LIFESTYLE

Go Near + Stay Here : กาญจนบุรี + อารีย์ - พหลโยธิน

เสาร์อาทิตย์นี้อยากขับรถคันเก่งไปรับอากาศสดชื่นที่กาญจนบุรี หรือจะแฮ้งเอ้าท์แบบชิลๆที่อารีย์ เลือกเลย !

อากาศเย็นเริ่มคืบคลานเข้ามาแล้ว จะมัวแต่เก็บตัว เสีย 48 ชั่วโมงแห่งการพักผ่อนบนเตียงที่บ้านได้อย่างไร ไปเที่ยวกาญจนบุรีกับโว้กดีกว่า !

ทริปเที่ยวกาญจนบุรีทริปนี้ จะชวนคุณมาพักชิลๆ ริมน้ำ ที่ทั้งดีไซน์ ฟังก์ชั่น บรรยากาศ และการบริการดีงามไม่แพ้วิวแม่น้ำแคว กินอาหารไทยเมนูพื้นบ้านรสชาติถึงเครื่อง เดินไต่ไม้หมอนเล่นบนทางรถไฟเลียบโค้งหน้าผา ช้อปผ้าขาวม้ากลับบ้าน ก่อนสลัดลุคหนุ่มสาวเออเบิร์นมาห่มสไบนุ่งโจง เบรคกิจกรรมทันสมัยไปลองใช้ชีวิตแบบคนโบราณ ในเมืองจำลองย้อนยุคเสมือนจริง ถ้านึกไม่ออกว่า 48 ชั่วโมงข้างหน้าจะสนุกขนาดไหน ให้ Mercedes-benz GLC 250 d Coupé AMG Plus นำทางไปชมภาพสวยๆก็แล้วกัน

SEE THIS

สถานีรถไฟถ้ำกระแซ

แน่นอนว่าหลายคนรู้จักทางรถไฟสายมรณะ สถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงของจังหวัดกาญจนบุรีเป็นอย่าง แต่ยังไม่เคยได้มาลองเยี่ยมชม เดินข้ามเหวเลียบหน้าผาบนทางรถไฟเส้นนี้กันด้วยตัวเองจริงๆสักครั้ง จุดหนึ่งของทางรถไฟสายดังที่อยากชวนคุณมาด้วยกันในทริปนี้คือ ถ้ำกระแซ ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นที่พักของทหารญี่ปุ่นเมื่อครั้งสร้างทางรถไฟจากไทยไปพม่าในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2

ตัวถ้ำติดกับทางรถไฟสายกาญจนบุรี-น้ำตก ซึ่งเป็นจุดที่สร้างยากที่สุดของเส้นทางนี้ เนื่องจากเป็นเส้นทางโค้งเลียบหน้าผาสูงชัน เบื้องล่างของเหวเป็นแม่น้ำแควน้อย และเพราะเครื่องมืออุปกรณ์ในการใช้ก่อสร้างยังไม่ทันสมัยอย่างทุกวันนี้ จึงทำให้ต้องใช้กำลังคนและแรงงานจำนวนมาก จนเกิดเป็นเส้นทางสายประวัติศาสตร์ เต็มไปด้วยเรื่องราวและอนุสรณ์ของผลกระทบจากสงคราม



1 / 6





2 / 6





3 / 6





4 / 6





5 / 6





6 / 6



เมื่อได้มาอยู่ที่จุดนี้จริงๆ คุณจะรู้สึกสดชื่นไปกับธรรมชาติที่ยังค่อนข้างสมบูรณ์ เขียวชะอุ่มตา รู้สึกเป็นอิสระจากวิวที่ไร้ตึกสูงมาบดบัง รู้สึกใจเต้นเลือดสูบฉีดยามต้องเดินสวนกันเหนือเหวสูงบนทางรถไฟแคบๆ แต่อย่ากังวลมากไป เพราะเอาเข้าจริงๆ การเดินข้ามทางรถไฟที่จุดนี้ก็ไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้น (ในกรณีที่คุณไม่ได้เป็นโรคกลัวความสูง) แถมยังมีเพื่อนร่วมทางเดินกันครึกครื้น พร้อมวิวสวยที่จะทำให้คุณเอ็นจอยจนลืมเรื่องความสูงความเสียวไปสิ้น และอย่าลืมแวะเข้าไปในถ้ำกระแซ ทำการสักการะพระพุทธรูปเพื่อความเป็นสิริมงคล ระลึกถึงและขอบคุณทุกคนที่ได้สร้างทางรถไฟเส้นที่สวยที่สุดเส้นหนึ่งเส้นนี้ทิ้งไว้ให้คนรุ่นหลังอย่างพวกเราได้มาเที่ยวชม

 

Vogue tips : การเดินชมวิวบนทางรถไฟช่วงหน้าผาควรเดินด้วยความระมัดระวัง เพราะในบางจุดตัวน็อตที่ยึดทางรถไฟ

เริ่มมีการคลายตัวและยื่นออกมา อาจเกิดการสะดุดได้ และควรเลือกมาแต่เช้าตรู่ หรือในช่วงเย็นๆ เพื่อหลีกเลี่ยงความร้อนจากทั้งแสงแดดและไอร้อนจากเหล็กของรางรถไฟ

-

อ.ไทรโยค ห่างจากตัวเมืองกาญจนบุรีประมาณ 50 กิโลเมตร
โทร : 034 511 200 (ททท.กาญจนบุรี)

 

STAY HERE

X2 River Kwai Resort

ชวนหลบมานอนพักริมแม่น้ำแสนสงบ ลมพัดเย็น รายล้อมไปด้วยสีเขียวของต้นไม้และธรรมชาติสบายตา ที่ X2 River Kwai Resort จำนวนห้องพักที่นี่มีไม่มาก ถูกออกแบบการวางทิศทางมาอย่างดี ถึงแม้มองจากภายนอกจะให้ความรู้สึกว่าแต่ละห้องอยู่ใกล้กัน แต่เมื่อเข้าไปอยู่ในห้องหรือออกมานั่งชิลที่ระเบียง กลับไม่เสียความเป็นส่วนตัว และยังได้วิวแม่น้ำแควน้อยแบบเต็มตาพาโนรามาชนิดที่ไม่มีใครบังใครอีกด้วย



1 / 8





2 / 8





3 / 8





4 / 8





5 / 8





6 / 8





7 / 8





8 / 8



ห้องพักของ X2 River Kwai Resort มีด้วยกันทั้งหมด 3 ประเภทหลัก คือแบบที่อยู่บนพื้นดิน แบบห้องลอยน้ำ และแบบห้องลอยน้ำที่มีเรือคายัคส่วนตัว ซึ่งใน 3 ประเภทนี้จะมีแยกเป็นห้องแบบ poolside และ suite แต่ในเมื่อมีโอกาสมานอนชิลริมน้ำทั้งที จึงอยากแนะนำให้คุณเลือกพักห้องแบบลอยน้ำ XFloat Cabin หรือ XFloat LuXe Cabin ที่จะช่วยทำให้การมาพักผ่อนนอกเมืองของคุณที่กาญจนบุรีไม่ธรรมดา

 

ภายในห้องแบบ XFloat ถูกแบ่งสเปซการใช้งานได้อย่างลงตัว ส่วนบาร์ ห้องแต่งตัว บริเวณที่พักผ่อน ห้องน้ำ ด้วยดีไซน์โมเดิร์นแฝงความขี้เล่นอย่างมีชั้นเชิง โดยเฉพาะพื้นที่ห้องน้ำกว้างขวาง แบ่งแยกส่วนเปียกส่วนแห้ง และอ่างอาบน้ำออกจากกันได้แบบเหมาะเจาะ ยิ่งช่วงบ่ายที่แสงแดดลอดผ่านช่องหน้าต่างวงกลมเข้ามาถึงด้านในด้วยแล้วล่ะก็ ไม่มีอะไรดีไปกว่าการตีฟองและชวนกันแช่อ่างอีกแล้ว ซึ่งนั่นไม่ใช่จุดเด่นเดียวของห้องแบบลอยน้ำนี้ เพราะระเบียงด้านนอกและดาดฟ้ากับ daybed ส่วนตัวที่ขอแนะนำว่าคุณไม่ควรพลาดการสั่งเครื่องดื่มเย็นๆ มาจิบขณะเอกเขนกอาบแสง magic hour ก็เป็นอีกจุดที่เก๋ไม่แพ้กัน แถมเครื่องเสียง Marshall ที่มีไว้ให้ในห้องที่จะยิ่งช่วยเสริมบรรยากาศให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นไปอีก อย่าลืมเตรียมเพลย์ลิสต์โปรดติดไปเปิดคลอเบาๆ รับประกันความฟินแบบเซอร์ราวนด์ และอาหารเช้าของที่นี่ที่นอกจากจะมีให้เลือกแบบ a la cart ปรุงสดใหม่จานต่อจานแล้ว แชมเปญจน์ก็ถูกรวมอยู่ในอาหารเช้าด้วย! ซึ่งคุณสามารถเพิ่มความสดชื่นให้กับเช้าวันใหม่ด้วยแชมเปญจน์เย็นๆ นี่สิ.. น้ำผลไม้(หมัก)ที่ควรคู่กับฮอลิเดย์ของคุณ!

Vogue tips : ถึงแม้ที่โรงแรมจะไม่มีส่วนสปาให้บริการ แต่คุณสามารถเรียกใช้บริการนวดไทยที่จะเข้ามานวดให้สบายตัวกันถึงห้องพักได้ เพียงแค่จองล่วงหน้ากับพนักงานของโรงแรมอย่างน้อย 1 ชั่วโมง

-

138 หมู่ 4 ต.หนองหญ้า กาญจนบุรี
โทร : 034 552 125
www.x2resorts.com/resorts/river-kwai

 

DO THIS

เมืองมัลลิกา ร.ศ.124

ทริปเมืองกาญจน์คราวนี้ได้โอกาสเปลี่ยนเสื้อผ้าแบบสมัยนิยม มาเป็นนุ่งโจงห่มสไบเดินกางร่มชมเมือง ซื้อขนมอบควันเทียน เปลี่ยนบรรยากาศกันสักครึ่งวันที่ ‘เมืองมัลลิกา ร.ศ.๑๒๔’ แล้วเรียนรู้ประวัติศาสตร์ผ่านวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของชาวสยามบริเวณลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาที่ย้อนกลับกว่า ๑๐๐ ปี ในช่วงปลายรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ซึ่งอยู่ในช่วงยุคหลังการเลิกทาส ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนสถานะของผู้คนมากมาย จากทาสมาเป็นชาวบ้านที่อยู่ร่วมกัน ใช้ชีวิตอยู่อาศัยและประกอบอาชีพเลี้ยงตัวเอง หลังจากที่เป็นทาสในเรือนเบี้ยรอรับใช้เจ้านายมาเป็นเวลานาน ช่วงสมัยนี้เองที่เกิดการเปลี่ยนแปลงมากมาย มีเรื่องราวและสีสันเหมาะกับการบันทึกและเรียนรู้ถึงความเป็นมา



1 / 7





2 / 7





3 / 7





4 / 7





5 / 7





6 / 7





7 / 7



ในเมืองมัลลิกา ร.ศ.๑๒๔ จะมีหลายส่วนที่แสดงถึงชีวิตความเป็นอยู่ และรูปแบบบ้านเรือนสถาปัตยกรรมที่ต่างกันในยุคสมัยนั้น และอย่าลืมแวะไปที่ย่านการค้าอันแสดงถึงความรุ่งเรืองมีชีวิตชีวาและอุดมสมบูรณ์ในช่วงปลายสมัยรัชกาลที่ ๕ ที่นี่เองเป็นจุดที่คุณจะได้ลองใช้เงินรูหรือเหรียญกษาปณ์ในยุคนั้นจับจ่ายซื้อสิ้นค้า ถือเป็นกิมมิคน่ารักๆ อีกอย่างของการเข้าชมที่นี่ และไฮไลต์ที่ขอชวนให้คุณคล้อยตาม คือการถอดชุดสุดอินเทรนด์แล้วมานุ่งโจงกระเบนห่มสไบให้เข้ากับบรรยากาศของการเดินเล่นชมเมืองเก่าอย่างสมบูรณ์แบบ ความเก๋คือ สไบเอย โจงกระเบนเอย เสื้อแขนหมูแฮม ผ้าแพรสะพายสำหรับสาวๆ หรือเสื้อกุยเฮง  เสื้อราชปะแตน สำหรับท่านชาย แม้กระทั่งร่มที่มีให้เลือกนั้นก็มีเฉดสีไล่เรียงกันแทบจะเฉดต่อเฉด ท้าทายการจับคู่คอมโบ้ได้หลากหลาย จะแก่นแก้วสีสดตัดสีสด หรือจะเลือกสีอ่อนคู่สีเข้มแบบมีชั้นเชิงประหนึ่งลูกขุนนางก็ทำได้ แถมเครื่องประดับ เข็มขัด กำไลก็ยังมาพร้อม ถ่ายรูปกันเพลินคุ้มเกินค่าชุดแน่นอน!

 

Vogue tips : ลองดูโปรโมชั่นของเดือนที่ไปได้ที่ห้องขายตั๋วหน้าเมือง ซึ่งจะมีแพคเกจเปลี่ยนไปเรื่อยๆ แต่แนะนำให้เลือกซื้อตั๋วเข้าชมพร้อมชุดไทยไปเลย เพราะคุ้มกว่าการแยกซื้อแยกเช่า และถ้าจะให้สุด เซ็ตผมเตรียมตระกร้าขนพร๊อพมาให้เพียบ งานรูปโปรไฟล์โซเชียลเก๋ๆต้องมา!

-

168 หมู่ 5 ต.สิงห์ อ.ไทรโยค กาญจนบุรี

โทร : 034 540 884-6

ทุกวัน 09:00 - 19:00 (ซื้อตั๋วเข้าเมืองได้ถึง 17:30)
www.mallika124.com

EAT THIS /DRINK THIS

ครัวอนงค์

ร้านอาหารเมนูพื้นบ้านที่มีลูกค้าแวะเวียนมาไม่ขาดสาย ‘ครัวอนงค์’ อาจมีเมนูไม่ต่างจากอีกหลายร้าน แต่ด้วยความถึงเครื่อง รสจัดชัดจริงของอาหารแต่ละจาน จึงทำให้ที่นี่ยืดหยัดอยู่ในใจใครหลายคนมานาน จานเด็ดๆ ที่ไม่ควรพลาดคือ ผัดเผ็ดกระดูกอ่อนใส่ใบยี่หร่า กระดูกหมูอ่อนติดเนื้อสับมาแบบหยาบๆ ผัดคั่วกับเครื่องเครา ไม่ยั้งพริกและสมุนไพรอย่างกระชายซอย และพริกไทยอ่อน ถมด้วยใบยี่หร่าปิดท้ายแบบไม่อั้น ส่งกลิ่นหอมตามด้วยความเผ็ดร้อนในรสชาติกลมกล่อม จานนี้ถึงแม้บางคนจะไม่สู้เผ็ด แต่แนะนำว่าสู้เถอะเพราะมันเด็ดจริงๆ

 

อีกเมนูกับหมูคลุกฝุ่น ที่มีความไฮบริดระหว่างหมูกระเทียมกับหมูทอดนั้น ก็กินได้เพลินๆ เด็กเอ็นจอยได้ผู้ใหญ่ก็เอ็นจอยดี และอีกหลายเมนูที่มีให้เลือกหลากหลาย ตัวร้านมีความโล่งโปร่งนั่งสบาย สะอาดนั่งกินได้แบบสบายใจ และเพราะด้านข้างมีสระน้ำใหญ่ จึงทำให้ลมค่อนข้างโฟลว์ ไม่ร้อนมากนักถึงแม้ว่าจะเป็นร้านแบบโอเพ่นแอร์ ติดๆ กัน ทางครัวอนงค์ได้เปิดเป็นร้านกาแฟและเบเกอรี่ สามารถสั่งมากินได้หลังจบมื้อของคาว แต่แนะนำให้สั่งน้ำผึ้งมะนาวติดมือไปดื่มระหว่างขับรถไปหมุดหมายต่อไป เพราะที่นี่เค้าชงได้เข้มข้น เปรี้ยวหวานถึงใจ ชนิดที่ขับไปดื่มไปตาสว่างกันได้ยาวๆ



1 / 3





2 / 3





3 / 3



อีกเมนูกับหมูคลุกฝุ่น ที่มีความไฮบริดระหว่างหมูกระเทียมกับหมูทอดนั้น ก็กินได้เพลินๆ เด็กเอ็นจอยได้ผู้ใหญ่ก็เอ็นจอยดี และอีกหลายเมนูที่มีให้เลือกหลากหลาย ตัวร้านมีความโล่งโปร่งนั่งสบาย สะอาดนั่งกินได้แบบสบายใจ และเพราะด้านข้างมีสระน้ำใหญ่ จึงทำให้ลมค่อนข้างโฟลว์ ไม่ร้อนมากนักถึงแม้ว่าจะเป็นร้านแบบโอเพ่นแอร์ ติดๆ กัน ทางครัวอนงค์ได้เปิดเป็นร้านกาแฟและเบเกอรี่ สามารถสั่งมากินได้หลังจบมื้อของคาว แต่แนะนำให้สั่งน้ำผึ้งมะนาวติดมือไปดื่มระหว่างขับรถไปหมุดหมายต่อไป เพราะที่นี่เค้าชงได้เข้มข้น เปรี้ยวหวานถึงใจ ชนิดที่ขับไปดื่มไปตาสว่างกันได้ยาวๆ

Vogue Tips : เนื่องจากเป็นร้านที่ค่อนข้างเป็นที่นิยม จึงทำให้บางวันมีทัวร์มาลงบ้าง เพราะฉะนั้นควรโทรไปจองที่ หรือสั่งอาหารไว้ล่วงหน้า หลีกเลี่ยงการต้องหิ้วท้องรอนาน

-

247 ม.11 เส้นกาญจนบุรี-อู่ทอง ถ.หนองขาว ท่าม่วง กาญจนบุรี

โทร : 034 586 107

ทุกวัน 09:00 - 22:00

FB : anong.res

 

คีรีธารา

อาหารไทยหลายเมนูของที่นี่ทำออกมาได้รสชาติกลมกล่อม ถึงเครื่อง สมราคา อย่างเมนูฉู่ฉี่กุ้งแม่น้ำตัวกำลังดี เครื่องแกงขลุกขลิกแน่นหอม รสพอดีกับเนื้อกุ้งที่ทำมาสุกกำลังอร่อย แกงป่าปลาดุกรสกำลังนัวร์ เนื้อปลาล้นชามสดหวาน อีกเมนูที่หลายคนน่าจะเอ็นจอยได้ไม่ยากคือเมนู มัจฉาวางไข่ หรือปลาดุกผัดพริกขิงโรยด้วยไข่เค็มมันๆ จานนี้ทำมาได้กรอบร่วน หอมอร่อยรสชาติกำลังดี คลุกกับข้าวสวยร้อนๆ ยิ่งดีใหญ่ มื้อเย็นที่คีรีธาราจึงถือเป็นอีกมื้อที่เราอยากแนะนำให้คุณได้มาลองกัน

 

ตัวร้านมีหลายโซนให้เลือกนั่ง หากใครขี้ร้อนก็มีห้องแอร์ให้อยู่แต่ก็อาจจะพลาดวิวแม่น้ำยามเย็นสวยๆ ส่วนโซนด้านนอกบนฝั่งก็เล่นระดับไล่ลงไปถึงตลิ่ง จนถึงโซนแพลอยน้ำด้านล่างสุดอีกด้วย และอีกจุดหนึ่งที่ทำได้ดีคือ การที่ทางร้านจัดพนักงานประจำตามจุดต่างๆ และดูแลลูกค้าแยกเป็นส่วนๆ ด้วยความที่ร้านมีบริเวณค่อนข้างใหญ่ และมีหลายส่วน อาจทำให้การเรียกหาพนักงานไม่สะดวกนัก การมีพนักงานประจำตามโซนต่างๆ ของที่นี่ จึงทำให้การบริการไม่ล่าช้า เป็นจุดที่ถือว่าเอาใจใส่ดี รวมแล้วเป็นประสบการณ์มื้ออาหารที่ครบทั้งรสชาติ บริการ และวิวสวยบรรยากาศดีที่เราอยากบอกต่อ



1 / 5





2 / 5





3 / 5





4 / 5





5 / 5



Vogue Tips : แนะนำให้มากินมื้อเย็นที่นี่ และเลือกนั่งด้านนอกแต่อยู่บนฝั่ง เพราะจะเห็นวิวคุ้งน้ำ และสะพานข้ามแม่น้ำแควในชั่วโมง magic hour ชัดเต็มในระดับสายตา มากกว่าการนั่งบนแพ

-

431/1 หมู่ 3 ถ.แม่น้ำแคว ต.ท่ามะขาม กาญจนบุรี

โทร : 034 513 855

ทุกวัน 11:00 - 23:00

FB : keereeTara

 

โก๊ขิว ราชากบทอด

ก่อนเข้าสู่ตัวเมืองกาญจนบุรี อยากชวนคุณแวะรองท้องแบบหนักๆ ด้วยไก่พันธุ์กระโดดเก่งกันที่ ‘โก๊ขิว ราชากบทอด’ อย่าเพิ่งงุนงง.. เราไม่ได้จะมาชวนคุณกินไก่พันธุ์ใหม่อะไรหรอก แต่เรากำลังพูดถึงเมนูกบๆ ต่างหาก แต่ด้วยความที่กบของร้านโก๊ขิวนั้นตัวใหญ่ น่องขาวๆที่ถูกเสิร์ฟมาตรงหน้าเรานั้นจึงใหญ่ไม่ต่างจากน่องบนของไก่เลยทีเดียว ที่นี่เลือกใช้กบภูเขาตัวอวบ เมนูเด็ดประจำร้านอย่างกบทอดที่ขายตามน้ำหนักนั้น ทอดมาจนกรอบนอกนุ่มใน สีเหลืองสวยงามและไม่หวงกระเทียมทอดกรอบ เนื้อหวานตามธรรมชาติด้วยความสดใหม่ เนื้อกบที่ให้ความรู้สึกคล้ายเนื้อไก่แต่ทั้งเหนียวนุ่มในตัวกว่า



1 / 4





2 / 4





3 / 4





4 / 4



เมนูพื้นบ้าน ออกแนวอาหารป่าอื่นๆ เองก็ถึงเครื่องจริงและเผ็ดจริง อย่างแกงป่าไก่ไทย ที่ยิ่งซดยิ่งเผ็ดร้อนแต่หยุดไม่ได้ อร่อยซับเหงื่อกันเลยทีเดียว และแกงคั่วรสกลมกล่อมหอมมัน ข้อดีของโก๊ขิวคือการที่ปรุงรสมาไม่หนักมือ และปล่อยให้รสชาติวัตถุดิบและเครื่องแกงแสดงรสธรรมชาติออกมาได้อย่างเต็มที่มากกว่า เพราะฉะนั้นใครไม่ถนัดงานเผ็ดพริกเผ็ดร้อน ควรแจ้งตั้งแต่ตอนสั่งเลย หรือใครอยากตะลุยความสไปซี่ แต่มองหาไอเท็มที่จะมาชวนคานรสล่ะก็ เราขอแนะนำไข่เจียวเมนูแสนธรรมดา เพราะที่นี่เจียวไข่และทอดออกมาได้หนานุ่ม รสดี เป็นไข่เจียวแบบฝีมือแม่ อร่อยและช่วยบาลานซ์รสเผ็ดจากเมนูเด็ดอื่นๆได้เป็นอย่างดี และถึงแม้ที่โก๊ขิวจะเสิร์ฟอาหารเมนูพื้นบ้านและอาหารป่าเป็นหลัก แต่ก็ทำออกมาได้สะอาดสะอ้าน ร้านกว้างขวางนั่งสบาย และค่อนข้างเย็นทั้งๆ ที่ไม่ได้ติดแอร์ เพราะฉะนั้นใครที่กลัวคำว่าอาหารพื้นบ้านอาหารป่าจะมีความเขรอะๆ ชวนกังวลล่ะก็ น่าจะสบายใจได้กับการมากินที่นี่ ไม่อย่างนั้นร้าน โก๊ขิว ราชากบทอด เค้าไม่อยู่ครองใจสายแทะกบกันมาเกือบครึ่งศตวรรษหรอก

 

Vogue Tips : ปกติกบทอดจะเสิร์ฟที่ประมาณ 7 ขีด ต่อจาน กิน 3 คนกำลังดี จะได้ลองเมนูอื่นได้ เพราะอาหารที่นี่จานค่อนข้างใหญ่ด้วย และควรโทรมาสั่งอาหารก่อนในกรณีที่คุณรีบ เพราะบริการและอาหารมีความช้าทีเดียว

-

93/15 หมู่ 3 อ.ท่ามะกา กาญจนบุรี

โทร : 034 694 188, 081 986 6578

ทุกวัน 11:00 - 21:00

 

Gravité drip coffee

คาเฟ่ขนาดกระทัดรัด ที่เลือกเสิร์ฟกาแฟด้วยการดริป และใช้เครื่อง aeropress เป็นหลัก เลยทำให้ความรู้สึกหลักที่ได้ในการมานั่งดื่มกาแฟที่ Gravité drip coffee คือสงบแต่ไม่สงัด น่าจะเพราะไร้เสียงเครื่องเอสเพรสโซ่อย่างร้านอื่นๆ จึงนั่งแล้วเบาๆสบายๆ เมื่อบวกรวมเข้ากับความเป็นกันเองของบาริสต้า และเมล็ดกาแฟจากหลายแหล่งทั้งในบ้านเราเอง และจากทั่วโลกที่ทางร้านคอยเลือกมาชงให้ได้ลองชิมกัน ทำให้ร้านกาแฟเล็กๆ ที่อยู่ในบริเวณเดียวกับที่พักที่ชื่อ The Nine Guest House ร้านนี้ ควรค่าแก่การแวะมาทักทายและใช้เวลากับสโลว์บาร์ จิบกาแฟเมื่อคุณมาเมืองกาญจน์



1 / 5





2 / 5





3 / 5





4 / 5





5 / 5



ขับรถมาหลายชั่วโมง ขอแนะนำ Aero tonic ดื่มสบายและสมูท หอม ออกรสเปรี้ยวของผลไม้อ่อนๆ ที่จะช่วยเพิ่มความสดชื่นได้เป็นอย่างดี ส่วนใครชอบกาแฟแบบใส่นม แต่ก็เบื่อลาเต้ คาปูชิโน่ อยากให้คุณลอง Drip coffee jelly กับชั้นล่างที่เป็นเจลลี่รสกาแฟชัดเจน นุ่มเนียนดูดผ่านหลอดขึ้นมาผสมกับชั้นนมที่ออกรสหวานเบาๆ ปิดท้ายด้วยฟองนมหนาแน่นนุ่ม เป็นแก้วที่มีความคล้ายขนม แต่เป็นขนมเวอร์ชั่นของผู้ใหญ่ นอกจากกาแฟดริป, aeropress และเครื่องดื่มอื่นๆ ที่ไม่ใช่กาแฟแล้ว ที่ Gravité drip coffee ยังมีขนมเค้ก ขนมอบโฮมเมดให้จับคู่กับกาแฟอีกด้วย แครอทเค้กที่มีความโฮมมี่สูง เต็มที่กับวอลนัท รสครีมชีสกำลังดี อร่อยทีเดียว หรือใครอยากก้าวข้ามความกาแฟไปถึงความเบียร์ ที่ร้านก็มีการเลือกเอา craft beer ของไทยหมุนเวียนมานำเสนออยู่เรื่อยๆ เช่นกัน นอกจากนั้นที่นี่ยังมีมุมย่อมๆ ขายเสื้อผ้าผู้หญิงสไตล์เรียบๆใส่ง่าย ให้สาวๆ ได้ช้อปพอกล้อมแกล้มกันอีกด้วย

 

Vogue Tips : เช็คจากหน้าเฟซบุ๊คเพจของทางร้าน หรือโทรถามการเปิดปิดก่อนมา เพราะบางครั้งบาริสต้าที่ร้านก็เดินทางไปเรียนรู้เรื่องกาแฟเพิ่มเติม เพื่อนำมาปรับใช้ปรับชงให้กาแฟแก้วที่เสิร์ฟในร้านดียิ่งขึ้นอีก

-

28/3 ถ.ดอนรัก ต.ท่ามะขาม กาญจนบุรี (บริเวณเดียวกับ The Nine Guest House)

โทร : 085 222 7802

ทุกวัน 09:00 - 21:00

FB : gravitedrip

 

SHOPE HERE

ผ้าขาวม้าร้อยสี บ้านหนองขาว

มาเที่ยวกาญจนบุรีทั้งที ก็ต้องมีผ้าขาวม้ากลับบ้านกันสักผืนสองผืน แต่แน่นอนว่าไม่ใช่ผ้าขาวม้าแบบที่เห็นกันจนชินตากับลวดลายและคู่สียอดนิยมทั่วๆไป เพราะผ้าขาวม้าของดีชุมชนบ้านหนองขาว อำเภอท่าม่วงนั้น เป็นผ้าขาวม้าร้อยสี ที่เกิดจากภูมิปัญญาท้องถิ่นอันเป็นเอกลักษณ์โดดเด่นของชาวบ้านที่ร่วมมือช่วยกันพัฒนาขึ้นมาในยามว่างจากการทำนา ด้วยวิธีการใช้กี่ทอผ้าแบบกี่กระตุก ซึ่งเป็นวิธีการทอผ้าแบบโบราณ โดยใช้มือในการกระตุกคันกระตุก ถักทอเส้นด้ายเส้นต่อเส้นอย่างประณีต และนิยมใช้ด้ายหลากหลายกว่า 100 สี ในการถักทอ จึงเป็นที่มาของชื่อและผลิตภัณฑ์ผ้าขาวม้าร้อยสีนี่เอง



1 / 6





2 / 6





3 / 6





4 / 6





5 / 6





6 / 6



ผลิตภัณฑ์ผ้าขาวม้าร้อยสีของชุมชนบ้านหนองขาวนั้น นอกจากจะมีผ้าขาวม้าทอมือเป็นผืนให้เลือกซื้อไปตัดชุดหรือแปรรูปตามใจผู้ซื้อแล้ว สินค้าอื่นๆ อย่างเช่นเสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า หมวก ผ้าพันคอ ผ้ากันเปื้อน หรือแม้กระทั่งตุ๊กตา ก็มีให้เลือกติดไม้ติดมือไปใช้เองหรือเป็นของฝากได้อีกมากมาย ซึ่งผ้าขาวม้าของที่นี่นั้นมีทั้งแบบที่เป็นผ้าฝ้าย 100% และผ้าฝ้ายผสม เนื้อผ้ามีลักษณะมันวาวคล้ายผ้าไหม แต่ดูแลรักษาง่ายกว่า ใช้งานได้ทนทาน สีสันสดใส และไม่ตกไม่ซีดจางง่ายๆ และที่สำคัญมีการเล่นสีด้าย และได้มีการประยุกต์การทอลายแบบดั้งเดิมเข้ากับลายผ้าสมัยใหม่ จึงทำให้ผ้าขาวม้าของบ้านหนองขาว มีความแตกต่างไปจากผ้าขาวมาพิมพ์นิยมทั่วไป นอกจากการมาช้อปปิ้งสินค้า OTOP ที่นี่แล้ว ในทุกวันจะมีชาวบ้านผลัดเปลี่ยนกันมาทอผ้า และเปิดโอกาสให้คนที่สนใจสามารถเข้าไปเรียนรู้และดูขั้นตอนการทอแบบกี่กระตุกได้อย่างใกล้ชิดอีกด้วย ซึ่งหากมีคำถามก็สามารถถามชาวบ้านที่นั่งทออยู่ได้เลย ทุกคนใจดีและพร้อมจะช่วยกันตอบคำถาม ด้วยความภูมิใจในผลิตภัณฑ์และงานฝีมือของชุมชนอย่างแท้จริง การได้มาอุดหนุนสินค้าผ้าขาวม้าร้อยสี จึงได้มากกว่าแค่การช่วยสนับสนุนชาวบ้านเป็นรายปลีกย่อย หากแต่ช่วยสนับสนุนทั้งชุมชนให้แข็งแรง เพื่อที่จะสามารถร่วมมือกันพัฒนางานฝีมือที่เป็นภูมิปัญญาชาวบ้านของไทยให้ไม่หยุดอยู่กับที่อีกด้วย

 

Vogue Tips : หากใครสนใจอยากลองลงมือกระตุกกี่ทอผ้าด้วยตัวเอง ชาวบ้านก็ยินดีให้ความรู้และช่วยไกด์การทอผ้าแบบโบราณนี้แบบไม่หวงวิชาเลย

-

10 หมู่ 1ต.หนองขาว ท่าม่วง กาญจนบุรี

โทร : 034 586 063, 089 612 2553

FB : phakoawmarroisi

ถ้าสัปดาห์นี้เหน็ดเหนื่อยจนเกินจะขับรถทางไกล ให้ Mercedes-benz GLC 250 d Coupé AMG Plus พาไปชิลที่ใกล้ๆอย่าง อารีย์ – พหลโยธิน ก็เข้าท่า

เพราะเค้าว่ากันว่าที่นี่คือทองหล่อของกรุงเทพฯฝั่งตะวันตก ซึ่งนั่นเป็นแค่การนิยามแบบห่างๆ แต่โว้กจะพาคุณไปรู้จักอารีย์แบบสนิทสนม เผ็ดพริก 8 เม็ดกับอาหารอีสานสูตรนครพนม กิ๋นข้าวซอยแบบต้นตำหรับจาวเหนือ แล้วฮอปมากินไอติมรสชาติไทยๆ ที่ทำให้รู้ว่าขนมไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก แวะจิบกาแฟในคาเฟ่ชิคๆคูลๆ ลุคโมเดิร์นวินเทจ ก่อนไปผ่อนคลายร่างกายและจิตใจในสปาสไตล์รีสอร์ท ตบท้ายด้วยการชอปปิ้งไอเท็มแฟชั่นวินเทจชิ้นเด็ด

 

DO THIS

Calm Spa

เบรคจากความเร่งรีบ แล้วมาผ่อนคลายที่ Calm Spa ดีกว่า เพราะที่นี่นอกจากจะเป็นสปาที่มีทรีทเม้นท์ที่ดีมาก การดีไซน์สเปซและการตกแต่งที่พลิกคอนเซ็ปท์พิมนิยมของสปาทั่วไปอย่างสิ้นเชิง ยังเป็นอีกจุดเด่นที่ทำให้การมาปรนนิบัติร่างกายที่ Calm Spa ได้ทั้งความผ่อนคลายร่างกาย แต่ไม่ทิ้งลายความฮิปที่ดีต่อใจ

ลืมเรื่องสัมผัสทั้ง 5 ที่สปาอื่นชอบชูเป็นแบรนด์ดิ้งให้สิ้น เพราะที่นี่เค้าจัดหมวดหมู่ใหม่อันเป็นที่มาของการตอบสนองเซ้นส์ทั้ง 7 ด้วย Vision จากการตกแต่งแบบโมเดิร์นรีสอร์ต / Sound ด้วยเพลงสไตล์แจ๊ / Touch กับทรีทเม้นท์ที่เลือกผสมผสานจากหลายศาสตร์เข้าด้วยกัน / Sense จากกลิ่นอโรม่าของ Cedar wood ที่ช่วยลดเรื่องความเครียดได้ดี / Service therapy ที่สามารถปรับให้เข้ากับความต้องการเฉพาะของแต่ละคนได้ / Taste ด้วยการเลือกขนมไทยเข้าคู่กับชาร้อนจาก Mariage Frères เสิร์ฟหลังการทำทรีตเมนท์ ทั้งหมดเพื่อความผ่อนคลายสูงสุดสำหรับ Self ของคุณ



1 / 8





2 / 8





3 / 8





4 / 8





5 / 8





6 / 8





7 / 8





8 / 8



มีสองสิ่งที่อยากให้คุณได้มาลองด้วยตัวเองคือ การตกแต่งที่เลือกใช้ของดีไซน์ร่วมสมัย มีหลายชิ้นเชื่อว่าหลายคนอาจมีที่บ้าน การเลือกใช้เพลงที่อาจเคยได้ยิน ต้นไม้ใบเขียวที่มีมากมายตรงโถงกลาง แจมด้วยแสงจากธรรมชาติที่พาดลงบนโครงสร้างไม้และผนังสีขาวชวนให้สบายตา รายละเอียดเล็กๆน้อยๆ ที่ถูกเลือกมาอย่างตั้งใจเหล่านี้ เพื่อให้คุณมีความรู้สึกผ่อนคลายเหมือนอยู่ในบ้านสวยๆของตัวเอง

อีกสิ่งที่ดีงามมากของ Calm Spa แน่นอนว่าคือการผสมผสานศาสตร์การนวดจากหลายศาสตร์ไว้เป็นหนึ่งเดียว อย่าง Signature Calm Massage ที่รวมเอาศาตร์การนวดแผนไทยเข้าไว้กับการนวดแบบ Swedish การใช้ aroma บำบัด และการนวดเน้นแบบ sport ที่เมื่อรวมเข้าด้วยกันทั้งหมด ก็ได้ออกมาเป็นคอร์สนวดที่น้ำหนักกำลังดี มีกลิ่นหอมจากน้ำมัน essential oil อุ่นๆ เป็นคอร์สที่ช่วยผ่อนคลายทั้งกล้ามเนื้อและจิตใจ รวมไปถึงการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ทางสปาร่วมพัฒนากับทีมแล็ปจากออสเตรเลีย ออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีเบส Cedar wood จากธรรมชาติ 100% มีผลโดยตรงส่งถึงสมองส่วนกลาง สามารถบำบัดความเครียด ช่วยให้ผ่อนคลายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

Vogue tips : หากยังไม่แน่ใจว่าต้องการทรีทเม้นท์แบบไหนดี ลองมาพูดคุยกันได้ก่อนถึงความต้องการ หรือจุดที่อยากให้ช่วยบำบัด เพื่อที่ทางสปาจะสามารถแนะนำคอร์สหรือปรับเปลี่ยนทรีทเม้นท์ให้เข้ากับสิ่งที่คุณกำลังมองหาได้

-

13 อารีย์ซอย 4 พหลโยธิน 7

โทร : 096 941 8645

ทุกวัน  10:00 - 23:00

FB : CalmspaThailand

 

EAT + DRINK THIS

Bar Storia del Caffè

มาอารีย์ทั้งทีจะไม่คาเฟ่ฮอปปิ้งเลยก็จะหาว่ามาไม่ถึง เราขอพาคุณพุ่งตรงไปที่คาเฟ่สวยเก๋สไตล์โมเดิร์นวินเทจ Bar Storia del Caffè ที่หลายคนเป็นแฟนตั้งแต่สาขาแรกที่ทองหล่อ ที่ว่าโมเดิร์นเพราะการเลือกใช้เส้นสายทิศทางของการปูพื้นและวอลเปเปอร์กราฟฟิคชัด ตัดกับความวินเทจที่มาในโทนสีเขียวหม่นคลาสสิก และเฟอร์นิเจอร์ไม้จริงที่โชว์ลายไม้สวยงาม ชุดเก้าอี้เบาะหนังสีเข้ม ผสมกับเก้าอี้ที่เข้าชุดกันบ้าง แตกต่างกันบ้าง เป็นกิมมิคขี้เล่น แซมด้วยสีเขียวเข้มจากไม้ใบอีกชุดใหญ่ ทำให้บรรยากาศโดยรวมภายในร้านมีทั้งความอบอุ่น เป็นกันเอง แต่ก็ยังคงความเท่อยู่ในตัว และเพลย์ลิสต์ที่เล่นในร้านก็เป็นเพลงฟังสบาย แต่ไม่น่าเบื่อคละเก่าใหม่ อย่าง Air, Camera Obscura, Devendra Barnhart หรือแม้แต่เพลงของ Sufjan Stevens ก็มีลอยคลออยู่ในอากาศ ทำให้ช่วงเวลาที่ Bar Storia del Caffè รื่นรมย์ขึ้นไปอีก



1 / 7





2 / 7





3 / 7





4 / 7





5 / 7





6 / 7





7 / 7



อาหารที่เสิร์ฟที่นี่เป็นสไตล์ All-day dining เน้นไปที่เมนูเบรคฟาสต์ที่มีให้เลือกหลากหลาย รวมไปถึงจานหนัก จานเบา จะกินเล่นแบบสวยๆ ซุปสักชามพออยู่ท้อง เลือกจานเพื่อสุขภาพอย่างสลัดควินัวกับแซลมอนย่าง หรือกินเอาจริงเอาจังอย่างเมนูสเต็กก็มีให้เลือกตามชอบ สายของหวานเองก็น่าจะถูกใจเพราะที่ร้านมีช้อยส์ให้เลือกกันไม่น้อย จับคู่กับกาแฟที่มีทั้งจากเครื่องเอสเพรสโซ่ หรือจะชอบแบบ slow bar ก็มีทั้ง hot drip และ cold brew นำเสนอเช่นกัน สำหรับสายดื่มชา ที่นี่เลือกใช้ชาของ Mariage Frères มีทั้งแบบที่ชงมาเป็นกา และแบบที่นำไปทำเป็นม็อกเทลหลายเมนู   นอกจากจะมีความเป็นคาเฟ่ทุกอณูแล้ว Bar Storia del Caffè สาขาที่ 3 แต่เป็นสาขาแรกที่เป็นร้านแบบ stand alone นี้ เลือกที่จะขยับขยาย และเพิ่มอาหารและเครื่องดื่มให้มากขึ้น เหมาะทั้งกับการมาบรันช์ใสๆ จิบกาแฟสวยๆ หรือจะดินเนอร์จิบไวน์กันยาวๆ ก็มีครบหมด

 

Vogue picks : นั่งจิบกาแฟชิลๆ ในร้านสวยๆเป็นหลัก และเอาเรื่องถ่ายรูปไว้เป็นรองน่าจะดีกว่า เพื่อคงบรรยากาศเงียบสงบอันเป็นเสน่ห์ของร้านเอาไว้

-

13 อารีย์ซอย 4 พหลโยธิน 7

โทร : 02 057 9448

อาทิตย์ - พฤหัส  09:00 - 23:00 / ศุกร์ - เสาร์  09:00 - 23:00

FB : barstoriadelcaffeAri

 

PHED PHED - ร้านเผ็ดเผ็ด

คุณสู้เผ็ดแค่ไหนให้ว่ามา ! เพราะมาตรฐานของร้านเผ็ดเผ็ดแซ่บพริก 8 เม็ดสุดทาง ไม่ใช่แค่เรื่องความแซ่บ หากแต่เป็นรสชาติอาหารอีสานสูตรนครพนมต่างหากที่เด็ดจริงจนอยากชวนให้คุณได้มาชิมกัน นอกจากร้านเผ็ดเผ็ดจะมีเมนูหลากหลาย ชนิดที่แค่ส้มตำก็มีให้เลือกมากกว่า 20 เมนู แถมยังมีหลายจานที่หากินไม่ได้ตามร้านส้มตำที่มีอยู่ทั่วทุกมุมตึกในกรุงเทพแล้ว รสชาติความนัวร์และสะอาดสะอ้านของแต่ละเมนูก็ทำให้อาหารของที่นี่น่าสนใจไม่น้อย แถมเครื่องแกงและพวกวัตถุดิบหมักดอง ทางร้านก็ทำเองแบบโฮมเมดเชื่อถือได้ในความสะอาด



1 / 6





2 / 6





3 / 6





4 / 6





5 / 6





6 / 6



รสชาติอาหารอีสานแซ่บขนาดนี้ เทสต์การแต่งร้านก็แซ่บแบบฮิปๆ ไม่แพ้กัน ลบภาพการตกแต่งแบบร้านส้มตำทั่วไปได้เลย เพราะโทนสีน้ำเงินของพื้นที่จับคู่กับกำแพงขาว แซมด้วยงานไม้ แถมด้วยท้อปโต๊ะหินอ่อนนั้น การันตีความเท่เต็มพิกัด ร้านสะอาด นั่งสบาย แอร์มี ทิชชูพร้อม แต่หากคุณเป็นมือใหม่หัดเผ็ด ควรแจ้งจำนวนพริกที่รับได้ไปเลยตั้งแต่ตอนสั่งอาหาร เพื่อความชัวร์ว่าจะสามารถเอ็นจอยได้จนหมดจาน

ในบรรดาเมนูที่ไม่คุ้นชื่อทั้งหลาย ไม่พลาดสั่ง ‘ตำด้องแด้ง’ มาลอง แค่ชื่อก็ชวนเจริญอาหารแล้ว ด้องแด้งที่ว่า เป็นเส้นขนาดสั้นลักษณะคล้ายลอดช่องตัวอวบ แต่รสสัมผัสคล้ายเส้นขนมจีน ตำๆยำๆมาด้วยเครื่องเคราแบบส้มตำปลาร้า ใส่หมูยอ เห็ดหูหนูขาว-ดำ และเมล็ดกระถิน เป็นส้มตำร้อนแบบที่ไม่เคยกินที่ไหนมาก่อน ที่สำคัญอร่อยไม่ต้องง้อข้าวเหนียวกันเลยทีเดียว อีกเมนูที่ควรโดนโดยพร้อมเพรียงกันคือ แกงหน่อไม้เห็ดรวมและผักพื้นบ้าน สุดกลมกล่อม ที่ใช้ใบน้อยหน่า เปลือกกระถิน ใบหม่อน มาต้มรวมกันเพื่อดึงเอาความนัวร์ออกมาตามธรรมชาติ ไร้เงาผงชูรส ชามนี้จึงสามารถซดได้อย่างสบายใจจนหยดสุดท้าย และจะไม่คอแห้งผากหัวชาทีหลังแน่นอน นอกจากเมนูแซ่บนัวร์อย่างพวกส้มตำ ต้มแซ่บ ลาบ น้ำตก และยำแล้ว ที่นี่ยังมีอาหารจานเดียวที่น่ากินอีกหลากอย่าง

Vogue picks : นอกจากควรโทรจองโต๊ะก่อนมาแล้ว ควรสั่งจองอาหารไว้ล่วงหน้าเลยด้วย เพราะบางวันขายดีมาก จนมีสิทธิ์หมดได้ทุกอย่าง แม้กระทั่งข้าวเหนียว!

-

พหลโยธิน 8 สามเสนใน

โทร : 098 263 5715

จันทร์ - เสาร์  11:30 - 20:00

FB : PhedPhedCafe

 

Ongtong Khaosoi x Ari

ร้าน Ongtong Khaosoi x Ari เปิดให้บริการพร้อมด้วยอาหารเหนือและข้าวซอยสูตรคุณย่า ที่ถึงแม้ว่าจะมีเมนูอาหารเมืองไม่เยอะมากนัก และเน้นไปที่อาหารจานเดียวมากกว่า แต่รสชาติก็นับว่าเข้มข้นถึงเครื่อง กินอร่อยเข้าใจง่าย และสามารถดึงดูดให้กลับมากินได้อีกครั้งแล้วครั้งเล่า



1 / 5





2 / 5





3 / 5





4 / 5





5 / 5



ตัวร้านตกแต่งแบบเรียบง่ายด้วยโทนสีเหลืองนวล ตามความหมายของชื่อร้านอองตอง จับคู่กับงานเฟอร์นิเจอร์ไม้ และเก้าอี้สังกะสีกลมขาวที่ให้ความรู้สึกถึงการกินอาหารแบบสตรีทฟู้ด ที่จะว่าไปก็เข้ากันได้ดีกับอาหารเมืองจานง่ายที่เสิร์ฟในร้าน ร้านอองตองมีทั้งหมด 2 ชั้น และอาจจะคนแน่นร้านได้ในช่วงมื้อกลางวัน เมนูเด็ดที่แตกต่างจากร้านอาหารเหนืออื่นๆ ในกรุงเทพคือ ข้าวซอยคั่วแห้ง ที่เอาเส้นไปคั่วกับไข่และผัดคลุกกับน้ำแกงกะทิรสกลมกล่อมด้วยไฟแรงจนหอม มีให้เลือกทั้งเนื้อวัว เนื้อไก่ และไส้อั่ว แต่ข้าวซอยคั่วแห้งเนื้อน่องลายคือจานเด็ดสำหรับสายเนื้อที่เราอยากแนะนำ ในขณะที่ข้าวซอยธรรมดาก็อร่อยเข้มข้นไม่แพ้กัน ซึ่งเส้นบะหมี่ที่ใช้ในข้าวซอยทั้ง 2 ประเภทนี้ จะหนาและใหญ่กว่าเส้นในข้าวซอยที่มักเจอทั่วไป หนุบหนับเต็มปากเต็มคำมากกว่าอย่างชัดเจน เมนูอื่นๆ อย่างน้ำพริกหนุ่ม ไส้อั่ว(แบบอบ) หมูทอด แคปหมูก็มีให้สั่งมาแจมมื้อได้ แต่หากวันไหนคุณโชคดีมาทันเจอปูอ่อง ขอให้สั่งแบบไม่รีรอ เพราะมันปูนาปรุงรสย่างหอมๆ จิ้มกับข้าวนึ่งฮ้อนๆนั้น คือความฟินที่แท้จริงเจ้า

Vogue Tips : สามารถจอดรถได้ที่ริมฟุตบาทในซอยอารีย์ แต่ขอให้สังเกตช่วงเวลา และวันคู่-คี่ของฝั่งที่จอดได้กันให้ดี สน.นี้เค้าปรับจริงล็อคจั้ง เดี๋ยวจะหาว่าเราไม่เตือน

-

21 พหลโยธิน 7

โทร : 02 003 5254

ทุกวัน 10:30 - 21:00

FB : ongtongkhaosoi

 

One Dee cafe

คาเฟ่น้องใหม่ไม่ใหญ่ไม่โต One Dee cafe อัดแน่นไปด้วยความหวานน้อยแต่หอมมันมากของกะทิทั่วทั้งร้าน เพราะที่นี่นำเสนอไอศกรีมรสชาติไม่ใหม่ เพราะได้แรงบันดาลใจจากขนมไทยๆที่เราแสนจะคุ้นเคย แต่ถามว่าเคยได้กินไอศกรีมรสขนมตาลเอย รสตาลโตนดเอยจากที่ไหนมั๊ย ก็ตอบได้เลยว่าไม่เคย ได้ลองกินที่นี่ที่แรกนี่ล่ะ และบอกได้เลยว่าติดใจจนอดไม่ได้ที่จะมาบอกต่อให้คุณได้ตามมาชิมกัน ทีเด็ดที่เหนือไปกว่าการที่ทางร้านสามารถทำไอศกรีมได้รสชาติตรงตามชื่ออย่างไม่มีผิดเพี้ยน ก็คือการที่ไอศกรีมทุกตัวเป็นไอศกรีมโฮมเมด โดยใช้วัตถุดิบธรรมชาติ 100% ไร้การแต่งสี แต่งกลิ่น เติมรสชาติ หรือสารสังเคราะห์ใดๆ แต่สามารถดึงเอารสชาติแท้จริงของวัตถุดิบออกมาได้อย่างชัดเจนและอร่อยมาก



1 / 5





2 / 5





3 / 5





4 / 5





5 / 5



นอกจากรสชาติไอศกรีมที่ได้แรงบันดาลใจจากขนมไทยๆ วัตถุดิบไทยๆแล้ว การเลือกใช้ท้อปปิ้ง และการครีเอทคอมโบ้ในแต่ละเมนูก็ยังเลือกเอาความเป็นขนมไทยหลายๆ ชนิดมาผสมได้อย่างลงตัว อย่างไอศกรีมกะทิข้าวเหนียวหน้ากุ้ง ที่มีทั้งความหวานมันของกะทิ ตัดด้วยความเค็มมันของหน้ากุ้งผัดมะพร้าว ตัดกลับอีกทีด้วยความหนุบหนับหวานมันของข้าวเหนียวมูน และเสริมความอร่อยเพลินด้วยทองพลับกรอบกรุบเนื้อบางร่วน เป็นคอมโบ้ที่แสนดีงาม หรืออีกเมนู ไอศกรีมชาชักที่หอมกลิ่นชาศรีลังกาชัด มาพร้อมกับไข่มุกเนื้อหนุบหนับเคี้ยวมัน และเจลลี่น้ำตาลทรายแดงนุ่มๆ ปักโรตีกรอบแผ่นหนา แต่มีความโปร่งเข้ากันได้ดีเป็นปี่เป็นขลุ่ยกับทุกสิ่งอย่างในถ้วย ดีไม่แพ้เมนูก่อนหน้า ข้อดีคือแม้ทางร้านจะมีเมนูไอศกรีมต่างๆ อยู่แล้ว แต่คุณเองก็สามารถเลือกรสชาติอื่นๆ ที่ชอบแทนได้ในทุกเมนู และขอย้ำอีกครั้งเถอะว่าไม่ควรพลาดรสตาลโตนด หวานตัดเค็มปะแล่มกำลังดี และรสขนมตาล หอมกลิ่นลูกตาล หวานน้อย เชื่อว่าคุณจะต้องพยักหน้าเห็นพ้องต้องกันกับเราว่า #ขนมไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก

 

 Vogue picks : ไอศกรีมโฮมเมดของ One Dee cafe หวานกำลังดี มีทั้งแบบที่เป็นไอศกรีมนม และแบบเชอเบทใสๆ สาวๆ น่าจะเอ็นจอยได้อย่างไม่ต้องเกรงใจระดับน้ำตาล

-

อารีย์ซอย 1 พหลโยธิน 7 สามเสนใน

โทร : 094 146 4049

จันทร์ - พฤหัส  10:00 - 22:00 / ศุกร์ - อาทิตย์  10:00 - 22:30

FB : Onedeecafe

 

SHOP HERE

Museum of Everythingjinglebell

โว้กขอแชร์แหล่งช้อปปิ้งไอเท็มวินเทจชิ้นเด็ดดวงให้คุณรู้ เพราะ #SharingIsCaring และถ้าคุณแฮปปี้ที่ได้เจอชิ้นเนื้อคู่ เราก็แฮปปี้ตาม ร้านที่ว่านี้คือ Museum of Everythingjinglebell ที่ตั้งใจตั้งชื่อนี้เพราะแรกเริ่มเดิมทีเจ้าของร้าน แป้ง-อรประพันธ์ สุทธินรเศรษฐ์ ผู้อำนวยการแบรนด์ Vick’s Weekend and Vickteerut คิดว่าจะขายมันทุกอย่าง ตั้งแต่สากกะเบือยันเรือรบแหวนเพชรและนาฬิกา ภายใต้เงื่อนไขไม่กี่ข้อแต่สำคัญ คือต้องเป็นของที่ควรค่าแก่การสะสม ได้ทั้งคุณภาพและความหลากหลาย โดยจับเอามารวมอยู่ในที่เดียวกัน แล้วแสร้งว่าที่นี่เป็นพิพิธภัณฑ์ที่คุณสามารถเป็นเจ้าของ art piece ที่โชว์อยู่ได้ แต่เนื่องจากพื้นที่ของร้านที่มีจำกัด ปัจจุบัน Museum of Everythingjinglebell จึงเป็นมิวเซียมที่เน้นเสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า เครื่องประดับ ไอเท็มแฟชั่นหลากหลาย และจาน ชาม ชุดน้ำชา porcelain เป็นหลัก

 

ของภายในร้าน เป็นไอเท็มที่ได้มาจากเวลาไปเที่ยวต่างประเทศ ทั้งจากอังกฤษ อเมริกา และญี่ปุ่น ที่เคยซื้อไว้ทั้งเพื่อสะสมและใช้จริง มีหลากหลายทั้งวินเทจ และแบรนด์เนมชิ้นเด่น ยกตัวอย่างแบรนด์ที่มีขายอยู่ที่นี่ก็อย่างเช่น Chanel, Versace, Valentino, Ferragamo, Madam Grès, Prada, Moschino, Yves Saint Laurent, Gucci, Thierry Mugler, Jill Sander รวมไปถึงถ้วยน้ำชา กา จานของ Wedgwood และอีกมากมาย เอาเป็นว่าคุณคิดแบรนด์อะไรออก Museum of Everythingjinglebell ต้องมีอยู่อย่างน้อยสักชิ้นในร้านเกือบทั้งนั้น โดยเฉพาะชิ้นที่เป็นของ designer vintage จะเน้นไปที่ยุค 80's เพราะส่วนตัวเจ้าของชอบยุคนี้ จึงมีสะสมและมักหามาเพิ่มมากเป็นพิเศษ แต่ถ้าเป็นชุดวินเทจทั่วไป จะเน้นพวกชุดกระโปรงยาว เดรสปักเลื่อม และเดรสพิมพ์ลายเจ็บๆ ที่เชื่อว่าหากคุณได้ลองเข้ามาเลือกดูของในมิวเซียมนี้ ยากที่จะกลับออกไปมือเปล่า อยู่ที่แค่จะโดนกันกี่ชิ้นเท่านั้น! แต่นั่นเป็นเพราะแต่ละไอเท็มที่มีขายที่นี่ มีทั้งความแรร์ ลายสวย ทรงดี มีคุณภาพ และยังใช้งานได้จริงต่างหาก จึงทำให้การมาช้อปที่ Museum of Everythingjinglebell คุ้มค่าทั้งเวลาและราคาที่สมเหตุสมผล แถมยังได้ชุดใหม่ที่ไม่ต้องกังวลว่าจะไปเดินชนกับแฝดที่ไหนให้ยิ้มอ่อน นี่ล่ะ.. เสน่ห์ของความวินเทจที่ของแบรนด์นิวเทียบไม่ได้



1 / 8





2 / 8





3 / 8





4 / 8





5 / 8





6 / 8





7 / 8





8 / 8



Vogue picks : ของดีอัดแน่นเต็มร้านขนาดนี้ มันต้องค่อยๆเลือกค่อยๆลอง กรีดนิ้วเลือกชุดบนราวแขวนไปพลาง จิบชา กาแฟไปพลางก็ยังได้ เพราะที่ร้านมีมุมเครื่องดื่มเล็กๆ ให้คุณสามารถสั่งมากรุบกริบได้ระหว่างช้อปปิ้งด้วย

-

18/2 อารีย์ซอย 2 พหลโยธิน 7

โทร : 090 263 6925

จันทร์ - เสาร์  11:30 - 20:30

FB : museumofeveythingjinglebell