเปิดใจยอมรับให้มีส่วนร่วมซึ่งกันและกัน เป็นนิมิตหมายที่ดีของการทำลายกำแพงเรื่องสีผิว / ภาพ: Universal Pictures

Tony ช่วงต้นเรื่องที่มีแววตาแสดงถึงความเกรี้ยวกราดและอคติที่สะท้อนออกมาจากจิตใจ (สังเกตแววตาระหว่างกลางไปจนถึงท้ายเรื่องจะเปลี่ยนไป) / ภาพ: Universal Pictures

เหตุการณ์หลังจากที่ Don ถูกคุมตัวเพราะมีเพศสัมพันธ์กับผู้ชาย Tony เข้ามาต่อว่าเรื่องความเสี่ยงและอันตราย แต่กลับไม่มองถึงรสนิยมเรื่องเพศ เพราะเขาเป็นห่วงและเริ่มเปิดใจกับคนผิวสีได้สำเร็จ / ภาพ: Universal Pictures

การลงจากรถเมื่อรถเสียระหว่างทางจนได้สังเกตเห็นฐานะความเป็นทาสของคนผิวสีในช่วงตอนล่างของอเมริกา ฉากสำคัญที่ทำให้ Don และผู้ชมเข้าใจถึงความเป็นอื่นระหว่างคนผิวสีด้วยกัน / ภาพ: Universal Pictures

นักแสดงและทีมงานจากเรื่อง Green Book ขึ้นรับรางวัลในงาน Golden Globes 2019 / ภาพ: RollingStone

อ่านเพิ่มเติม:

  1. ดาราชายฉีกกฎเกณฑ์การออกงานประกาศรางวัลด้วยการสวมรองเท้าส้นสูงบนพรมแดงลูกโลกทองคำ
  2. เปิดเรื่องราวอาชีพที่หายสาบสูญของตัวละคร Jack ในภาพยนตร์เรื่อง Mary Poppins Returns
  3. จะทำอย่างไร...เมื่องานออสการ์ปีนี้จะไม่มีผู้ดำเนินรายการ!
Keyword:  
ร่วมแสดงความคิดเห็น
VOGUE Daily
 
Sign Up for Our Newsletter
สมัครรับข่าววสารทางอีเมล