FASHION

เปิดคลังสมบัติแห่งใหม่ของ Gucci ในเมืองฟลอเรนซ์กับ Alessandro Michele

ชมเบื้องหลังของพิพิธภัณฑ์ที่มีมูลค่าทางประวัติศาสตร์อย่างมหาศาลของแบรนด์ Gucci

Alessandro Michele แห่ง Gucci ได้กล่าวไว้ว่า กรุที่เก็บงานศิลป์เปรียมเสมือนสิ่งมีชีวิต ไม่ใช่สุสานหรือช่องแช่แข็งที่เอาซากประวัติศาสตร์ของแบรนด์ไปแช่แข็งหรือดองเอาไว้ Michele เป็นนักสะสมสิ่งของทางโบราณคดีที่มีความรู้และพิถีพิถันในการคัดสรร และการโต้ตอบกับอดีตของเขาก็มีอิทธิพลต่อผลงานที่เขารังสรรค์ให้กับกุชชี่ ซึ่งเพิ่งจะได้ฉลองอายุครบ 100 ปีในปีนี้ เนื่องในโอกาสนี้ กุชชี่ก็ได้จรดลูกเชอร์รี่บนยอดเค้กวันเกิดของตัวเองด้วยการเปิดพิพิธภัณฑ์แห่งใหม่ในนครฟลอเรนซ์ คลังแห่งนี้ได้ที่พักพิงอยู่ใน Palazzo Settimanni หนึ่งในสถาปัตยกรรมชิ้นเอกแห่งยุคเรอเนสซองส์ซึ่งตั้งตระหง่านอยู่ในย่านที่เปี่ยมด้วยชีวิตชีวาอย่าง Santo Spirito ในจตุรัส Oltrarno  อาคารแห่งนี้ได้รับการบูรณะให้กลับสู่ความงามดั่งเดิมเพื่อเป็นบ้านหลังใหม่ให้กับคอลเล็กชั่นต่างๆ ของแบรนด์นี้

 

กุชชี่ได้ซื้อปราสาท Palazzo Settimanni ในปี 1953 ตลอดหลายปีที่ผ่านมาอาคารนี้ทำหน้าที่เป็นโรงงาน เวิร์คช็อป และโชว์รูม แต่ในวันนี้ทั้ง 5 ชั้นของตึกได้กลายเป็นที่จัดแสดงกระเป๋าหูจับไม้ไผ่ในตำนานและแจ๊คกี้ที่เรียงกันเป็นแถว กระเป๋าเดินทางอันหรูหราจากช่วงปี 30 ปี 40 และปี 50 ไอเทมไลฟ์สไตล์ที่ดูแปลกตา ผ้าพันคอสี่เหลี่ยมรุ่น Flora อันโด่งดังซึ่งมีภาพวาดมือที่นักวาดภาพประกอบมือทองอย่าง Vittorio Accornero และแน่นอนว่าต้องมีผลงานอันตระการตาที่มิเคเล่ได้รังสรรค์ให้กับดาวเด่นผู้โด่งดังอย่าง Björk และ Florence Welch

 

ทุกสิ่งที่ออกปรากฎตัวในอาคารแห่งนี้เพื่อสร้างความเพลิดเพลินใจถูกคัดสรรโดย  Valerie Steele แห่ง FIT แต่จิตวิญญาณอันโดดเด่นของมิเคเล่ก็ยังคงสิงสู่อยู่ในพื้นที่นี้ เขาดูสนุกสนานกับบรรยากาศอันหรูหราในแบบเรอเนสซองส์ซึ่งหาได้ยาก อย่างไรก็ดี เมื่อประวัติศาสตร์ถูกตั้งคำถามและมรดกของแบรนด์ถูกตรวจสอบ บางครั้งก็ได้รับการเฉลิมฉลอง บางครั้งก็ถูกละเลยหรือปล่อยให้ลบเลือนไป การมีกรุพิพิธภัณฑ์จึงเป็นสิ่งที่มีความหมายมหาศาล  ฉันได้มีโอกาสพูดคุยกับมิเคเล่เรื่องชีวิตอันแสนลึกลับของสิ่งของต่างๆ ลักษณะที่คล้ายคนทรงเจ้าของ Tilda Swinton เหล่าตุ๊กตาหมีหลายต่อหลายตัวที่อาศัยอยู่ในวัยเด็กของเขา และสิ่งอื่นๆ อีกมากมาย

คุณทำให้พิพิธภัณฑ์แห่งนี้มีชีวิตขึ้นมาได้อย่างไร

Alessandro Michele: ตอนที่ผมเข้ามารับตำแหน่งที่กุชชี่ ปราสาทแห่งนี้ถูกปิดไว้ให้หลับไหล ไม่มีใครทราบว่าควรจะทำอย่างไรกับมันดี มีความเข้าใจผิดกันระหว่างตัวบริษัทและพื้นที่อันแสนวิจิตรแห่งนี้ เหมือนเราเอาภาพวาดของ Caravaggio แขวนไว้เหนือโซฟาที่บ้านแล้วคิดไปเองว่าเป็นแค่ของก๊อปฯ แต่ที่แท้เป็นของจริง ตอนที่ผมเข้ามาเป็นผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ Marco Bizzarri ถามผมว่าผมอยากทำอะไรกับมันหรือเปล่า ผมรอคำถามนี้มานานแล้ว ผมจึงเริ่มซ่อมแซมและคืนเกียรติยศเดิมให้กับมัน ที่แห่งนี้เป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ เพราะเราเรียกได้ว่าที่นี่เป็นสถานที่ซึ่งจุดประกายไฟในตัว Gucci เลยทีเดียว เขาซื้ออาคารแห่งนี้ในปี 1953 และจากนั้นเขาก็เปลี่ยนปราสาทแห่งนี้จากการเป็นที่ซึ่งมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์และเคยเป็นแต่ที่อยู่ของครอบครัวขุนนางชาวฟลอเรนซ์ให้กลายเป็นเวิร์คช็อปผลิตเครื่องหนัง ซึ่งเป็นสิ่งที่ใหม่มากสำหรับยุคนั้น แต่ตอนนี้อาจเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้ว สิ่งที่ดูคล้ายเป็นการตบหน้าสังคมฉาดใหญ่ในตอนนั้นแท้จริงแล้วเป็นความคิดที่ฉลาดมากทีเดียว ความคิดที่ว่าอดีตไม่ใช่สิ่งที่ซังกะตาย ไร้ชีวิต หรือแตะต้องไม่ได้ การเข้าปฏิบัติการในปาลาสโซ่ครั้งนั้นยังเป็นการเติมชีวิตชีวาให้กับย่าน Santo Spirito อันแสนโบราณซึ่งเต็มไปด้วยช่างฝีมือ ช่างตี ช่างเชื่อม ช่างไม้ และช่างทอง เพราะสะพาน Ponte Vecchio อยู่ห่างไปจากเราเพียงไม่กี่ก้าว ที่นี่จึงเป็นคล้าย Silicon Valley แห่งยุคนั้น การได้บูรณะอาคารนี้สำหรับผมเป็นความสนุกสนานเพลิดเพลินใจที่สุด เพราะผมเป็นนักสะสมและอนุรักษ์ของโบราณ และเป็นนักไตร่ตรองด้วย ผมได้ร่วมช่วยสร้างโครงเปลือกที่โอบอุ้มสิ่งสวยงามเหล่านี้ให้ผู้คนได้เชยชมในขณะที่เวลาเลื่อนไหลผ่านไป 

 

การบูรณะที่แห่งนี้ดูคล้ายเป็นแรงงานแห่งความรัก

A.M.: ใช่แน่ครับ เราได้ปอกเปลือกที่บดบังความงามของอาคารนี้ในฐานะภาชนะรองรับประวัติศาสตร์ด้วยเทคนิกการลอกสีที่นักโบราณคดีใช้กันเพื่อลอกสีที่ทับจิตรกรรมเฟรสโก้โบราณที่ละชั้นๆ อย่างประณีต เทคนิคนี้ชื่อว่า descialbatura เรานำสิ่งของที่ดูแปลกตา (grottesche) ข้ามเวลากลับมาจากช่วงศตวรรษที่ 16 ถึง 18 อาคารแห่งนี้เริ่มพูดคุยกับเรา เขาเริ่มมีซุ่มเสียงมากขึ้น คงเป็นเสียงที่เขาเคยมีตั้งแต่ตอนที่เขาถูกสร้างน่ะครับ และในที่สุดเราก็ได้พากระเป๋ากลับบ้าน กลับเข้าที่ที่ควรอยู่ เราได้ส่งพวกมันเข้านอนในบ้านเกิด มันรู้สึกดีมากเลยครับ เป็นการกระทำเพื่อแสดงความรักที่เรามีต่อแบรนด์ ต่อภารกิจที่กระเป๋าเหล่านี้ได้ปฏิบัติมาในอดีต ต่อเหล่าสตรีที่ถือพวกมันไปมาและพาพวกมันไปเที่ยวในต่างแดนอันไกลโพ้น ตอนนี้พวกมันก็ได้พักผ่อนในกล่องบุผ้าลินินอย่างสงบสุข บางทีผมก็อยากจะมีกล่องแบบนี้ไว้ให้กระเป๋าในตู้เสื้อผ้าของผมบ้าง

ฉันเดาว่าการเฉลิมฉลอง 100 ปีของ Gucci ด้วยการเปิดพื้นที่อันอุดมไปด้วยประวัติศาสตร์เช่นนี้น่าจะมีความหมายที่พิเศษมากสำหรับคุณ

A.M.: เมื่อหกปีที่แล้วตอนที่ผมเข้ารับตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ที่นี่ เราไม่มีเวลาที่จะมาห่วงเรื่องการเก็บของเก่าพวกนี้เลย มีอะไรต้องทำมากมาย ตอนนั้น Palazzo Settimanni ต้องรอไปก่อนเราจึงปิดที่นี้ไว้ ซึ่งผมก็คิดว่าเป็นสิ่งที่สวยงามนะ ที่แห่งนี้รอพวกเราอย่างใจเย็นให้พวกเรามีเวลา มีพลังงาน และมีความสนใจที่จะดูแลมัน และตอนนี้มันก็ช่างสวยงามเหลือเกิน มันเป็นที่ๆ เต็มไปด้วยความทรงจำดีๆ แค่เดินเข้ามาก็รู้สึกได้แล้ว นอกจากนั้นมันยังเป็นผู้ส่งสารที่ดีให้กับฟลอเรนส์​และแค้วนทัสคานี เป็นสารที่กล่าวถึงยุคเรอเนอซองส์ในฟลอเรนซ์มากพอสมควรเลย และมันนำมาซึ่งสิ่งต่างๆ ที่มากว่าที่เราคิดไว้ ไม่ได้ออกมาเป็นเพียงทัศนภาษาของตะวันตก มุมมองนี้ไม่ได้เป็นแรงบันดาลใจในการสร้างเพียงหนังหรือภาพยนตร์เท่านั้น แต่เป็นการสร้างอะไรอีกมากมายที่ยิ่งใหญ่ เป็นสิ่งที่แอบซ่อนไว้ อยู่ใต้ดิน เราแทบจะไม่รู้เลยว่ามันมีอยู่ แต่มันยิ่งใหญ่มากจริงๆ

 

แน่นอนว่าพื้นที่แห่งนี้ให้ความรู้สึกที่สงบสุขและสวยงาม ซึ่งใกล้เคียงกับแนวคิดของยุคเรอเนสซองส์ที่ให้ความสำคัญกับความงามและความสมดุล การเข้ามาในนี้เปรียบคล้ายกับการเดินเข้าไปในบ้านที่ต้อนรับเราเป็นอย่างดี ไม่ใช่เดินเข้าไปในธนาคารเพื่อมาตามนัด หรือการเข้าไปในพื้นที่ๆ ถูกฆ่าเชื้อโรคให้สะอาดจนเกลี้ยง เหมือนความรู้สึกที่ได้จากกรุพิพิธภัณฑ์ของแบรนด์อื่นๆ ที่ฉันเคยมีโอกาสได้เข้าไปเยี่ยมชมมา

A.M.: การทำงานของเราค่อนข้างใกล้ชิดกับสถานที่ ผมคุ้นเคยกับการสะสมของต่างๆ แต่ไม่ปล่อยให้ของเหล่านั้นตายไป บ้านของผมเต็มไปด้วยของที่ดูไร้ประโยชน์ซึ่งสามารถจัดอยู่ในบรรดาสรรพสิ่งที่สามารถปล่อยให้ตายได้โดยที่ไม่มีใครนึกถึง ซึ่งเป็นคนละกรณีกับของในกรุนี้ซึ่งเป็นสิ่งที่สร้างขึ้นจากความรัก คล้ายเวลาที่ผมต้อนรับสิ่งสวยงามเข้ามาในบ้านซึ่งจะช่วยให้ผมมีชีวิตรอดได้ดีขึ้น คือผมได้มีชีวิตผ่านของพวกนั้นนะไม่ใช่ในทางกลับกัน ผมเข้าในว่ามันเป็นความแตกต่างที่น้อยมาก แต่ผมว่ามันสำคัญที่จะเข้าใจมุมมองการเลือกสรรของผมที่ทำให้กับที่นี่ มันเป็นมุมมองแบบมนุษยนิยม ผมมอบชีวิตให้กับมันประหนึ่งว่ามันเป็นบ้านหลังหนึ่งที่มีห้องหับที่ได้รับการปฏิสังขรณ์จนสมบูรณ์ ผมอยากให้สิ่งของที่อยู่ที่นี่มีชีวิตอยู่อย่างสบายอกสบายใจ  ตอนที่ผมเด็กๆ ผมดูแลตุ๊กตาหมีทุกตัวของผมอย่างดีมากถึงแม้ว่าผมจะมีอาการภูมิแพ้พออยู่ใกล้มันทุกตัวเลย ทุกๆ คืนแต่ละตัวจะได้ผลัดกันมานอนกับผม พวกมันนั่งเรียงกันบนโต๊ะข้างเตียงเล็กๆ และแต่ละตัวจะมีผ้าห่มเป็นของตัวเอง ผมอยากให้ทุกตัวรู้สึกดีและสบาย ผมมองว่าสิ่งของมีชีวิต เสมือนหนึ่งว่าเป็นรูปเคารพที่มาจากโลกที่เก่าแก่โบราณ ผมจึงต้องการให้ทุกสิ่งรู้สึกดีหรือรู้สึกสบาย และสำหรับของที่อยู่ที่นี่ นี่คือบ้านของพวกมัน คล้ายว่าพวกมันก็เป็นของเล่นที่ควรคู่กับการได้รับความเงียบสงบในชีวิต ทุกครั้งที่ผมมาที่นี่ผมชอบเปิดกล่องลินินสักหนึ่งกล่องแล้วปลุกกระเป๋าสักใบหนึ่งขึ้นมาจากการหลับไหลเพื่อพามันออกมาเดินเล่น สำหรับผมแล้วมีส่วนประกอบสำคัญบางอย่างอยู่ในสิ่งของที่มาจากอดีต โดยเฉพาะในสิ่งของทั่วไปที่ใช้ทุกวัน กระเป๋าถือว่าเป็นภาชนะ เป็นสิ่งที่รองรับประสบการณ์ของเรา พวกมันขึ้นเครื่องบินไปกับเรา เช็คอินที่โรงแรมเดียวกับเรา พวกมันได้เห็นความรักจบลง เห็นการแต่งงาน เห็นการหย่าร้าง มันก็เป็นสิ่งมีชีวิตอย่างหนึ่ง คนที่คิดว่าสิ่งของไม่มีชีวิตกำลังพลาดความจริงบางอันยิ่งใหญ่บางอย่างไป ถึงแม้ว่ามันจะเป็นเรื่องที่ลึกลับมากก็ตาม

ห้องในปาลาสโซ่แห่งนี้มีชื่อเรียกที่ดูแปลกประหลาดแต่น่าพิศวงอย่างเช่น Serapis, Hortus Deliciarum, Ganimede’s Meadow, Maison de l’Amour ชื่อเหล่านี้มาจากไหน

A.M. ชื่อเล่นเหล่านี้ไม่ได้มีจุดเชื่อมโยงโดยตรงเข้ากับคำอธิบายทางแฟชั่น ถึงแม้ผมเองจะเชื่อว่าทุกอย่างมีความเกี่ยวเนื่องกับแฟชั่น เพราะว่าแฟชั่นคือชีวิต บางชื่อตั้งตามสถาที่ต่างๆ ในฟลอเรนซ์ บางชื่อเป็นชื่อของสวนผักและส่วนพฤกษชาติที่ยังมีอยู่ ชื่อบางชื่อก็มาจากภาษากรีกโบราณซึ่งอาจเตือนให้เรานึกถึงที่แปลกๆ ชื่อเหล่านี้มีความหมายแห่งการเดินทางซ่อนเร้นอยู่ พวกมันปล่อยกลิ่นอายเวทมนต์แห่งปกรนัม ในช่วงการเดินทางหกปีที่ผมได้มาเป็นผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ให้กับกุชชี่ ผมสร้างชื่อเหล่านี้ไว้เป็นเสมือนลายแทงในแผนที่ เพราะว่าคำและจิตนาการเป็นแผนที่ซึ่งเราสามารถจัดวางใหม่ได้ตามที่ใจเราต้องการ คำต่างๆ เหล่านี้รับใช้เรา

 

เมื่อคุณเดินเข้ามาดูพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ไอเดียเรื่องการเดินทางจะโผล่เข้ามาในห้วงความคิดของคุณอย่างแน่นอน มันเหมือนห้องสารภัณฑ์สมัยใหม่ ห้อง Serapis เป็นห้องหนึ่งที่ค่อนข้างน่าอัศจรรย์ทีเดียว มีกล่องปริซึมสีเมทัลลิคที่มีหกด้านขนานกันซึ่งเปิดออกโดยอัตโนมัติเหมือนเป็นหีบสมบัติ และในนั้นก็มีชุดที่คุณออกแบบให้กับ Bjork, Florence Welch และ Lana del Rey โดยเฉพาะ ส่วนนี้ได้แรงบันดาลใจมาจากเวทีละครยุคบาโรคที่มีเครื่องจักรกลต่างๆ ใช่ไหม

A.M. แน่นอนครับ ความคิดเรื่องห้องสารภัณฑ์เกี่ยวโยงกับความคิดเรื่องการเดินทาง และใช่ครับ กล่องนั้นก็ดูมีความดราม่าตามแบบการละคร เพราะผมคิดว่าแฟชั่นก็คล้ายกับการละครนะครับ อาจจะไม่ได้เป็นในสไตล์บาโรคที่เป็นการสร้างความตื่นตาตื่นใจ ความตกอกตกใจ หรือ ความอลังการตระการตา แต่ในเรื่องของแฟชั่นมันมีการขยับเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา มันไม่มีการอยู่นิ่งๆ สิ่งของที่เป็นแฟชั่นก่อตัวขึ้น สลายตัวและก่อตัวขึ้นใหม่ คล้ายกับชีวิตของพวกเรา กล่องที่ติดกลไกอัตโนมัติในห้อง Serapis มีความเกี่ยวพันกับเสื้อผ้าที่ใช้บนเวทีซึ่งกล่องนี้จะปิดไว้บ้างหรือจะแสดงออกมาให้เห็นบ้าง แต่มันเป็นการเปรียบเปรยถึงชีวิตของเสื้อผ้าพวกนั้นด้วย ซึ่งมีความเชื่อมต่ออย่างล้ำลึกกับเหล่าสตรีผู้เคยสวมใส่พวกมัน และผมชอบสิ่งของที่ดูเหมือนจะเป็นของอย่างหนึ่งแล้วกลายเป็นอีกอย่างหนึ่ง ช่วงที่ผ่านมาผมค่อนข้างสนใจคอนเซปต์เรื่องความกำกวม ซึ่งเป็นลักษณะที่สวยงามที่สุดของแฟชั่น ความกำกวมไม่ได้เป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องเพียงแต่กับประเด็นเรื่องเพศสภาพเท่านั้น ถ้าเราดูรากทางนิรุกติศาสตร์ของมันเราจะพบว่าไม่มีใครเป็นสิ่งใดสิ่งเดียวเท่านั้น บุคลิกเป็นสิ่งที่โลเล และเปลี่ยนแปลงได้ ซึ่งเป็นธรรมชาติของแฟชั่น และสิ่งของที่เราเก็บไว้ในกรุแห่งนี้ก็เป็นสิ่งที่มีความกำกวมอยู่ในตัวเอง พวกมันเป็นมรดกจากอดีต แต่ได้รับการจัดแสดงในวันนี้ในรูปแบบสามมิติ คุณสามารถแตะต้องพวกมันได้ และการจับต้องนี้ก็เปรียบเสมือนการได้จับต้องอดีต ซึ่งมีทั้งความกำกวมและน่าพิศวง

 

เมื่อเรากล่าวถึงอดีต ก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่าในวันนี้คุณค่าของอดีตถูกตั้งคำถาม เด็กรุ่นใหม่มักจะให้ความสำคัญกับปัจจุบันวันนี้เท่านั้น สำหรับพวกเขา การได้รู้อดีตไม่ได้เป็นเครื่องมือสำคัญในการเข้าใจปัจจุบัน การสื่อสารประวัติศาสตร์ของกุชชี่ไปสู่คนรุ่นหลังเป็นหนึ่งในจุดประสงค์ของการสร้างพิพิธภัณฑ์แห่งนี้หรือเปล่า

A.M.: ผมโต้ตอบกับอดีตในทุกๆ วัน สำหรับผมแล้วมันมีตัวตนอยู่จริง การบอกว่าเราไม่มีการโต้ตอบกับอดีตเป็นสิ่งที่ไม่เป็นเหตุเป็นผลเอาซะเลย ถ้า ณ ตอนนี้ผมออกไปเดินเล่นในย่าน Santo Spirito สิ่งที่อยู่รอบๆ ตัวผมเป็นสิ่งที่เคยมีอยู่มากกว่าสิ่งที่กำลังจะมีขึ้นในอนาคต อดีตสำคัญต่อปัจจุบัน เราไม่สามารถหนีมันได้เลย สำหรับผมอดีตก็คือปัจจุบัน ผมสรุปไว้แบบนั้นมาเสมอ ในงานสร้างสรรค์ของผม ผมไม่ได้ทำเพื่อเอาอดีตกลับมาหรือเพื่อจับภาพอดีตไว้ และอดีตนั้นก็คือปัจจุบันที่ผมใช้ชีวิตอยู่ด้วยเสมอ ผมเองก็เป็นส่วนหนึ่งของอดีตที่มีเสียงพูดในปัจจุบัน การลบอดีตทิ้งไปเป็นกระบวนการที่ไม่เป็นไปตามธรรมชาติ Vanni คู่ชีวิตของผมได้ช่วยให้ผมเข้าใจว่าผมใช้อดีตเป็นเชื้อเพลิง ผมจะใช้มันสร้างอะไรนั้นก็แล้วแต่ว่าผมอยากใส่เคมีตัวไหนเข้าไปกับมัน สำหรับผมอดดีตเป็นแก่นที่น่าอัศจรรย์ ผมใช้มันในการหายใจประหนึ่งว่ามันเป็นสิ่งที่มีอยู่ในตอนนี้ วิธีการใช้ของวินเทจของผมคือใช้มันเหมือนเป็นสะพาน ถ้าผมอยากข้ามแม่น้ำ ผมจะมีสะพานนั้นเพื่อเชื่อมผมเข้ากับที่ๆ ผมต้องการจะไปหรือไม่ เราทุกคนอยู่บนสะพานนั้น แล้วคอยดูกันว่ามันจะพาเราไปที่ไหน ฉะนั้นผมจึงเชิญชวนให้คนหนุ่มสาวตื่นจากภวังค์ของชีวิตสองมิติที่พวกเขาใช้ชีวิตอยู่ และพิจารณาสิ่งต่างๆ อย่างพิถีพิถัน ลึกซึ้ง และถูกต้อง การได้โต้ตอบกับอดีตเป็นการสร้างเมล็ดพันธุ์แห่งความรู้ อนาคตที่เรากล่าวถึงอาจน่าหลงใหลน้อยกว่าปัจจุบันซึ่งอุดมไปด้วยประสบการณ์ในทุกๆ นาที มรดกที่ตกทอดมาจากแบรนด์อย่างกุชชี่ มันพูดคุยกับคุณ คุณเองที่เลือกว่าจะฟังหรือไม่ แต่ดังเช่นความสัมพันธ์ใดๆ มันจะไม่ยืนยาวหรอกหากเราไม่ฟังกันและไม่คุยกันเลย

 

แปลว่าคุณเห็นตัวเองเป็นสื่อกลางหรือร่างทรงที่สื่อสารระหว่างอดีตและปัจจุบัน

A.M.: ผมเชื่อว่าดีไซเนอร์ด้านแฟชั่นเป็นร่างทรงนะ เพราะเราสร้างสิ่งของและเสื้อผ้าที่พูดได้ มันเหมือนรูปเคารพ เป็นสิ่งของที่พูดได้ เมื่อไม่นานมานี้ผมได้มาโอกาสไปที่ Mattatoio art space ที่กรุงโรม ไปดูการแสดงของ Olivier Saillard ที่ Tilda Swinton แสดงชื่อว่า “Embodying Pasolini” มันมีเรื่องราวเกี่ยวกับการมอบชีวิตใหม่ให้เสื้อผ้าที่นักออกแบบชาวอิตาเลียนอย่าง Danilo Donati ออกแบบให้กับภาพยนตร์ของ Pier Paolo Pasolini ซึ่งเป็นการแสดงที่น่าทึ่งมาก เธอแค่เอาเสื้อผ้าพวกนั้นมาวางไว้บนตัวเธอ ราวกับว่าของเหล่านั้นมีชีวิตเป็นของตัวเอง มันดูมีพลังดึงดูดบางอย่างที่ดึงเราเข้าไปเหมือนมีพลังวิเศษ เหมือนเป็นพิธีกรรมของคนทรงเข้า พระชาวอิทรูเรียโบราณให้คำทำนายอนาคตโดยการดูเครื่องในสัตว์​ สิ่งที่พวกเขาเล่าออกมาถูกส่งผ่านพลังงานของพวกเขา ในลักษณะเดียวกัน เมื่อเราสร้างเสื้อผ้าอาภรณ์เรากำลังปั้นเรื่องราวให้เป็นตัว แน่นอนว่ามันก็เป็นแค่ผ้าที่มีคนเอามาเย็บติดกัน แต่มันมีเรื่องราวที่ก่อตัวขึ้นรอบๆ สิ่งนี้ และเราก็เป็นผู้เล่าเรื่องราวเหล่านั้น และเมื่อคุณได้สวมใส่เสื้อผ้าเหล่านั้น คุณก็จะเป็นคนที่ได้จินตภาพของมันผ่านการเล่าเรื่องของผมฉะนั้น หากจะให้ผมตอบคำถามของคุณ ใช่ครับ นักออกแบบอย่างพวกเราเป็นร่างทรง เราเป็นสื่อกลางโดยใช้สิ่งของเป็นตัวเล่าเรื่องที่ต้องการสื่อ  สิ่งของเหล่านั้นก็ดูเป็นแค่ของที่ไม่มีชีวิต แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่เลย มันเป็นสิ่งที่ช่วยอธิบายความเป็นมนุษย์​ให้เป็นรูปเป็นร่าง สิ่งที่เราทำในฐานะดีไซเนอร์คือการเลียนแบบธรรมชาติ เราชอบสิ่งของที่ดูเหมือนไม่มีชีวิต แต่จริงๆ แล้วเราไม่รู้หรอกว่ามันมีชีวิตหรือไม่ วิทยาศาสตร์ไม่ได้บอกเราได้ทุกอย่าง

 

เรื่อง: TIZIANA CARDINI

แปล: วรดา เอลสโตว์