Skin Care
โดย Kaewsiri Srisam-ang
  8 ตุลาคม 2562
5 ข้อปฏิบัติผิดๆ ในการดูแลผิวที่อาจทำให้จุดด่างดำและรอยสิวหายช้า

photo: @daniellemarcan

จุดด่างดำและรอยสิวที่ปรากฏอยู่บนใบหน้าของเราเป็นอีกหนึ่งปัญหาที่กวนใจสาวๆ หลายคน โดยสาเหตุของการเกิดริ้วรอยและจุดด่างดำก็มาได้จากทั้งฮอร์โมนที่แปรปรวนจนเกิดเป็นสิวที่ทิ้งริ้วรอยไว้ให้แก้ไข ไล่ไปจนถึงความหลงลืมหรือการมองข้ามการใช้ครีมกันแดดเป็นประจำจนนำไปสู่การเกิดฝ้าและกระที่ยากจะรักษา นอกจากนี้ยังมีข้อปฏิบัติในการดูแลผิวที่ทำให้เกิดริ้วรอยและอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้รอยสิวและจุดด่างดำหายช้า วันนี้ทีมบิวตี้รวม 5 ข้อปฏิบัติผิดๆ ในการดูแลผิวที่อาจทำจุดด่างดำ รอยสิวหาย และรอยแดงต่างๆ บนใบหน้าหายหรือจางช้าลง ข้อควรระวังในการดูแลผิวมีอะไรบ้างตามมาดูกัน

 

1. แกะหรือบีบสิว

เมื่อพูดถึงการรักษาสิว การยับยั้งห้ามใจไม่ให้ตัวเองบีบหรือแกะสิวน่าจะเป็นสิ่งที่ทำตามยากที่สุด แต่เราแนะนำว่าให้หายใจเข้าลึกๆ ตั้งสติ พร้อมห้ามใจตัวเองไม่ให้ยุ่งกับสิวจะดีกว่า เพราะการแกะหรือบีบสิวคือสาเหตุหลักๆ ของการเกิดรอยแผลเป็นที่กลายเป็นจุดด่างดำที่หายช้า โดยเมื่อเราทำการบีบสิว ผิวจะเกิดอาการอักเสบ ซึ่งอาการอักเสบของผิวจะไปกระตุ้นการผลิตเมลานินในผิวทำให้เกิดจุดด่างดำที่หายช้าตามมา

ทางที่ดีควรให้เวลากับสิวให้ได้หายและแห้งลงไปเอง และแทนที่จะบีบหรือแกะสิวแนะนำว่าควรใช้สกินแคร์ในกลุ่ม acne treatment โดยมองหาส่วนผสมของกรด AHA และ BHA อย่าง Salicylic เพื่อช่วยรักษาสิว จากนั้นเมื่อสิวแห้งลงควรรีบบำรุงด้วยเซรั่มที่ช่วยลดเลือนริ้วรอย 

2. มองข้ามการทาครีมกันแดด

อีกหนึ่งสาเหตุของการเกิดริ้วรอยและจุดด่างดำคือการปล่อยให้ผิวเผชิญกับแสงแดดโดยที่ไม่ทาครีมกันแดด โดยการอยู่ท่ามกลางแสงแดดสามารถกระตุ้นอาการอักเสบของผิวที่ส่งผลให้รอยสิวและจุดด่างดำก่อตัวมากขึ้นและจางช้าลงได้ เพื่อป้องกันการเกิดริ้วรอยควรทาครีมกันแดดที่มี SPF 30 ขึ้นไป เป็นประจำทุกวัน และถ้าทำกิจกรรมที่เหงื่อออกมากๆ ควรเติมครีมกันแดดทุกๆ 2 ชม. จะช่วยปกป้องผิวได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด

3. ผลัดเซลล์ผิวบ่อยเกินไป

การใช้ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มของ Exfoliator อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1-2 ครั้งจะช่วยผลัดเซลล์ผิวเก่าออกและช่วยให้เผยผิวใหม่ที่กระจ่างใสแลสุขภาพดี อย่างไรก็ตามควรทำอย่างพอดีเพราะการผลัดเซลล์ผิวบ่อยเกินจำเป็นสามารถกระต้นให้ผิวเกิดอาการอักเสบและสามารถทำลายความชุ่มชื้นจนทำให้ผิวอ่อนแอและระคายเคืองได้ง่าย การรักษาความชุ่มชื่นในชั้นผิวไว้ถือเป็นปัจจัยสำคัญของการมีผิวสุขภาพดี เพราะความชุ่มชื่นในชั้นผิวจะเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้เกราะป้องกันผิวแข็งแรงและสามารถทำหน้าที่ปกป้องตัวเราจากสิ่งแปลกปลอมภายนอกได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

 

4. ทำความสะอาดผิวด้วยเคลนเซอร์ที่ขโมยความชุ่มชื่น

การทำความสะอาดผิวด้วยการใช้เคลนเซอร์ที่มีฟองเยอะหรือค่า pH ไม่เหมาะกับผิว อาจส่งผลให้ผิวสูญเสียความชุ่มชื่นจนชั้นผิวมีความอ่อนแอและเกิดอาการระคายเคืองได้ง่าย เมื่อผิวของเราถูดดูดความชุ่มชื่นไปเสียหมด ร่างกายก็จะทำหน้าที่ผลิตน้ำมันออกมาทดแทนความชุ่มชื่นที่หายไปจะเป็นที่มาของสิวและรูขุมขนอุดตันจากน้ำมันส่วนเกินบนผิวนั้นเอง สัญญาณที่บ่งบอกว่าเราควรเปลี่ยนเคลนเซอร์สามารถสังเกตได้จากอาการผิวแห้งตึงและคันหลังล้างหน้า ซึ่งเคลนเซอร์ที่แนะนำให้ใช้ควรเป็นสูตรอ่อนโยนและมีค่า pH ที่ต่ำและเป็นมิตรต่อผิว

 

5. ไม่ได้ลองทดสอบสกินแคร์ก่อนใช้

เมื่อมีสิวหรือผิวพัง เป็นไปได้ที่สาวๆ อาจจะพยายามลองทุกๆ สกินแคร์ที่เคลมว่าช่วยให้ผิวสุขภาพดีขึ้น แต่การใช้สกินแคร์ใหม่จำนวนเยอะๆ ภายในเวลาเดียวกันโดยที่ไม่ทำ Patch Test หรือทดสอบด้วยการแต้มสกินแคร์ลงตามจุดๆ เล็กบนใบหน้าเสียก่อนเพื่อทดสอบว่ามีอาการแพ้หรือไม่ อาจส่งผลให้ผิวเกิดอาการระคายเคืองและอักเสบได้ ทางที่ดีเมื่อเริ่มใช้สกินแคร์ตัวใหม่ควรทดสอบก่อนว่าผิวของเราตอบสนองอย่างไร 

รอยสิวและจุดด่างดำเป็นปัญหาผิวที่อาศัยทั้งความอดทนและสกินแคร์ที่ตอบโจทย์ในการฟื้นฟู เพียงดูแลผิวอย่างถูกวิธี แค่นี้ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่สามารถช่วยให้รอยสิวและจุดด่างดำที่มีอยู่หายและจางลงอย่างรวดเร็วขึ้นได้

 

*หมายเหตุ: ควรศึกษาและเลือกใช้สกินแคร์ที่เหมาะกับสภาพผิวของตัวเอง
ร่วมแสดงความคิดเห็น