FASHION

ยุคนี้เป็นของเธอ! Kaia Gerber กับการค้นพบความเชื่อมั่นในตนเองและในวงการแฟชั่น

Prime Time นางแบบดาวรุ่ง Kaia Gerber เล่าถึงครั้งที่เธอค้นพบความเชื่อมั่นในตัวเอง และตั้งหลักได้ในวงการแฟชั่นที่กำลังเปลี่ยนแปลง

 

ฉันโตมาในโลกของนางแบบและแฟชั่น...ตั้งแต่จำความได้ก็คุ้นเคยกับวงการนี้มาตลอด เด็กคนอื่นมีหนังสือภาพกัน ส่วนฉันมีหนังสือรวมภาพถ่าย ผนังห้องฉันแขวนภาพพอร์เทรตฝีมือ Herb Ritts ส่วนเรื่องที่ว่าจริงๆ แล้วนางแบบทำงานอะไรกัน เป็นคอนเซปต์ที่เด็กยากจะเข้าใจ

 

แม่ฉัน (Cindy Crawford) จะแยกเด็ดขาดระหว่างชีวิตส่วนตัวกับงานเพื่อสุขภาพจิตที่ดี แม่จะทิ้งงานไว้ที่สตูดิโอ สิ่งแรกที่แม่ทำทันทีที่กลับถึงบ้านคือขึ้นไปข้างบน ล้างเครื่องสำอาง ถอดขนตาปลอม ล้างทุกอย่างออก เวลาอยู่บ้านแม่เป็นแม่อย่างเดียว และฉันก็รู้สึกขอบคุณแม่มาตลอดที่ท่านเป็นแบบนี้ ฉันเพิ่งมาเข้าใจจริงๆ ว่าแม่ทำงานอะไรก็เมื่อได้เห็นแม่ทำงาน ฉันไม่รู้ว่า Naomi Campbell ทำงานอะไร รู้แค่ว่าเธอเป็นเพื่อนแม่ และนางแบบก็คือคน หลังจากนั้นอีกนานถึงจะเข้าใจทุกคนในฐานะนางแบบ

ภาพ: Kaia Gerber เดินแบบครั้งแรกที่โชว์ Calvin Klein 

ในที่สุดฉันก็เริ่มสนใจการเป็นนางแบบ ฉันเซ็นสัญญากับเอเจนซีเมื่ออายุ 13 และเริ่มรับงานเล็กๆ ถึงแม้จะเข้าวงการตั้งแต่อายุยังน้อย แต่ฉันอยู่ในฐานะที่แปลกกว่าคนทั่วไป เพราะกว่าฉันจะอายุเท่านั้น วงการนางแบบก็ไม่ใช่โลกที่แปลกแตกต่างสำหรับฉันแล้ว ฉันเข้าวงการมาพร้อมกับความรู้ที่ได้รับจากแม่ ซึ่งเป็นสิ่งที่เด็กผู้หญิงส่วนใหญ่ไม่ได้รับ (ฉันรู้สึกชื่นชมเด็กสาวที่กล้าหาญเข้าวงการมาโดยไม่มีความเข้าใจแบบนี้มาก่อน) แน่นอนว่ามีหลายสิ่งหลายอย่างที่เรียนรู้ได้จากประสบการณ์ตรงเท่านั้น แต่ฉันได้ความมั่นใจจากการรู้จักเส้นทางที่ตัวเองกำลังจะเดิน นอกจากนี้งานที่ทำในช่วงแรกๆ ส่วนใหญ่ก็มีคนในครอบครัวร่วมอยู่ด้วย หรือไม่ก็ช่างภาพไม่ใช่คนแปลกหน้าที่ไหน ฉันรู้สึกปลอดภัยและได้รับการปกป้อง ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด แน่นอนว่าด้วยอายุเท่านั้นย่อมมีขอบเขตในการทำงาน ยกตัวอย่างจะเดินทางโดยไม่มีผู้ใหญ่ไปด้วยไม่ได้ ฉันชะลอการเดินแบบไว้จนกระทั่งรู้สึกว่าตัวเองมั่นใจพอและทัศนคติพร้อมสำหรับตารางงานที่แน่นขนาดนั้น

 

ฉันเดินแบบครั้งแรกตอนอายุ 16 ในโชว์ฤดูใบไม้ผลิที่ Raf Somins ออกแบบให้ Calvin Klein การเดินแบบเป็นอะไรที่แปลกมาก เพราะถึงเราจะเดินอยู่ทุกวัน แต่พอใส่เสื้อผ้าดีไซเนอร์และมีคนมองมากกว่าปกติ เราก็อาจจะสูญเสียความสามารถตามธรรมชาตินั้นไป ฉันจำได้ว่าเห็นพี่ Presley นั่งอยู่แถวหน้าสุด เป็นกำลังใจจากคนที่รักซึ่งกำลังต้องการพอดี

 

ตั้งแต่นั้นมาฉันเดินแบบทุกซีซั่น แต่ไม่ค่อยได้ลงนิตยสารแฟชั่นเท่าไรนักจนวันนี้ หลังจากฉันเดินแบบงานแรกไม่นาน โว้กและสื่อสิ่งพิมพ์อื่นๆ ก็ตั้งกฎใหม่ว่าด้วยการจำกัดอายุผู้ที่จะทำงานในวงการ หลักๆ เลยคือห้ามนางแบบนายแบบอายุต่ำกว่า 18 ถ่ายลงหน้าเอดิทอเรียล และเรียกร้องให้สื่ออื่นในวงการมาร่วมแรงร่วมใจกันด้วย กฎเหล่านี้ตั้งขึ้นในช่วงที่วงการแฟชั่นเริ่มหันมาให้ความสนใจกับประเด็นการคุกคามและทำร้ายทางเพศ ท่ามกลางกระแสความเคลื่อนไหว #MeToo และ Time’s Up นางแบบเริ่มกล้าที่จะพูด และออกมาพูดให้คนรับรู้ว่าวงการเราก็เจอปัญหาเดียวกัน และไม่ใช่แค่วงการเราเท่านั้น แต่ทุกวงการเลยก็ว่าได้ ทุกคนควรได้รับการให้เกียรติ มีความปลอดภัยในที่ทำงาน ไม่ว่าจะอยู่ในตำแหน่งฐานะอะไร ดังนั้นถึงแม้กฎใหม่เหล่านี้จะสร้างข้อจำกัดในการทำงาน แต่ฉันไม่ได้รู้สึกต่อต้านเลยแม้แต่นิดเดียว เพราะมันส่งผลดีต่อวงการหลายแง่ ทำให้รู้สึกว่าทุกคนได้รับการปกป้องมากขึ้น เสียงของเรามีคนได้ยินแล้วก็ได้รับการส่งเสริมสนับสนุนด้วย

พอเข้ามาเป็นนางแบบได้ไม่นาน ฉันก็สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงทางบวกอีกหลายอย่าง ไม่ว่าจะในงานแฟชั่นโชว์หรือการถ่ายแบบ ทุกคนที่เกี่ยวข้องต่างตระหนักเรื่องความสบายใจในการทำงาน มีการสื่อสารอย่างเปิดเผยมากขึ้น ในวงการที่มีคนถูกเนื้อต้องตัวเราตลอดเวลาอย่างนี้ แม้แต่สิ่งเล็กๆ น้อยๆ ก็มีความสำคัญ อย่างเวลามีคนถามว่า “ขอฉันปลดกระดุมเสื้อเธอได้ไหม” หรือ “ขอจับชายเสื้อเธอใส่ในกระโปรงได้ไหม” เพราะเมื่อเรารู้สึกสบายใจและปลอดภัย งานจะออกมาดี งานศิลปะที่ดีที่สุดจะเกิดขึ้นในพื้นที่ที่ทุกคนรู้สึกมีอิสระ เป็นตัวของตัวเองได้

 

ตลอดชีวิตการทำงานที่ผ่านมาฉันเป็นเด็กอายุน้อยที่สุดในห้องเสมอ ทุกวันนี้ก็ยังอยู่ในฐานะนี้ แต่มันไม่ได้ทำให้ฉันรู้สึกว่าตัวเองด้อยกว่าคนอื่นเลย พ่อแม่ฉันไม่เคยให้ไปนั่ง “โต๊ะเด็ก” และไม่เคยกันพี่กับฉันออกไปนอกวงเพราะว่าเราเป็นเด็ก เวลามีเพื่อนมาที่บ้าน เราจะได้ร่วมวงด้วย พ่อแม่อยากให้เราคุยกับคนที่นั่งติดกับเรา ไม่ว่าเขาจะอายุเท่าไร และฉันว่าตรงนี้ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ฉันได้มาก

 

ฤดูใบไม้ร่วงที่ผ่านมาถือเป็นซีซั่นที่ 5 ของฉันในวงการแฟชั่น อาชีพนางแบบเป็นสิ่งหนึ่งที่เชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างฉันกับแม่ และยังมีอะไรต่อมิอะไรอีกหลายอย่าง เมื่อก่อนฉันไม่รู้ว่าจะถามอะไรแม่ จนเข้ามาอยู่ในโลกที่แม่รอบรู้เป็นอย่างมาก (เรื่องนี้ทำให้เกิดโมเมนต์ตลกๆ อย่างช่วงแรกๆ เวลาฉันบ่นเรื่องนั้นเรื่องนี้ให้แม่ฟัง แม่จะบอกแค่ว่า “แม่ทำงานนี้มานานแล้ว...ทำแบบนี้ไม่เวิร์กหรอก”)

 

ถึงแม่จะให้ความเข้าใจเชิงลึกกับฉันมากแค่ไหน ก็ยังมีบางอย่างที่ฉันต้องสัมผัสด้วยตัวเอง วันนี้วงการเปลี่ยนไปมาก อย่างหนึ่งคือโซเชียลมีเดียเข้ามาพลิกโฉมการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างนางแบบกับโลก เรามีช่องทางแชร์เสียงของเรา รวมทั้งสนับสนุนคนอื่นที่ทำอย่างเดียวกันด้วย

 

นอกจากนี้โซเชียลมีเดียยังเข้ามาเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อนางแบบของคนทั้งโลกที่เคยมองกันว่านางแบบเป็นความเพ้อฝันที่แยกออกไปจากโลกแห่งความจริง เวทมนตร์ตรงนั้นเสื่อมความขลังลงไปบ้าง แต่ฉันก็เชื่อว่าดีแล้วที่เป็นอย่างนั้น ฉันว่ามันดีที่เราได้เห็นทุกคนในแบบหน้าสด เด็กผู้หญิงจะได้รู้ว่านางแบบก็ไม่ได้สวยเป๊ะตลอดนะ

 

เราจะได้เห็นกันว่าสิ่งเหล่านี้มีผลอย่างไรต่ออาชีพนางแบบ คนรุ่นฉันอาจจะเป็นหนูทดลองในแง่นี้ เพราะต่อไปเราจะได้รู้ว่าการที่เส้นแบ่งระหว่างโลกแฟนตาซีกับชีวิตจริงทลายลง ในที่สุดแล้วมีความหมายอย่างไร แต่สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับฉันคือการศึกษา ไม่ว่าจะในห้องเรียนหรือนอกห้องเรียน ฉันเรียนจบมัธยมก่อนกำหนด มีหน่วยกิตเพียงพอที่จะเรียนต่อมหาวิทยาลัยได้ในอนาคต แต่ขณะเดียวกันฉันก็ได้เรียนรู้อะไรมากมายเกินกว่าที่เคยคิด ทั้งตอนอยู่หน้ากล้องและหลังกล้อง

ภาพ: การรวมตัวกันของเหล่าสุดยอดนางแบบที่โชว์ Versace (จากซ้าย) Carla Bruni, Claudia Schiffer, Naomi Campbell, Cindy Crowford และ Helena Christensen

ถ้าดูตัวอย่างจากแม่ อาชีพนางแบบเหมือนจะมีความยั่งยืนกว่าเดิม ทุกวันนี้แม่ยังมีส่วนร่วมในวงการไม่ต่างจากในยุค 1990 มันเป็นอะไรที่เหนือจริงที่ได้เห็นโมเมนต์เด่นๆ เชิงวัฒนธรรมจากทศวรรษนั้น อย่างการเต้นโว้กหรือ RuPaul ก็วนกลับมาอีกครั้ง ฉันรู้สึกปลาบปลื้มมากตอนไปเดินโชว์ฤดูใบไม้ผลิ 2018 ของ Versace ก่อน Donatella (Versace) จะจัดรวมรุ่นซูเปอร์โมเดลมาเซอร์ไพรส์วงการไม่นาน เธอส่งแม่ฉัน นาโอมิ แคมป์เบลล์, Claudia Schiffer, Helena Christensen และ Carla Bruni ออกมาเดินชุดฟินาเล่ นั่นเป็นครั้งแรกที่ฉันเข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงความสำคัญและอิทธิพลของผู้หญิงกลุ่มนี้ตั้งแต่ยุคนั้นจนมาถึงยุคนี้ ฉันรู้สึกโชคดีมากที่ได้รับโอกาสที่หาได้ยากให้ทำงานร่วมกับแม่ บ้านที่ฉันเคยอยู่สมัยเด็กๆ มีภาพพอร์เทรตฝีมือเฮิร์บ ริตส์แขวนอยู่ เป็นภาพสุดยอดนางแบบกลุ่มนี้เปลือยกายยืนกอดกัน ตอนเป็นเด็กฉันเข้าใจแค่ว่านางแบบเหล่านี้มีอิทธิพลต่อฉันอย่างไร ไม่ได้คิดไปถึงว่าพวกเธอมีอิทธิพลต่อวัฒนธรรมของโลกที่ฉันกำลังจะก้าวเข้าไปสัมผัส เมื่อม่านบนเวทีโชว์เวอร์ซาเช่เปิดในตอนท้าย พวกเธอยืนกันอยู่พร้อมหน้า ทุกคนหลังเวทีต่างส่งเสียงเชียร์แล้วก็น้ำตาไหล ฉันก็เหมือนกัน...ในที่สุดฉันก็เข้าใจ

ภาพ: คู่แม่ลูกเมื่อครั้ง Kaia Gerber ขึ้นรับรางวัล "นางแบบประจำปี" ที่งาน Fashion Award 2018 ประเทศอังกฤษ

ตั้งแต่วันแรกที่เข้าวงการ คนมักจะตะลึงกับความเหมือนของฉันกับแม่ ยิ่งอายุมากขึ้นฉันก็ยิ่งเจอแบบนี้บ่อย และไม่ใช่แค่หน้าตานะ แม้แต่กิริยาท่าทางกับเสียงพูดก็เหมือน เมื่อก่อนฉันมองอย่างไรก็ไม่เหมือน แต่เดี๋ยวนี้เวลาดูรูปจะต้องใช้เวลานิดหนึ่งถึงจะบอกได้ว่าเป็นรูปแม่หรือรูปฉัน แต่คำชมที่น่าภูมิใจที่สุดคือ “ฉันทำตัวเหมือนแม่” เพราะนอกจากความสวยและมีเสน่ห์แล้ว แม่ยังเป็นฮีโร่และต้นแบบของฉันด้วยในเรื่องการปฏิบัติต่อผู้อื่นและการมองโลกผ่านเลนส์เฉพาะของแม่ ฉันรู้สึกว่าแม่มีบุญคุณกับฉันมากเหลือเกิน ถ้าคุณยังแยกเรา 2 คนไม่ออก จะบอกให้ว่าแม่คือคนที่มีไฝไงล่ะ

 

เรื่อง: Abby Aguirre

แปลและเรียบเรียง: วิริยา สังขนิยม

ภาพ: Mikael Jansson

 

 

คีย์เวิร์ด: Kaia Gerber Model Cindy Crowford