FASHION

เปิดมุมมองเรื่องชุดเจ้าสาวของแบรนด์ L'Astelle ความใส่ใจที่เป็นมากกว่าแค่งานปัก

ชุดเจ้าสาวไม่ได้เป็นแค่ชุดสีขาวปักลูกไม้หรือเลื่อมแพรวพราวเท่านั้น เพราะฉากหลังของชุดเหล่านี้กลับอุดมไปด้วยความมุมานะ ความใส่ใจ รายละเอียด รวมไปถึงตัวตนและเอกลักษณ์ของตัวเจ้าสาวด้วยต่างหาก

แม้ว่าการแต่งงานในปัจจุบันจะไม่ใช่เรื่องสำคัญเทียบเท่ากับการใช้ชีวิตคู่อย่างไรให้อยู่ด้วยกันได้อย่างยั่งยืน หากก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าความฝันของหญิงสาวแทบจะทั่วโลกก็ยังต้องอยากที่จะได้สวมชุดเจ้าสาวในงานแต่งงานสักครั้ง หากชุดเจ้าสาวที่เรามองเห็นไม่ได้เป็นแค่ชุดสีขาวปักลูกไม้หรือเลื่อมแพรวพราวเท่านั้น เพราะฉากหลังของชุดเหล่านี้อุดมไปด้วยความมุมานะ ความใส่ใจ รายละเอียด รวมไปถึงตัวตนและเอกลักษณ์ของตัวเจ้าสาวเองด้วย นั่นคือเหตุผลว่าทำไมการทำชุดเจ้าสาวถึงได้มีราคาค่อนข้างสูง เพราะความสำคัญและคุณค่าที่ได้สวมใส่มันมากมายมหาศาล วันนี้โว้กได้โอกาสพิเศษที่จะพาแฟนๆ ไปทำความรู้จักกับแบรนด์ชุดเจ้าสาวอย่าง L'Astelle โดยมีคุณเจน-ทิพย์วิภา กิตติ์อัครานนท์ ดีไซเนอร์และเจ้าของแบรนด์ที่จะมาเล่าการเดินทางและเปิดมุมมองโลกใบใหม่ให้กับแฟนๆ กัน

ความเป็นลาสเทลคือการเน้นที่ฝีมือของงานปักและรายละเอียดในทุกๆ ขั้นตอนการทำชุด “เจนหลงใหลพวกงานรายละเอียด งานดีเทลมาก ยิ่งบวกกับความชอบในงานศิลปะด้วย ซึ่งเจนมีโอกาสศึกษาเรื่องแฟชั่นลึกลงไปเรื่อยๆ ถึงเรื่องการออกแบบเสื้อผ้าจากตอนเรียนที่ London College of Fashion ยิ่งได้ไปร่วมงานกับแบรนด์ Haute Couture ที่ประเทศอังกฤษยิ่งได้สัมผัสและใกล้ชิดกับงานระดับกูตูร์ และความประณีตซึ่งเราซึมซับมาตลอดจนเป็นตัวเจนไปแล้ว” ความประณีต รายละเอียดอันซับซ้อน และเทคนิคต่างๆ ถือเป็นหนึ่งในตัวตนของงานแฟชั่นชั้นสูงอย่าง โอต์ กูตูร์ ที่ฝั่งรากมาอย่างยาวนานทำให้งานทุกชิ้นที่ถูกออกแบบขึ้นจึงถูกเรียกว่าเป็นงานศิลปะที่มีคุณค่า “เปรียบเสมือนงานศิลปะชิ้นหนึ่งที่มีคุณค่ามากกว่าการเป็นแค่เสื้อผ้า” นี่คือสิ่งที่คุณเจนบอกกับโว้กประเทศไทย

หากการทำแฟชั่นชั้นสูงอย่างโอต กูตูร์ ไม่จำเป็นต้องเป็นชุดแต่งงานก็ได้แต่ลาสเทลมองกลับกัน “ชุดแต่งงานเป็นชุดที่ต้องให้ความสำคัญและใส่ใจในทุกๆ รายละเอียดไม่ว่าจะเป็นเรื่องเนื้อผ้า คัทติ้ง แพทเทิร์น แมททีเรียล รวมไปจนถึงดีเทลต่างๆ โดยเฉพาะงานปักที่แบรนด์ถนัด ซึ่งเจนเป็นคนชอบอะไรที่พิเศษอย่างงานที่ทำมาชิ้นเดียว งานที่มีเรื่องราวโดยเฉพาะ อย่างยิ่งชุดแต่งงานซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตผู้หญิงคนหนึ่ง ลาสเทลสามารถออกแบบชุดที่ช่วยปกปิดในส่วนที่ไม่มั่นใจ และเสริมในจุดที่มั่นใจให้ดูเด่นและสง่างามมากขึ้นได้” เมื่อรายละเอียดที่ถูกบรรจุลงไปบนชุดไม่เพียงแค่เล่าฝีมือการทำเท่านั้นแต่ยังเล่าเรื่องราวของเจ้าของชุดลงไปด้วย “มันเป็นงานที่จะกลายเป็นภาพจำไปตลอดชีวิต จึงควรจะเป็นอะไรที่พิเศษและไม่เหมือนใคร ชุดที่เราใส่ควรสะท้อนความเป็นเรา และต้องมีเรื่องราวของเราอยู่ในนั้น เจนเปรียบชุดแต่งงานให้เหมือนงานศิลปะชิ้นหนึ่งที่จะเล่าเรื่องราวการเดินทางของความรักหรือความเป็นตัวตนของเจ้าสาวคนนั้นให้ออกมา” สิ่งนี้ทำให้เราเห็นถึงความแตกต่างที่พิเศษมากๆ ในตัวของแบรนด์ที่ทำให้ลาสเทลนั้นโดดเด่นและสดใหม่อยู่เสมอ

 

เมื่อเราถามต่อเรื่องแรงบันดาลใจที่คุณเจนหยิบมาทำเป็นชุดแต่งงานมาจากไหน เพราะจากคอลเล็กชั่นที่เราเห็นค่อนข้างแตกต่าง “ได้มาจากตอนเดินทาง เพราะเจนชอบท่องเที่ยวมาก แรงบันดาลใจในการทำชุดส่วนใหญ่แล้วจะเป็นงานศิลปะ หรือสถาปัตยกรรมต่างๆ หรือแม้แต่ดีเทลในโบสถ์ก็ตาม ในขณะเดียวกันเจนบินไปที่โรงปักทุกๆ 1-3 เดือนเพื่ออัพเดตแบบ เทรนด์ และเทคนิคต่างๆ เสมอ ทำให้เรามีงานปักที่น่าสนใจและเทคนิคใหม่ๆ ตลอดเวลา รายละเอียดบนชุดที่ได้จึงแตกต่างกัน ชุดแต่งงานจึงเป็นลักษณะ Custom Made อย่างเดียว ดังนั้นกว่าเราจะส่งชุดไปปักที่ฝรั่งเศษก็จะต้องฟิตติ้งชุดจนพอดีแล้วเท่านั้นจึงตัดปัญหาเรื่องชุดไม่พอดีไปได้เลย”

ผู้หญิงทุกคนมีรูปร่างที่แตกต่างกัน แบรนด์ลาสเทลไม่ได้แค่คำนึงเรื่องความสวยงามของแบบชุดเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความมั่นใจที่หญิงสาวทุกคนจะต้องรู้สึกเมื่อได้สวมใส่มันด้วย “ไม่ได้มีแพทเทิรน์ที่ตายตัว เพราะเจนคำนึงถึงทุกๆ สัดส่วนในร่างกายของเจ้าสาวว่าจะใส่กระโปรงฟูหรือจะต้องใส่ทรงเข้ารูปถึงจะดีกว่า มันเกิดจากองค์ประกอบหลายๆ อย่างที่ต้องคำนึงและนำมาออกแบบให้เหมาะสมกับแต่ละคน เจนเองมีความเชื่อว่าผู้หญิงทุกคนมีจุดเด่นและเรื่องราวในตัวของตัวเองอยู่แล้ว เราแค่ช่วยเสริมจุดเด่นให้เขามั่นใจมากขึ้นเท่านั้น” แม้ว่าแบรนด์จะจัดการปัญหาภายในครบทุกมุมแบบไม่มีพลาดทั้งเรื่องการบริหารจัดการและการดีไซน์ แต่อย่างไรก็ตามที่ช่วงนี้เกิดปัญหาวิกฤตร้ายแรงขึ้นทั่วโลกที่ส่งผลกระทบไปทั่ว หนึ่งในธุรกิจที่โดนหางเลขไปด้วยก็คือธุรกิจออแกไนซ์หรือการจัดงานแต่งที่ลามไปถึงอีกหนึ่งเรื่องคือชุดแต่งงานของเจ้าสาว หากแบรนด์ลาสเทลและคุณเจนกลับรับมือกับเหตุการณ์นี้ได้อย่างอยู่หมัด

“ช่วงนี้ยังมีเจ้าสาวบางส่วนที่ต้องการจะเเต่งงานอยู่จึงเปลี่ยนมาจัดงานที่มีแค่คนในครอบครัว หรือจัดงานเล็กๆ แทน แต่ก็ยังต้องการความพิเศษและสวยงาม เราเลยออกแบบชุดแต่งงานเพิ่มเติมที่เหมาะกับจัดงานในบ้านหรืองานในสวน แต่ยังมีดีเทลและความพิเศษอยู่ในชุดที่เป็นชุดแต่งงานเบาๆ ภายในบ้านแบบสบายๆ” เรียกว่าแบรนด์จัดการกับปัญหา ณ ปัจจุบันได้อย่างดีเยี่ยมด้วยการเลือกที่จะ “ไม่หยุด” หากแต่ “ก้าวถอย” หนึ่งก้าวเพื่อปรับเปลี่ยนวิธีให้เหมาะสมกับสถาณการณ์มากขึ้น แต่แน่นอนว่าการก้าวถอยหลังครั้งนี้จะทำให้แบรนด์กลับมาอย่างมั่นคงและแข็งแกร่งมากกว่าเดิม เพราะโปรเจกต์ใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตเรียกว่าน่าตื่นเต้นไม่น้อยเลยทีเดียว “อยากจะให้คนรู้จักแบรนด์ในฐานะ Evening Wear Brand มากขึ้น อยากเป็น Go to Brand ให้กับลูกค้าจากทั่วโลก และอยากให้ลาสเทลเป็นแบรนด์ที่สไตลิสต์และดาราระดับโลกนึกถึงในโอกาสสำคัญอย่างงานพรมแดงต่างๆ”

ก้าวครั้งใหม่ของลาสเทลคือการสร้างภาพจำของแบรนด์ในครั้งที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม หลังจากที่เคยสร้างประวัติศาสตร์มาแล้วเมื่อแบรนด์ยกคอลเล็กชั่น Love Sonnet ที่ยกขบวนกันไปเดินเปิดตัวที่ InterContinental Paris Le Grand กรุงปารีส โดยครั้งนี้หัวเรือใหญ่อย่างคุณเจนจะพาแบรนด์ทอดสมอกันที่เมืองไหนอย่างไรก็จะต้องแตกต่างและสดใหม่อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนแน่นอน “โปรเจกต์ต่อไปเป็นโปรเจกต์ที่อยากจะสร้าง Branding ให้ชัดเจนมากขึ้น และแสดงให้เห็นว่าผู้หญิงในอุดมคติของลาสเทลเป็นผู้หญิงแบบไหน ทุกคนจะได้เห็นผู้หญิงที่เป็น Muse ของเเบนด์ลาสเทลจริงๆ” นี่คือสิ่งที่คุณเจนทิ้งท้ายไว้ให้เราติดตาม

 

เมื่อการสัมภาษณ์ครั้งนี้จบลงเราได้เห็นถึงตัวตนที่แตกต่างและโดดเด่นของแบรนด์ลาสเทลในแบบที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อน ความใส่ใจที่มากกว่าแค่รายละเอียดและความประณีต คือความต้องการให้ผู้หญิงสวยที่สุดในแบบตัวเองในวันที่สำคัญที่สุด ซึ่งนอกจากฝีมือการตัดเย็บและดีไซน์แล้วสิ่งที่สำคัญไม่น้อยไปกว่ากันเลยคือการที่แบรนด์เข้าใจตัวตนของลูกค้ามากน้อยแค่ไหนต่างหาก และเราพูดเลยว่าลาสเทลทำทุกอย่างที่พูดมาได้ครบหมดจริงๆ ปลายทางต่อไปของแบรนด์จะไปหยุดที่ตรงไหนและจะเติบโตขึ้นในทิศทางใด ให้รอติดตามชมก้าวสำคัญของ L'Astelle ไว้ได้เลย

 

คีย์เวิร์ด: L'Astelle Interview