คาร์เทียร์เผยความขบถของคอลเล็กชั่นจุสต์ เอิง คลู และเอครู เดอ คาร์เทียร์ผ่านปาร์ตี้แห่งปีที่กรุงเทพ!

โลกแห่งจิวเวลรี่และนาฬิกาผลักประตูบานใหญ่เปิดรับหลากหลายแบรนด์ให้เข้ามาผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนเพื่อล้อเล่นแสงกัน หากหลายแบรนด์ดำรงตนได้ไม่นานก็ต้องหรี่แสงตัวเองลงด้วยความไม่เก๋าเกมพอ แต่ตำนานที่ยังมีชีวิตอย่างแบรนด์ชั้นนำระดับโลก Cartier ที่ก่อตั้งมาเกือบสองศตวรรษกลับส่องแสงและเฉิดฉายขึ้นตั้งแต่วันแรกที่เปิดตัวจนถึงทุกวันนี้ คาร์เทียร์กลับมาอีกครั้งพร้อมกลไกทางความคิดที่กลั่นกรองเอาศิลปะแห่งความเลิศล้ำในปี 1970 อย่างคอลเลกชั่น 'จุสต์ เอิง คลู (Juste un Clou)' ที่ออกแบบโดยดีไซเนอร์หนุ่มสัญชาติอิตาเลียน อัลโด ซิปูโย (Aldo Cipullo) มาปรับโฉมรูปแบบใหม่ให้ร่วมสมัยอีกครั้งหนึ่ง โดยคอลเล็กชั่นนี้สื่อถึงความคิดแบบหัวขบถนอกกรอบที่ไม่ยึดติดกับขนบเดิมของยุคสมัยด้วยการใช้รูปทรง 'ตะปู' แสนธรรมดาแต่กลับแปลกใหม่เข้ามาผสมผสานเป็นแรงบันดาลใจในการเนรมิตกำไลจุสต์ เอิง คลู นี้ และแน่นอนว่ามันสร้างชื่อเสียงให้กับคาร์เทียร์ในฐานะ Iconic Piece รวมถึงสร้างจุดเปลี่ยนให้กับวงการเครื่องประดับมาแล้วอีกด้วย

สมบัติชิ้นสำคัญของคาร์เทียร์อย่างกำไลคอลเล็กชั่น จุสต์ เอิง คลู ถูกปรับโฉมให้มีรูปทรงที่บางลงหากแต่คล่องตัวดูโฉบเฉี่ยวมากยิ่งขึ้น และเหมาะกับกระแสแฟชั่น Stacking ที่นิยมการสวมใส่จิวเวลรี่บนข้อมือมากกว่า 1 ชิ้น แน่นอนว่ายังคงเอกลักษณ์เกลียวที่ความโค้งรับรอบเรียวแขนและข้อมือ สร้างความต่อเนื่องของเส้นสายที่สามารถสวมใส่ได้ทั้งบุรุษและสตรี การออกแบบด้วยรูปตะปูที่ดัดโค้งเป็นตัวแทนความมาดมั่น โดดเด่น และทันสมัย ทั้งยังกล้าหาญจากรูปทรงโค้งมนแต่จรดด้วยปลายแหลมคล้ายต้องการจะปลดปล่อยตัวเองออกจากกรอบเดิมๆ 

 

โว้กต้องขอคารวะและยอมรับในความเก่งของดีไซเนอร์หนุ่มซิปูโยที่อ่านเกมออกตั้งแต่ต้น เมื่อย้อนกลับไปในยุคสมัย 70 ที่เขาคิดนอกกรอบและปลุกปั้นเอารูปทรงของตะปูมาเนรมิตเป็นเครื่องประดับ นอกเหนือไปกว่านั้นหนุ่มอิตาเลียนคนนี้ยังมีความเข้าใจในเรื่องของความหรูหราถึงแก่นแท้ ว่ามันไม่จำเป็นต้องยัดเยียดเพชรเม็ดโตหลายสิบกะรัตลงบนเครื่องประดับก็สามารถส่องแสงความหรูหราอย่างมีราศีจับได้ ทั้งยังโดดเด่นและคลาสสิคเหนือกาลเวลาอีกด้วยซ้ำไป ในครั้งนี้พิเศษขึ้นกว่าเก่าเพราะคาร์เทียร์เพิ่มเติมคอลเล็กชั่นให้สมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้นด้วย เอครู เดอ คาร์เทียร์ (Écrou de Cartier) เครื่องประดับที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากหัวน็อตที่สามารถหมุนไปมาได้อย่างอิสระ เปรียบดั่งพลังของผู้สวมใส่ที่เปี่ยมด้วยความมาดมั่นและอิสระเสรี 

 

อย่างที่เรากล่าวไว้ว่าคาร์เทียร์ยังคงส่องแสงและเฉิดฉายมากขึ้นเรื่อยๆ ในวันนี้จุสต์ เอิง คลู กลับมาอีกครั้งพร้อมรวมพลังกับคอลเล็กชั่นใหม่อย่างเอครู เดอ คาร์เทียร์ ที่จะขโมยแสงสปอตไลต์มาไว้ที่ตัวเองแต่เพียงผู้เดียว ด้วยการพาเหรดหลากหลายชิ้นเครื่องประดับให้คุณได้จับคู่ใส่ทั้งกำไลข้อมือ แหวน พร้อมเฉิดฉายด้วยไวท์โกลด์ ทองเยลโลโกลด์ และทองพิงค์โกลด์ที่จะขับผิวของคุณให้ผุดผ่องมากยิ่งขึ้น คุณยังสามารถใส่เพียงชิ้นเดียวเพื่อความโดดเด่น หรือจับคู่เลเยอร์เข้ากับจุสต์ เอิง คลู รุ่นดั้งเดิม หรือแม้แต่เข้าคู่กับต่างคอลเล็กชั่นอย่างกำไลเลิฟ (Love) ก็ผสมผสานความลงตัวได้ไม่แพ้กัน แก่นกลางของการรังสรรค์นั้นซ่อนอยู่ในชิ้นงานที่ดูหรูหราทว่าเรียบง่ายแบบนี้ และยังสามารถเป็นเครื่องประดับที่สวมใส่ได้ในชีวิตประจำวันอีกด้วย

กำไลจากคอลเล็กชั่น จุสต์ เอิง คลู

แหวนจากคอลเล็กชั่น จุสต์ เอิง คลู

กำไล และแหวนจากคอลเล็กชั่น คอลเล็กชั่น เอครู เดอ คาร์เทียร์

กำไลจากคอลเล็กชั่น เอครู เดอ คาร์เทียร์

 

แบรนด์คาร์เทียร์ยังคงเดินหน้าขีดเขียนตำนานบทใหม่อย่างไม่หยุดยั้งด้วยการจัดความตื่นเต้นครั้งแรกในประเทศไทย ที่คาร์เทียร์ยกทัพนำ Cartier Precious Garage อาร์ตอินสตอเรชั่น ภายใต้คอนเซปต์ “จากสิ่งธรรมดาสามัญ สู่ความสูงค่าน่าครอบครอง” ที่จัดแสดงตามหัวเมืองสำคัญทั่วโลกมาแล้วอย่าง นิวยอร์ค มิลาน ซิดนีย์ และล่าสุดได้เดินทางมาถึงคิวของอีกหนึ่งมหานครระดับโลกอย่างกรุงเทพฯ นั่นเอง ซึ่งแน่นอนว่าภายในงานเปิดตัวปาร์ตี้สุดเอ็กซ์คลูซีฟนี้ก็ต้องมีแขกรับเชิญเอลิสต์ระดับแถวหน้าของเมืองไทยตบเท้าเข้าร่วมกันอย่างคั่บคั่ง ยังรวมถึงการแสดงพิเศษที่คัดสรรมาเพื่องานนี้โดยเฉพาะเลยทีเดียว และโว้กขอออกตัวเลยว่าทุกองค์ประกอบและทุกองศาของงานปาร์ตี้ครั้งนี้ต้องมีความหมายที่ไม่ธรรมดาซ่อนเร้นอยู่อย่างแน่นอน ไล่ตั้งแต่การเลือกสถานที่จัดงานที่ไม่ธรรมดาอย่างการเนรมิตโกดังให้กลายเป็น Precious Garage สุดปัง ไปจนถึงอาหาร ขนม รวมถึงเครื่องดื่มที่รังสรรค์มาเพื่องานนี้โดยเฉพาะ โดยงานจะจัดขึ้นในวันที่ 25 มกราคมที่โว้กต้องบอกเลยว่า ห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวง!

 

และถึงแม้ว่าปาร์ตี้ในวันที่ 25 มกราคมนี้จะได้รับอนุญาตให้เข้าได้เฉพาะแขกรับเชิญพิเศษเท่านั้น หากบุคคลธรรมดาเองคาร์เทียร์ก็ยังเปิดโอกาสให้เข้ามายลโฉมงานศิลปะสุดเท่ห์ในครั้งนี้ได้ในวันที่ 1-10 กุมภาพันธ์ 2562 ณ Hall Of Fame ชั้น M ศูนย์การค้าสยามพารากอน เตรียมตัวและเตรียมใจไว้ให้ดีเพราะนี่คือตำนานบทใหม่แห่งความล้ำค่าของโลกจิวเวลรี่และนาฬิกาที่คาร์เทียร์ได้สรรค์สร้างขึ้นและจะทรงพลังกว่าทุกครั้งที่เคยมีมา พร้อมหรือยังที่จะโดดเด่นท่ามกลางฝูงชนมาร่วมค้นพบและเป็นส่วนหนึ่งของงานที่จะต้องถูกจารึกลงบนประวัติศาสตร์ของโลกจิวเวลรี่ได้แล้ว

อ่านเพิ่มเติม:

  1. ลงทุนแล้วคุ้มชัวร์ รวมจิวเวลรีชิ้นอมตะจาก Cartier ที่ผู้หญิงต้องมีสักชิ้น!
  2. เมื่อโว้กพาแต้ว-ณฐพร เตมีรักษ์ ร่วมงานใหญ่ของ Cartier ที่ปารีส!
  3. ร้านเพชรของในหลวง! เปิดจดหมายประวัติศาสตร์ที่ ร.๕ ให้ Cartier เป็นร้านเพชรหลวงหนีภัยล่าอาณานิคม
ร่วมแสดงความคิดเห็น
 
Sign Up for Our Newsletter
สมัครรับข่าววสารทางอีเมล