FASHION

เจ็บปวดทุกครั้งที่ต้องเล่า! เรื่องจริงของ Sinon Loresca ชายร่างบึ้กกับความฝันที่จะเป็นนางแบบ

โว้กขอนัดพบขวัญใจโลกโซเชียลรายนี้ผู้ซึ่งเราค้นพบภายหลังว่าใต้หน้ากากสุดบันเทิงคือชีวิตเคล้าดราม่าของราชาแห่งแคตวอล์ก

ภาพของชายร่างบึ้กสวมเสื้อผ้าผู้หญิงวาบหวิวเผยให้เห็นเรือนอกที่อัดแน่นไปด้วยกล้ามเป็นมัดๆ เดินอย่างมาดมั่นด้วยท่วงท่านางแบบวิกตอเรีย ซีเคร็ตท่ามกลางสายตาจับจ้องจากผู้คนบนท้องถนนกลายเป็นวิดีโอไวรัลที่ถูกกล่าวขวัญบนโซเชียลมีเดียมานานพักใหญ่ ตามมาด้วยจำนวนผู้ติดตามกว่าล้านคน ล่าสุด Sinon Loresca เพิ่งจะได้รู้สดๆ ร้อนๆ ว่าเขามีแฟนคลับชาวไทยมากมายขนาดไหนหลังโพสต์วิดีโอการปรากฏตัวหน้าห้างสยามพารากอน สร้างความฮือฮาให้กับแฟนๆ ชาวไทยที่พากันเข้ามากดไลก์และคอมเมนต์อย่างถล่มทลาย โว้กขอนัดพบขวัญใจโลกโซเชียลรายนี้ผู้ซึ่งเราค้นพบภายหลังว่าใต้หน้ากากสุดบันเทิงคือชีวิตเคล้าดราม่าของราชาแห่งแคตวอล์ก

 

“เจ็บปวดทุกครั้งที่ต้องเล่าเรื่องนี้ ผมเป็นคนฟิลิปปินส์ เราเกิดในครอบครัวที่มีพี่น้อง 4 คน เราเป็นคนน้องเล็กและถูกตั้งชื่อตามชื่อคุณพ่อ พ่อแม่คิดว่าเราเป็นแกะดำในครอบครัว พ่อไม่ชอบเราเอามากๆ เพราะท่านรับไม่ได้ที่มีลูกเป็นเกย์ แล้วเราก็ปิดบังตัวตนของเราไม่ได้ด้วย ตั้งแต่ปีแรกที่เข้าเรียนไฮสกูลเราก็รู้ตัวแล้วว่าเราเป็น พอชาวบ้านเขาเอาไปพูดกัน พ่อก็จะปฏิเสธเสียงแข็งทุกครั้งว่าลูกไม่ได้เป็นเกย์ แค่ชอบสุงสิงกับเด็กผู้หญิง พ่อแม่เรารับไม่ได้ทั้งคู่ ความทรงจำในวัยเด็กของเราคือประสบการณ์อันเลวร้าย เราถูกทำร้ายทั้งร่างกายและจิตใจต่อหน้าเพื่อนๆ คำหนึ่งที่พ่อแม่พูดกับเราแล้วเจ็บปวดที่สุดคือ ‘ฉันขอให้แกตายยังดีกว่ามีลูกเป็นเกย์’ คำนี้เจ็บปวดมาก เด็กที่โตมาในบ้านที่ถูกพ่อกับแม่ตัวเองเกลียดมันสาหัสมาก พอเรียนจบไฮสกูลเราก็เลยเลือกที่จะออกไปใช้ชีวิตด้วยตัวเอง”

 

“พอออกจากบ้านเราก็ย้ายมาอยู่กับญาติที่มะนิลา ตอนแรกเราคิดว่าประสบการณ์ที่เราเจอที่บ้านมันโหดร้ายแล้ว การมาอยู่มะนิลานี่ต่างหากที่ทำให้เราแกร่งของจริง เรามารู้เอาตอนมาถึงมะนิลาแล้ว ว่าญาติเราอาศัยอยู่ในกองขยะ ทุกเช้าเราจะตื่นมาเจอกับกองขยะกองใหญ่เท่าภูเขา ผมกับญาติก็จะเข้าไปเก็บพวกเศษอาหารต่างๆ มาปรุงเพื่อกินประทังชีวิต ซึ่งบอกตรงๆ ว่าสำหรับเราในตอนนั้นมันก็อร่อยพอใช้ได้นะ แล้วก็หาเงินด้วยการเก็บพวกขวดน้ำ กระป๋องน้ำพลาสติกต่างๆ ไปขาย เป็นช่วงชีวิตที่ลำบากยากแค้นมาก”

 

 

“ถึงชีวิตเราจะลำบากแค่ไหนแต่ก็ไม่มีสักนาทีที่เราจะท้อหรือหยุดฝัน เราฝันอยากมีชีวิตที่ดีและได้อยู่ในสังคมที่ผู้คนยอมรับเรา ในที่สุดก็มีผู้หญิงใจดีท่านหนึ่งให้โอกาสรับเราเป็นแม่บ้าน ตอนนั้นเราได้เรียนรู้หลายอย่างไล่ตั้งแต่การทำความสะอาดบ้าน ไปจนถึงการทำอาหาร เราเป็นแม่บ้านอยู่ประมาน 8 เดือน เพราะที่ฟิลิปปินส์ถ้าคุณเรียนไม่จบปริญญาตรีคุณแทบจะไม่มีโอกาสได้งานดีๆ เลย ตอนนั้นเราก็คิดว่าถึงเราจะเรียนมาไม่สูง แต่ถ้าเราใช้ชีวิตด้วยพลังบวก วันหนึ่งเราจะต้องประสบความสำเร็จ”

 

จุดเปลี่ยนของชีวิตคือวันที่พี่สาวโทรมาหา ตอนนั้นเราไม่รู้เลยว่าพี่สาวเราไปใช้ชีวิตอยู่ที่ลอนดอนตั้งแต่เมื่อไหร่เพราะเราไม่ได้ติดต่อกันมาเกือบ 6 ปีแล้ว อยู่ดีๆ พี่สาวโทรมาบอกว่าตามหาเรามานานแล้ว เขาอยากช่วยเรา อยากชวนเราย้ายไปอยู่กับเขาที่ลอนดอน ตอนนั้นเราดีใจจนบอกไม่ถูก ชีวิตเรากำลังจะก้าวไปอีกขั้น เราร้องไห้ออกมาเลย แต่เราไม่รู้เลยว่าในขณะที่พี่สาวเราโทรมานั้นพี่สาวเรากำลังป่วยหนัก จนมารู้ทีหลังว่าพี่สาวเราเป็นโรคไตเรื้อรัง และต้องการให้เราเอาไตให้ข้างหนึ่ง พี่สาวเราเอ่ยปากถามตรงๆ ว่าจะช่วยให้เรามาใช้ชีวิตอยู่ที่ลอนดอนแน่นอน แต่เขาก็อยากจะขอความช่วยเหลือเราครั้งใหญ่ในการบริจาคไตให้เขา เขาจำเป็นต้องใช้ไตของพี่น้องคนใดคนหนึ่งไม่อย่างนั้นเขาก็ไม่รอด เราไม่ลังเลเลยที่จะตอบตกลงเพราะเชื่อเสมอว่าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในชีวิตนี้ เราจะต้องช่วยเหลือคนในครอบครัว การมอบไตให้พี่สาวไม่ใช่เพื่อตัวเรา แล้วก็ไม่ใช่เพื่อพี่สาว แต่เพื่ออนาคตของหลานชาย (ลูกของพี่สาว) ที่จะได้เติบโตอย่างมีความสุขในครอบครัวที่มีพร้อมหน้าทั้งพ่อและแม่”

 


“หลังจากที่พี่สาวหายดีแล้ว ส่วนตัวเราเองก็พักฟื้นจนดีขึ้น เราก็ใช้ชีวิตอยู่ที่ลอนดอนต่อ ตอนนั้นเองที่เราได้พบกับอดีตสามีผู้เปลี่ยนชีวิตเราไปตลอดกาล การพบกันเปิดโอกาสให้ได้พบผู้คนใหม่ๆ ในสังคมใหม่ๆ เหมือนเป็นการเปิดประตูสู่โลกอีกใบ เริ่มทำงานเป็นพนักงานขายในร้านแฟชั่นแบรนด์ที่ลอนดอน ได้เรียนรู้ภาษาอังกฤษเป็นครั้งแรกเพราะก่อนหน้านั้นพูดได้แค่ 2 คำคือ Yes กับ No แต่ไหนแต่ไรเราชอบดูวิดีโอแฟชั่นโชว์มาก โดยเฉพาะแฟชั่นโชว์ชุดชั้นในวิกตอเรีย ซีเคร็ตนี่เป็นแฟนตัวยงเลย ประกวดมิสยูนิเวิร์สก็ชอบ ตั้งแต่เด็กๆ ก็จะชอบฝึกเดินแบบเหมือนในทีวี ช่วงอยู่ลอนดอนเวลาอยู่บ้านคนเดียวก็จะฝึกเดินหน้ากระจกแล้วก็รู้สึกว่า โอ้โหท่วงท่าของเรามันเป็นผู้หญิงมาก เคยพยายามเลียนแบบและอยากที่จะเป็นแบบเหล่านางฟ้าวิกตอเรีย ซีเคร็ต อย่างเช่น Alessandra Ambrosio เราชอบมาก แต่พอมองตัวเองในกระจกเรามองไม่เห็นความเป็นผู้หญิงจริงๆ ในนั้นเพราะเราเป็นผู้ชายตัวใหญ่มีกล้ามเบ้อเริ่ม ซึ่งเราก็มาคิดได้ว่านั่นแหละที่ทำให้เราพิเศษและแตกต่างจากคนอื่น เราก็มีแคตวอล์กในแบบของเราได้นี่นา

 

“เราก็เลยไปเรียนเดินแบบกับครูเลย พอได้ลองทำจริงๆ แล้วชอบมาก มันเป็นเหมือนชีวิตจิตใจ เรามีความสุขมาก เลยลองทำวิดีโอออกมาเล่นๆ ปรากฏว่ากลายเป็นคลิปไวรัลที่คนแชร์ต่อๆ กันและโด่งดังมาก ไม่ใช่แค่ในฟิลิปปินส์แต่เป็นระดับโลก ถึงขั้นมีรายการทีวีที่ฟิลิปปินส์ติดต่อมาชวนไปเป็นนักแสดง จนถึงตอนนี้เราเล่นหนังไปแล้ว 5 เรื่อง ซีรีย์อีก 2 เรื่อง ได้รับเชิญไปเดินแฟชั่นโชว์ที่ต่างประเทศอย่างสิงคโปร์ อินโดนีเซีย ไต้หวัน จีน และล่าสุดที่เมืองไทย (ซินอนยังแอบกระซิบด้วยว่าอยากมีบ้านที่เมืองไทยเพราะหลงรักคนไทยเป็นที่สุด) ทุกอย่างเหมือนฝัน ส่วนฉายา King of Catwalk นี่เราไม่ได้ตั้งขึ้นมาเองแต่เป็นฉายาที่สื่อระดับอินเตอร์ตั้งให้ เมื่อ 2 ปีที่แล้วตอนปล่อยวิดีโอออกมาใหม่ๆ Dailymail UK เอาเรื่องของเราไปลงข่าวแล้วก็ตั้งฉายาให้ว่า The King of The Catwalk หลังจากนั้นสื่ออื่นๆ ทั่วโลกก็พากันเรียกชื่อนี้หมด ซึ่งเราดีใจมาก”


“การเป็นนักแสดงสำหรับเราไม่ใช่แค่เพื่อตัวเอง ไม่ใช่แค่หน้าตาดี หรือหุ่นดี แต่ต้องมีจิตใจที่ดีที่อยากจะสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนอื่น อย่างเรามาจากครอบครัวที่ยากจนมาก มาได้ถึงจุดนี้ เราก็อยากจะเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนทุกคนที่มีความฝัน ช่วยให้ผู้คนมีความหวัง ซึ่งนี่เป็นหนึ่งในสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตเรา”

 

นอกเหนือจากนางฟ้าชุดชั้นใน และเวทีมิสยูนิเวิร์สแล้ว ซินอนยังเผยอีกหนึ่งแรงบันดาลใจในการเดินแบบว่า เขาเป็นแฟนคลับตัวยงของเวทีประกวดนางงามเวเนซูเอล่า “เอกลักษณ์การเดินของนางงามเวเนซูเอล่าเป็นอะไรที่เราชื่นชม นางงามแต่ละคนถูกฝึกมาอย่างดีและเดินได้อย่างมหัศจรรย์ จะเห็นว่าแต่ละคนเขามีความมั่นใจ และมีความสุข เหมือนกับเวทีนี้เป็นของฉัน ฉันมองไม่เห็นผู้เข้าประกวดคนไหนทั้งนั้น ทุกคนต้องจ้องมองที่ฉันคนเดียว แอตติจูดมันเป็นเราเลย หลายคนบอกว่าเดินแบบไม่เห็นยากก็แค่เดิน แต่มันไม่จริงเลย คุณต้องเรียน และต้องรู้ว่าจะเดินอย่างไร เราจะจัดระเบียบร่างกาย สะโพก มือ แขน ไหล่ ใบหน้า อย่างไรให้สวยและถูกต้อง มันไม่ง่ายนะโดยเฉพาะเมื่ออยู่บนส้นสูง ถ้าเราไม่รู้วิธีการเดินที่ถูกต้องเราจะบาดเจ็บได้”

 

“เราเริ่มจากคนที่ใส่ส้นสูงไม่เป็นเลย แล้วก็ขยับขึ้นมาเป็นส้น 2 นิ้ว 4 นิ้ว จนตอนนี้สามารถเดินบนส้นสูง 9 นิ้วได้โดยไม่รู้สึกอะไรเลย เดินได้สมูธ มีรองเท้าส้นสูงประมาน 30 คู่ ซึ่งหาได้เท่านี้ถือว่าเยอะแล้วเพราะไซส์เราหายากมาก ส้นสูงไซส์ 42 ไม่ค่อยมีใครทำ รองเท้าส้นสูงคู่แรกคือ 4 นิ้ว ซื้อเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ตอนนี้มันเยินหมดแต่เรายังเก็บไว้เพราะมันเป็นส่วนหนึ่งของวิดีโอแรกที่เปลี่ยนชีวิตไปตลอดกาล หลังๆ พอเราไปไหนก็จะได้ของขวัญเป็นรองเท้าจากแฟนๆ ในที่ต่างๆ ซึ่งทำให้เราแฮปปี้มาก”

“ด้วยรูปลักษณ์ของเราหลายคนไม่เข้าใจว่าคำจำกัดความของเราคืออะไรกันแน่ เพราะเราไม่ใช่สาวประเภทสอง แต่เราเป็นเกย์ที่แต่งตัวเป็นผู้หญิง ใส่ส้นสูง มีกล้าม (เข้ายิม 5 ครั้งต่อสัปดาห์) ไว้หนวด เดินแบบผู้หญิง แต่เราไม่แต่งหน้า และเราไม่ใช่ Drag ด้วย ดังนั้นทั้งหมดนี้คือตัวเรา คือสไตล์เฉพาะตัวของเราโดยไม่อิงกับคำจำกัดความที่เคยมีมา และมีเพียงเราคนเดียวเท่านั้น ณ โมเมนต์นี้เชื่อว่าไม่มีใครเหมือน”

“3 เดือนหลังการผ่าไตของผมและพี่สาว ผมก็ได้ข่าวจากทางฟิลิปปินส์ว่าพ่อเสียแล้ว แต่ทั้งเราและพี่สาวยังอยู่ในช่วงพักฟื้นจึงไม่สามารถบินไปร่วมงานศพได้ สิ่งหนึ่งที่เราเสียดายคือเรายังไม่เคยได้บอกพ่อเลยว่า “เราให้อภัยพ่อ” ส่วนหนึ่งเราต้องขอบคุณพ่อด้วยที่ทำให้เราเข้มแข็งและเป็นเราในวันนี้ ทุกครั้งที่มีคนทำร้ายเราเราจะบอกกับตัวเองว่านี่แหละคือแรงผลักดันขนานเยี่ยม อยากจะฝากถึงใครก็ตามไม่ว่าจะเป็นคนไทย หรือคนทั่วโลก ผมอยากให้คุณสร้างแรงบันดาลใจให้ตัวเองจากเรื่องราวของผม ผมมาจากศูนย์ ไม่มีอะไรเลย ถูกเกลียดชังจากครอบครัว หาของกินในกองขยะ เคยคิดจะฆ่าตัวตายเพราะรู้สึกว่าชีวิตเรามันน่าเศร้าเกินกว่าจะมีชีวิตต่อ แต่เราเชื่อเสมอว่าวันหนึ่งเราจะทำความฝันให้เป็นจริงให้ได้ เราไม่หยุดตามความฝัน แล้ววันนี้เราได้ใช้ชีวิตอย่างที่ฝันไว้ ดังนั้นพวกเธอจงลุกขึ้น อย่าหยุดเชื่อมั่นในตัวเองไม่ว่าชีวิตจะยากลำบากแค่ไหน สำคัญที่สุดคือภูมิใจในสิ่งที่ตัวเองเป็น คุณจะเป็นผู้ชาย ผู้หญิง จะเป็น LGBT จะยากจน จงภูมิใจกับมัน และจงอย่าอายที่จะเป็นตัวเอง” – Sinon Loresca, The King of The Catwalk

 

เรื่องและสัมภาษณ์: ปภัสรา นัฏสถาพร
ภาพ: สุดเขต จิ้วพานิช

คีย์เวิร์ด: Sinon Loresca Model Actor Interview Feature Exclusive Celebrity LGBT