Make Up
โดย วรนัยน์ วาณิชกะ
  1 มิถุนายน 2561
สถานการณ์ไทยผ่านสายตานักลงทุน

     เป็นที่ทราบกันดีว่า เรื่องขีดความสามารถในการแข่งขันกับต่างชาติของประเทศไทยนั้น เป็นหัวข้อที่เราเคยพูดและถกเถียงกันมามาก ทั้งในเรื่องบทบาทของเราเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาค การก้าวเข้าสู่การเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว เรามีแรงงานเพียงพอต่อความต้องการหรือไม่ เรื่องของสาธารณูปโภค กฎระเบียบข้อบังคับภายในประเทศ และอะไรคือความท้าทายต่างๆ ที่รอเราอยู่ แต่ในทุกครั้งที่เราพูดกันถึงเรื่องราวเหล่านั้น เรามักจะพูดผ่านมุมมองอย่างคนไทยที่มองประเทศไทย จึงทำให้ในฉบับนี้เราได้มาถกปัญหาบ้านเมืองกับ Marc Spiegel นักลงทุนชาวสวิตเซอร์แลนด์วัย 51 ปี ผู้ใช้ชีวิตทำงานในประเทศไทยมากว่า 15 ปี ถึงปัญหาต่างๆ ที่มิใช่เพียงเรื่องของการลงทุนจากต่างชาติ แต่รวมไปถึงคำแนะนำผ่านมุมมองของชาวต่างชาติ รวมถึงอุปสรรคที่ขวางกั้นการพัฒนาของประเทศไทยด้วยเช่นกัน

  • จากสถานการณ์บ้านเมืองของประเทศไทยในปัจจุบัน คุณคิดว่านักลงทุนต่างชาติมองเห็นเป็นอย่างไร?

     ผมว่ามันก็รวมๆ นะ สำหรับคนที่ย้ายมาอาศัยและทำงานอยู่ที่นี่มานาน ผมเข้าใจสภาพแวดล้อม สถานการณ์ทางการเมืองและสังคมของประเทศนี้ดี และเข้าใจด้วยว่าเราควรที่จะปรับตัวอย่างไรในสภาพแวดล้อมปัจจุบัน แต่สำหรับกลุ่มคนหรือบริษัทใหม่ที่กำลังจะเข้ามาลงทุนเป็นครั้งแรกนั้น ความรู้สึกของพวกเขาเหล่านั้นก็อาจจะมีผสมๆ กันไป ซึ่งส่วนมากนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่มั่นใจ อย่างเรื่องของสภาพแวดล้อมทางการเมืองที่พวกเขาอาจจะไม่คุ้นชิน ว่าจะส่งผลกระทบต่อธุรกิจเขาได้อย่างไรบ้าง

     ยกตัวอย่างเช่น ในกรณีน้ำท่วมเมื่อปี 2011 สถานการณ์ตอนนั้นค่อนข้างออกมาอย่างชัดเจนว่าเราไม่สามารถมั่นใจได้เลยว่ารัฐบาลจะรับมือกับน้ำท่วมได้อย่างไร ซึ่งผลลัพธ์ที่ออกมาคือ บริษัทต่างชาติหลายๆ บริษัท พากันย้ายออกไปที่อื่น และหลายบริษัทก็เลือกที่จะไม่เข้ามาลงทุนในประเทศไทย แต่กลับไปมองอินโดนีเซียและเวียดนามมากกว่า

  • นั่นหมายความว่า สำหรับนักลงทุนปัจจุบัน การเปลี่ยนแปลงด้านการเมืองไม่มีผลกระทบเท่าไหร่? 

     ในแง่ของการเมืองนั้น ตราบใดที่บ้านเมืองยังสงบ มั่นคง ประชาชนทั่วไปก็ยังสามารถโฟกัสที่ธุรกิจของเขาได้ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเราอยู่ในสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่ดี

  • แต่ดูเหมือนว่าเราจะเจอกับการประท้วงที่มากขึ้นเรื่อยๆ คุณรู้สึกอย่างไรกับเรื่องนี้? 

     หลังจากทำงานอยู่ที่นี่มา 15 ปี ผมชินกับมันแล้วละ ผมคิดว่า ไม่ว่าจะในประเทศไหนที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย ก็ล้วนแล้วแต่มีการประท้วงด้วยกันทั้งนั้น ผมยอมรับเรื่องนั้นได้ตราบใดที่อยู่ภายใต้ความสงบ ผมไม่คิดว่าการเดินขบวนเรียกร้องอะไรสักอย่างเป็นเรื่องที่ผิดตราบเท่าที่มันปราศจากความรุนแรง ผมคิดว่าประชาชนควรมีสิทธิ์ที่จะเรียกร้องสิ่งที่ตัวเองต้องการด้วยวิธีการที่สร้างสรรค์

  • แม้ว่าเราจะยังไม่มีประชาธิปไตยที่แท้จริงน่ะหรือ? 

     ถูกต้อง เพราะไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม เสรีภาพทางวาจา และความสามารถในการรวมตัวกันนั้น ต่างเป็นส่วนประกอบของประชาธิปไตยด้วยกันทั้งนั้น

  • หากความมั่นคงเป็นสิ่งสำคัญ คุณคิดว่าการถูกปกครองด้วยรัฐบาลทหารเป็นเรื่องที่ดีหรือไม่? 

     ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน หากประเทศไทยต้องการที่จะผลักดันเศรษฐกิจจริง มันจะช่วยได้มากหากคุณมีที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจที่เป็นคนนอกอยู่ในคณะรัฐมนตรี ซึ่งนั่นรวมถึงที่ปรึกษาที่เป็นชาวต่างชาติ อันนี้ผมพูดถึงการผลักดันเศรษฐกิจ เพราะเป็นโฟกัสหลักของผม สำหรับผม ประเทศไทยต้องการนักลงทุนแล้วทำไมถึงไม่ดึงชาวต่างชาติให้เข้ามามีส่วนร่วม ซึ่งการมีส่วนร่วมในที่นี้ผมไม่ได้หมายถึงการให้อำนาจในการตัดสินใจกับเขา แต่ให้เขาอยู่ในบทบาทของที่ปรึกษา เพื่อจัดตั้งคณะทำงานเพื่อศึกษาถึงวิธีการส่งเสริมการลงทุนจากต่างชาติ

     รัฐบาลชุดปัจจุบันเจอภารกิจที่ท้าทายในการต้องหาทุนเพื่อโครงการในอนคต อย่างเช่นโครงการระเบียงเขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor: EEC) แล้วการมีที่ปรึกษาจากต่างชาติเข้ามามันไม่ดีกว่าหรือ เพราะหากนักลงทุนที่เขามีความต้องการจะเข้ามาลงทุนในประเทศ เขาย่อมต้องมองหาคุณสมบัติที่เขาตั้งไว้ ซึ่งที่ปรึกษาต่างชาติสามารถช่วยในเรื่องของการวางข้อตกลงร่วมกันได้ ต้องยอมรับว่าในขณะนี้ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีภาวะการแข่งขันที่สูงมาก และประเทศไทยก็เป็นประเทศที่มีความสามารถพอที่จะก้าวขึ้นมาเป็นอันดับ 1 ในภูมิภาคได้

  • อะไรคือสิ่งที่ไทยควรทำหากเราต้องการก้าวเป็นเบอร์ 1? 

     ความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือเรื่องกฎหมาย ทุกวันนี้เรามีกฎระเบียบและการควบคุมหลายอย่างมากในการจะเข้ามาลงทุนในประเทศไทย และการบังคับใช้กฎหมายก็หละหลวมมากในประเทศนี้ ปัญหาถัดมาคือการคอร์รัปชั่น และการการระงับข้อพิพาทอย่างยุติธรรม มันเป็นความสามารถของบริษัทคู่กรณีที่จะใช้สิทธิ์ในการขอระงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการ (บุคคลที่ 3) เพื่อที่จะไกล่เกลี่ยความเห็นต่างให้เป็นไปอย่างยุติธรรม การเข้าถึงตลาดก็ถือเป็นเรื่องใหญ่ บางตลาดที่ถูกครอบครองส่วนแบ่งทางการตลาดเป็นส่วนใหญ่โดยบริษัทขนาดใหญ่ของคนไทยนั้นมักจะมีปัญหา เพราะบริษัทยักษ์ใหญ่ของไทยมักไม่เล่นตามกติกา ยกตัวอย่างเช่น การกีดกันบริษัทก่อตั้งใหม่ให้เข้าสู่ตลาดด้วยวิธีการอย่างเช่นการใช้ระบบอุปถัมภ์ในการชนะดีล เพราะฉะนั้นยังมีอีกหลายอุตสาหกรรมที่ถูกคุ้มครองและนักลงทุนต่างชาติถูกกีดกัน

  • อย่างนี้คุณมองว่าการปกป้องผลประโยชน์ของคนไทยถือเป็นเรื่องผิดหรือไม่? 

     มันเป็นเรื่องปกติอยู่แล้วสำหรับประเทศส่วนใหญ่ที่จะต้องปกป้องบริษัทท้องถิ่นเพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาติ อย่างไรก็ตาม เมื่อถึงเวลาหนึ่งที่อุตสาหกรรมบางประเภทเริ่มแข่งแรงขึ้น และบริษัทท้องถิ่นเริ่มมีความสามารถที่จะแข่งขันกับต่างชาติได้ มันก็ควรถึงเวลาที่รัฐบาลจะเริ่มเปิดตลาดให้คนใหม่เข้ามา

     ประเด็นหลักของเรื่องนี้อยู่ที่ พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (Foreign Business Act: FBA) ซึ่งยังไม่เคยมีการแก้ไขมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2542 ซึ่งประเทศส่วนใหญ่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ประความความสำเร็จ เขาเปิดเสรีให้กับกิจการบริการ (Service Sector) กันหมดแล้ว หากคุณดูจากประวัติศาสตร์ของประเทศเหล่านี้จะเห็นได้ว่า การเปิดตลาดเสรีให้กับธุรกิจภาคบริการนั้นเป็นการส่งเสริมให้เกิดการแข่งขัน ซึ่งนั่นทำให้เศรษฐกิจโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด เพราะทำให้เกิดปริมาณการขายที่มากขึ้นและสร้างงานเพิ่มมากขึ้น

     บริษัทต่างชาติให้ความสนใจที่จะเข้ามาลงทุนในธุรกิจบริการจำนวนมหาศาลแต่ยังถูกกีดกัน ประเทศไทยคือประเทศที่ต้องการเป็นศุนย์กลางโลจิสติกส์ และงานวิจัยและพัฒนา (Research & Development: R&D) คำถามก็คือ มีมหาวิทยาลัยกี่แห่งในประเทศไทยที่สามารถผลิตนักวิทยาศาสตร์เพื่อเข้ามาเติมเต็มในส่วนดังกล่าว และในขณะเดียวกัน มีบริษัท R&D กี่บริษัทที่สนใจเข้ามาเบสที่เมืองไทย ในเรื่องงานวิจัย ประเทศไทยสู้สิงคโปร์ได้แล้วหรือ ผมคิดว่าหากคุณต้องการทำอะไรสักอย่าง คุณควรที่จะคำนึงด้วยว่ามีสาธารณูปโภคในประเทศเพียงพอรองรับหรือไม่ ซึ่งในเรื่องที่ว่านั้นเรายังล้าหลังมาก

     หนึ่งในปัจจัยหลักที่สำคัญต่อการตัดสินใจคือ การยื่นขอวีซ่าและใบอณุญาตทำงาน (Work Permit) ถึงอะไรๆ ในประเทศจะถูกพัฒนาไปมากแล้ว การยื่นขอวีซ่าและใบอณุญาตทำงานก็ยังถือเป็นความท้าทายที่ยิ่งใหญ่อยู่ดี มันไม่เอื้อประโยชน์เท่ากับหลายๆ ประเทศร่วมภูมิภาค หรือแม้กระทั่งเมื่อเทียบกับระเทศอื่นๆ ในโลก

  • ภายในภูมิภาคเดียวกันนี้ คุณเห็นว่าประเทศไหนที่นำหน้าประเทศไทยอยู่? 

     สำหรับอุตสหกรรมการผลิตบางประเภท ผมมองว่าอินโดนีเซียกับเวียดนาม ภาคธุรกิจบริการเป็นเรื่องของสิงคโปร์และมาเลเซีย และถึงแม้ว่าประเทศพม่าจะค่อนข้างมีการพัฒนาที่ช้าหากเทียบกับมาตรฐานในภูมิภาค แต่กฎหมายเกี่ยวกับการเข้ามาลงทุนในประเทศของคนต่างชาติฉบับใหม่ของเขาก็ค่อนข้างมีความเป็นมิตรกว่าประเทศไทย

  • แล้วอะไรคือสิ่งที่ประเทศไทยทำได้ดีกว่าประเทศอื่น? 

     สำหรับผมแล้ว มันเป็นเรื่องยากมากที่จะเทียบเรื่องคุณภาพชีวิตของประเทศไทยกับชาติอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

  • นอกเหนือจากเรื่องคุณภาพชีวิตที่ดีแล้ว มีเรื่องอะไรที่เราทำได้ดีอีกในแง่ของการแข่งขัน อย่างเรื่องแรงงานล่ะ?

     หากคุณต้องการหาโรงงานผลิตเพื่อส่งออก ประเทศไทยถือเป็นทางเลือกที่ดีมาก แต่หากต้องการผลิตเพื่อขายสินค้าในประเทศกลายเป็นอีกชาเลนจ์ เพราะหลายๆ ธุรกิจยังปิดกั้นการลงทุนจากต่างชาติอยู่ อีกอย่างหนึ่งคือในแง่โลจิสติกส์ ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการขนส่งสินค้าที่ดี แต่ติดปัญหาตรงที่ว่า หากคุณส่งสินค้ามาที่ประเทศไทยคุณจะต้องรับภาระภาษีนำเข้าที่สูงเอาเรื่อง แต่มองในแง่ดี ค่าจ้างแรงงานในประเทศไทยค่อนข้างต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้าน เช่นเดียวกับค่าครองชีพ

  • ภูมิภาคนี้มีการคอร์รัปชั่นสูงหรือไม่?

     ถูกต้อง และกฎหมายก็มีอายุเป็นร้อยปี

  • โอเค เรามาพูดถึงเรื่องตลาดแรงงานในประเทศกันบ้าง อยากทราบว่าตลาดแรงงานในประเทศไทยได้เปรียบ เสียเปรียบคนอื่นอย่างไร? 

     เรามีทั้งความท้ายทายและความสามารถ นั่นเป็นเพราะระบบการศึกษาที่อ่อนแอของประเทศไทย การยืนยันที่จะสอนนักเรียนผ่านกระบวนการท่องจำมันไม่เวิร์กหรอก เราต้องการนักศึกษาที่เข้าใจกระบวนการคิดวิเคราะห์ และผู้ที่เข้าใจความหมายของคำว่ารับผิดชอบ (accountable)

     การที่คุณเป็นเจ้าของบริษัท มันไม่ใช่ว่าคุณจะมีหน้าที่แค่รับผิดชอบงานในบริษัทเท่านั้น แต่มันยังหมายความอีกว่า หากเกิดอะไรผิดผลาด คุณคือผู้ที่จะต้องเข้ามารับผิดชอบผลที่ตามมานั้นทั้งหมดในฐานะเจ้าของบริษัท

     ความรับผิดชอบเป็นอีกหนึ่งอุปสรรคใหญ่ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย หากต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงให้ได้ผลจริงๆ มันจะต้องเริ่มให้เร็วตั้งแต่การเรียนพื้นฐาน หากคุณเริ่มปลูกฝังจิตสำนึกเกี่ยวกับคอร์รัปชั่นเสียตั้งแต่ระดับอนุบาล นั่นจะทำให้คุณคาดหวังผลลัพธ์ที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้จริงในอนาคต

     ตามหลักจิตวิทยาแล้ว เด็กที่อายุ 7 ขวบจะเรียนรู้ว่าอะไรถูกอะไรผิด เพราะฉะนั้นหากพวกเขาเห็นจนชินว่าคอร์รัปชั่นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ปกติ คอร์รัปชั่นก็อาจจะเกิดขึ้นเมื่อเด็กเหล่านั้นโตขึ้นและเข้าสู่ตลาดแรงงาน

     ถัดมาผมมองว่า นักเรียนนักศึกษาควรมีความสามารถในการตั้งคำถามต่อครู อาจารย์ หากคุณไม่เคยตั้งคำถาม หรือคุณไม่เคยลองมองในมุมที่แตกต่าง คุณจะไม่สามารถพัฒนาและเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพแวดล้อมได้ ขอบเขตความสามารถของคุณก็จะถูกจำกัดอยู่แค่ความคิดของคุณ
ประเทศไทยล้าหลังกว่าเวียดนามและอินโดนีเซียมากในเรื่องของความสามารถด้านภาษาอังกฤษ เรามีทรัพยากรทุกอย่างที่จะนำเราไปสู่ความสำเร็จ แค่เราต้องรู้วิธีการที่จะใช้มันเท่านั้นเอง

อ่านเพิ่มเติม:

  1. วัสดุธรรมชาติ ศาสนา และการเมือง กับงานศิลปะจากมนตรี เติมสมบัติ
  2. เหตุใดเนติวิทย์ถึงไม่ยอมเกณฑ์ทหาร? ฟังจากปากของเขา
ร่วมแสดงความคิดเห็น