Serum 101 เทคนิคการเลือกใช้เซรั่มให้เหมาะกับสภาพผิว

เลือกเซรั่มอย่างไรให้กับสภาพผิวของเรา

"เซรั่ม" ถือเป็นไอเท็มสกินแคร์ที่ไม่ว่าสภาพผิวไหนก็ควรมีอยู่ในรูทีนการดูแลผิวของเรา เพราะมีประสิทธิภาพในการฟื้นฟูและเสริมบำรุงให้ผิวแข็งแรงขึ้น พร้อมกับแก้ไขปัญหาผิวที่เกิดจากปัจจัยต่างๆ ได้เป็นอย่างดี ฉะนั้นการเลือกเซรั่มที่เข้าสภาพผิวของตัวเองจึงเป็นสิ่งที่ควรคำนึงเช่นเดียวกับการเลือกสกินแคร์ชิ้นอื่นๆ ไปดูกันว่าผิวแต่ละประเภทควรเลือกเซรั่มที่มีลักษณะอย่างไรบ้าง

ผิวแห้ง

เป็นผิวที่ผลิตน้ำมันได้น้อยกว่าสภาพผิวอื่น ต้องการความชุ่มชื้นเป็นพิเศษ จึงควรเลือกเซรั่มที่มีส่วนผสมของกรดไฮยาลูรอนิกเพราะจะช่วยล็อกความชุ่มชื้นไว้ใต้ชั้นผิวได้อย่างยาวนาน และเซรั่มที่มีส่วนผสมของกรดชนิดนี้มักจะมีเนื้อสัมผัสบางเบา ไม่ทิ้งความเหนียวเหนอะหนะไว้บนผิว โดยอาจจะเลี่ยงไอเท็มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ เพราะจะยิ่งทำให้ผิวแห้งกว่าเดิม



1 / 3

Hyalu B5 Hyaluronic Acid Serum จาก La Roche-Posay (ราคา 1,000 บาท)




2 / 3

Rose Deep Hydration Face Serum จาก Fresh (ราคา 2,000 บาท)




3 / 3

Hydra-Global Serum จาก Sisley Paris (ราคา 8,500 บาท)


ผิวแพ้ง่ายหรือผิวบอบบาง

เป็นสภาพผิวที่ต้องการการปลอบประโลมเป็นพิเศษ ควรเลือกชิ้นที่มีส่วนผสมของเซราไมด์ เพราะสารชนิดนี้เป็นสารจำพวกไขมันชนิดหนึ่ง มีคุณสมบัติปกป้องเซลล์จากสิ่งแปลกปลอมภายนอก พร้อมช่วยกักเก็บน้ำใต้ผิวชั้นนอก ทำให้ผิวชุ่มชื้นได้นานขึ้น และแน่นอนว่าควรหลีกเลี่ยงชิ้นที่มีส่วนผสมของสารเคมีอย่างน้ำหอม แอลกอฮอล์ สีสังเคราะห์ เป็นต้น เพราะสารเหล่านี้จะทำให้ผิวเราแห้งมากกว่าเดิม และง่ายต่อการระคายเคืองนั่นเอง



1 / 3

Dr. Andrew Weil for Origins Mega-Mushroom Relief & Resilience Advanced Face Serum จาก Origins (ราคา 4,100 บาท)




2 / 3

Génifique Sensitive จาก Lancome (ราคา 3,600 บาท)




3 / 3

Hydrobio Serum จาก Bioderma (ราคา 1,390 บาท)


ผิวมัน

สภาพผิวมันจะมีการผลิตน้ำมันออกมามากกว่าผิวชนิดอื่น ควรเลือกเซรั่มที่มีเนื้อบางเบาและซึมซาบง่าย เพื่อให้สามารถทำงานร่วมกับน้ำมันบนผิว โดยไม่ทำให้เกิดการอุดตันของรูขุมขน ส่วนผสมในเซรั่มที่ควรมองหาคือ ซิงก์, ทีทรีออยล์ และกรดซาลิซิลิก เพราะจะช่วยลดปริมาณน้ำมันส่วนเกินและฆ่าเชื้อแบคทีเรียและลดการอักเสบในรูขุมขน



1 / 3

Niacinamide 10 + Zinc 1 จาก The Ordinary (ราคา 300 บาท)




2 / 3

Perfect Balance Blemish Serum - Copaiba & Zinc จาก PAI Skincare (ราคา 2,300 บาท)




3 / 3

Tea Tree Anti-Imperfection Daily Solution จาก The Body Shop (ราคา 890 บาท)


ผิวมีริ้วรอยและความหย่อนคล้อย

เมื่อเริ่มมีอายุ ผิวจึงง่ายต่อการเกิดริ้วรอยและความหย่อนคล้าย จากสาเหตุที่คอลลาเจนและอิลาสตินใต้ชั้นผิวนั้นลดลง จึงควรเลือกเซรั่มที่มีส่วนผสมของเรตินอลและเพปไทด์ที่ช่วยกระตุ้นการสร้างเซลล์ผิวใหม่ เสริมความยืดหยุ่นให้ผิวกระชับ รวมทั้งมองหาเซรั่มที่มีส่วนของผสมของสารต้านอนุมูลอิสระก็สำคัญเช่นกัน



1 / 3

Advanced Night Repair Synchronized Recovery Complex II จาก Estee Lauder (ราคา 4,700 บาท)




2 / 3

Immortelle Reset Oil-In-Serum จาก Loccitane (ราคา 2,600 บาท)




3 / 3

A+ High-Dose Retinol Serum จาก Sunday Riley (ราคา 3,180 บาท)


ผิวหมองคล้ำ

ผิวหมองคล้ำเกิดได้จากหลายสาเหตุทั้งปัจจัยภายนอกและภายใน เช่น รอยจุดด่างดำที่เกิดจากสิว การไม่ผลัดเซลล์ผิวเก่า และปัญหามลภาวะ ฝุ่นควันที่สามารถทำร้ายผิวเราได้เช่นกัน ควรเลือกเซรั่มที่มีคุณสมบัติยับยั้งเม็ดสีเมลานินและเร่งการผลัดเซลล์ผิวเก่าออกไป เช่น เซรั่มที่มีส่วนผสมของวิตามิน C, กรดไกลโคลิก, อาร์บูติน และพืชตระกูลเบอร์รี่ที่ทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันผิวชั้นนอกให้แข็งแรงขึ้น



1 / 3

Snowise Brightening Serum จาก Sulwhasoo (ราคา 6,500 บาท)




2 / 3

Capture Youth Glow Booster - Age-Delay Illuminating Serum จาก Dior (ราคา 4,100 บาท)




3 / 3

Lotus Defense Brightening Serum จาก Panpuri (ราคา 2,950 บาท)


คีย์เวิร์ด: serum skincare