Review
โดย Emiko Koichi
  18 ตุลาคม 2562
เผยที่มาของภาพถ่ายสุดอาร์ตบนกระปุก Crème de la Mer ลิมิเต็ด เอดิชั่น ล่าสุดจาก La Mer

     เป็นประจำในทุกๆ ปี ที่แบรนด์ La Mer จะส่ง Limited Edition ครีเอตลวดลายพิเศษมาเอาใจนักสะสมและแฟนๆ แต่ไม่ว่าลวดลายจะหลากหลายและแตกต่างกันแค่ไหนแต่มีสิ่งหนึ่งที่ถือเป็น DNA และทางแบรนด์ยึดถือเสมอมานั่นก็คือทุกลวดลายล้วนได้แรงบันดาลใจมาจากความรักที่มีต่อท้องทะเล จวบจนมาถึงในปีนี้ก็เช่นกันซึ่งความพิเศษในครั้งนี้ไม่ได้มีแค่เพียงลวดลายเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่เป็นผู้อยู่เบื้องหลังภาพถ่ายสุดพิเศษบนกระปุก Crème de la Mer ที่แฝงไว้ด้วยจิตวิญญาณของความหลงใหลในท้องทะเล เกลียวคลื่นและความทรงจำส่วนบุคคลของผู้สร้างสรรค์ผลงาน นั่นก็คือ Mario Sorrenti ช่างภาพแฟชั่นชื่อดังชาวอิตาลีที่ไปโด่งดังไกลถึงนิวยอร์ค

     Mario Sorrenti เริ่มสนใจการถ่ายภาพตั้งแต่อายุ 18 ปี และเกิดจากความบังเอิญจากเพื่อนที่เรียนเกี่ยวกับการถ่ายภาพและแนะนำให้ Mario ได้ทดลองถ่ายภาพและล้างฟิลม์ด้วยตัวเอง โดยที่ก่อนหน้านั้นเขาไม่ได้สนใจเกี่ยวกับภาพถ่ายเท่าใดนัก เขาชื่นชอบในการวาดภาพและงานปั้นมากกว่า ซึ่งนั่นคือแพลนที่เขาวางเอาไว้ ณ ขณะนั้น แต่จากประสบการณ์ในวันนั้นทำให้เขาเกิดแรงบันดาลใจและหลงใหลในภาพถ่ายมากขึ้น จนกลายมาเป็นอาชีพและสิ่งที่ฉันทำมาตลอดจนถึงวันนี้  ฉันได้แรงบันดาลใจมากมายมาจากหนังสือของ Robert Frank, Mary Ellen Mark, และ Danny Lyon แต่ถ้าพูดถึงในแง่ของช่างภาพแฟชั่น ฉันชื่นชอบผลงานของ Irving Penn, Richard Avedon, Sally Mann และผลงานของช่างภาพช่วงปี 1970 เป็นพิเศษ และแม้ว่า Mario จะไม่ได้เรียนเฉพาะทางทางด้านนี้มาแต่ด้วยการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเองและประสบการณ์ที่สั่งสมมายาวกว่า 35 ปีทำให้ผลงานของเขาเป็นที่ยอมรับจากทุกๆ คนในวันนี้ และ Gray Sorrenti ลูกสาวผู้ชื่นชอบในผลงานภาพถ่ายจากการซึมซับมาจากครอบครัว ซึ่งในตอนเริ่มต้นเธอเองก็ไม่ได้คาดคิดว่าจะเป็นช่างภาพเหมือนกับคุณพ่อของเธอแต่จากความใกล้ชิดทำให้เธอเองก็ชื่นชอบและหลงใหลในภาพถ่ายดังเช่นคุณพ่อของเธอ

      ซึ่งหากใครที่ชื่นชอบงานแฟชั่นในช่วงยุค 90 จะต้องรู้จัก Mario Sorrenti อย่างแน่นอน เพราะผลงานของเค้าได้รับการยอมรับจากแมกาซีนชื่อดังมากมายรวมไปถึง Vogue US และยังมีอีกหลากหลายแบรนด์ชื่อดังที่ Mario ได้เป็นผู้ลั่นชัตเตอร์ถ่ายภาพประกอบแคมเปญ ซึ่งผลงานของ Mario จะมีเอกลักษณ์มากในแง่มุมของความเย้ายวน หลงใหล และเต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึก เฉกเช่นผลงานศิลปะที่ถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิดได้ดังเช่นภาพเคลื่อนไหว โดยการมาร่วมงานกับ La Mer ในครั้งนี้ ถือเป็นการหลอมรวมของทั้งมุมมองแฟชั่น ความงามและการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะชิ้นเด่น จนเกิดเป็นโปรเจคต์ “The Edge of the Sea” ลิมิเต็ด เอดิชั่น คอลเล็กชั่นล่าสุดของ La Mer

 

 

 แรงบันดาลใจสำคัญที่มาร่วมงานกับ La Mer

Gray: จุดเริ่มต้นเกิดมาจากในวัยเด็ก ฉันมีปัญหาผื่นผิวหนังอักเสบ ซึ่งฉันได้หาวิธีในการรักษาอยู่ตลอดมาแต่กลับไม่สามารถรักษาโรคผิวหนังที่ฉันเจอได้เลย จนฉันได้ทดลองใช้ครีมบำรุงของคุณแม่ นั่นก็คือผลิตภัณฑ์จาก La Mer ซึ่งน่าประหลาดใจมาก เพราะหลังจากที่ใช้ครีมบำรุงตัวนี้ ผื่นผิวหนังก็ดูมีท่าทีที่จะเบาบางลง ซึ่งเมื่อคุณแม่รู้ตัวอีกที ฉันก็เผลอใช้ครีมของท่านจนหมดกระปุกเลย

Mario: ฉันและภรรยา Mary ได้รู้จักกับ Crème de la Mer ครั้งแรกเมื่อ 15 ปีก่อน ในสมัยนั้นเวลาที่เราต้องการซื้อสกินแคร์บำรุงผิว เราทั้งสองจะได้โอกาสซื้อเวลาที่เดินไปทางไปท่องเที่ยวที่ยุโรป จนมีคนแนะนำให้เราได้รู้จักกับ Crème de la Mer เราทั้งสองก็ชื่นชอบในผลิตภัณฑ์มากและพอทางแบรนด์ติดต่อมาก็ถือเป็นจุดเชื่อมต่อที่สำคัญเพราะเราชื่นชอบและใช้ผลิตภัณฑ์ตัวนี้อยู่แล้ว

 

ความรู้สึกต่อโปรเจคต์ “The Edge of the Sea”

Mario: สำหรับเราทั้งสอง โปรเจคต์นี้กับ La Mer ถือเป็นผลงานที่ไร้ที่ติด เราทั้งสองเลือกที่จะเดินทางไปยังที่ที่เรามีความสุขร่วมกันที่สุดนั่น ที่ๆ เราทั้งสองชอบที่จะถ่ายภาพร่วมกันอย่างสบายใจที่สุด เรามีบ้านที่ประเทศสเปน เราเลยตัดสินใจที่จะไปเก็บภาพบรรยากาศแห่งความทรงจำกันที่นั่น โดยที่เราทั้งสองไม่ได้มีนางแบบไปเป็นแบบให้กับเรา แต่เราเลือกที่เก็บภาพบรรยากาศความอบอุ่นของเราทั้งสองและบรรยากาศของธรรมชาติของที่นั่นมากกว่า

Gray: เริ่มแรกคือเราทั้งสองไม่ได้นึกข้อจำกัดของการสร้างสรรค์ลวดลายลงบนกระปุก แต่เราเลือกที่จะเก็บภาพความรู้สึกเหมือนที่เราทั้งสองชื่นชอบร่วมกันมากกว่า

ผลงานภาพถ่ายในสีขาว-ดำ บนกระปุก Crème de la Mer รุ่นลิมิเต็ด เอดิชั่น 

 

เป็นเรื่องน่าแปลกใหม่ที่ลวดลายบนกระปุกทั้งสองมาในภาพสีขาว-ดำ เบื้องหลังการนำเสนอในแง่มุมนี้คืออะไร?

 

Mario: เราตัดสินใจครีเอตผลงานเป็นภาพสีขาว-ดำ เพราะนั่นคือวิธีการที่เราอธิบายตัวตนของเราทั้งสองได้อย่างชัดเจน การนำเสนอในรูปแบบนี้มันอยู่เหนือความสวยงาม แต่มันคือเสน่ห์ของการบอกเล่าเรื่องราวและและความทรงจำของเราในรูปแบบหนึ่ง ซึ่งนั่นคือแนวทางในการสร้างสรรค์งานศิลปะของเราทั้งสองคน

 

ภาพถ่ายของ Mario และ Gray Sorrenti ไม่เพียงแต่สร้างสรรค์ลวดลายลงบนกระปุกเท่านั้น แต่ในโปรเจคต์นี้ยังมีวีดีโอหนังสั้นที่ร่วมถ่ายทำกับ Mario และ Gray Sorrenti อีกเช่นเดียวกัน โดยภาพบนกระปุก Crème de la Mer รุ่นลิมิเต็ด อิดิชั่น สองแบบ จะมีลักษณ์เป็นภาพเกลียวคลื่นของท้องทะเลที่สาดกระเซ็นลงบนกระปุกครีม ในสีขาว-ดำ แต่ทว่ากลับดูมีชีวิตชีวาและดูทันสมัยในขณะเดียวกัน

Gray Sorrenti Crème de la Mer (60 ml. 13,700 บาท)

และ Mario Sorrenti Crème de la Mer (60 ml. 13,700 บาท)

โดยในงานเปิดตัวที่จัดขึ้นที่มหานครนิวยอร์ค ก็ได้มีตัวแทนนักแสดงสาวไทยอย่าง คิมเบอร์ลี่ แอน โวลเทมัส บินตรงไปร่วมงานและได้พบกับทั้งสองช่างภาพ Mario และ Gray Sorrenti 

     หากเอ่ยถึงสกินแคร์แบรนด์ La Mer เชื่อเลยว่าสกินแคร์แบรนด์คลาสสิคแบรนด์นี้จะต้องอยู่ในลิสต์สกินแคร์ในฝันของสาวๆ หลายคนแน่นอน แต่เพราะอะไร  La Mer ถึงเป็นที่ใฝ่ฝันของทุกคน ซึ่งคงต้องเท้าความอธิบายกันยาวสักหน่อยถึงจุดเริ่มต้นของ ดร. แมกซ์ ฮูเบอร์ ผู้อยู่เบื้องหลักความมหัศจรรย์ของครีมบำรุงผิวที่เป็นการหลอมรวมแรงบันดาลใจที่ได้จากท้องทะเลนั่นก็คือส่วนผสมหลักอย่างสาหร่ายซีเคลป์ที่เติบโตตามธรรมชาติในทะเลที่เกาะแวนคูเวอร์ ซึ่งจะเก็บเกี่ยวด้วยมือปีละ 2 ครั้ง ในอุณหภูมิที่เหมาะสม ผสมผสานเข้ากับกรรมวิธีสุดล้ำสมัยในการหมักบ่มจนได้เป็นส่วนผสมเอกสิทธิ์สำคัญนั่นก็คือ Miracle Broth  และจากที่โว้กบิวตี้มีโอกาสได้ร่วมสัมภาษณ์ Clyde Johnson, La Mer Global Head of Skincare Artistry จึงได้ทราบข้อมูลมาเพิ่มเติมว่า... มากไปกว่าส่วนผสมอันทรงคุ้นค่าแล้ว ในทุกๆ ผลิตภัณฑ์ของลาแมร์จะมีคลื่นเสียงฝังอยู่ในเนื้อครีม ซึ่งคลื่นเสียงที่ว่าถูกอัดไว้โดย ดร. ฮูเบอร์ เป็นคลื่นเสียงที่เกิดขึ้นขณะที่ส่วนผสมกำลังหมักบ่มหรือในกระบวนการทำน้ำสกัด​เข้มข้น Miracle Broth และเกิดการเปลี่ยนแปลงระหว่างส่วนผสมต่างๆ เทปคลื่นเสียงนี้ก็จะถูกกรอเล่นวนไปมาในวอลลุ่มที่ดังขี้นเพื่อให้เกิดปฏิกิริยากับเนื้อครีมและในทุกส่วนผสมของลาแมร์ ถือเป็นอีกหนึ่งกรรมวิธีที่มีเอกลักษณ์และหาที่ไหนไม่ได้อย่างแน่นอน ซึ่งไม่เพียงแต่ครีมเนื้อเข้มข้นสุดคลาสสิคที่หลายคนคุ้นเคยอยู่แล้ว ในปัจจุบันนี้ยังได้แบ่งแยกย่อยครีมบำรุงผิวออกเป็น 5 เนื้อสัมผัสด้วยกัน ทั้งนี้ก็เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้ให้สามารถเลือกสูตรที่เหมาะสมกับผิวให้เกิดผลลัพท์ที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด

Crème de la Mer – สูตรออริจินัลดั้งเดิม ที่เนื้อครีมมีความเข้มข้นสูงสุดในบรรดา 5 ผลิตภัณฑ์ เหมาะสำหรับคนที่มีผิวแห้งหรือในช่วงที่อากาศเริ่มเย็นขึ้น โดยก่อนใช้แนะนำให้เริ่มจากการวอร์มเนื้อครีมให้อยู่ในอุณหภูมิที่พอเหมาะเพื่อการบำรุงผิวมากที่สุดก่อน

The Moisturizing Cool Gel Cream – สูตรเจลครีม ที่ช่วยเติมความชุ่มชื้นแต่ให้ความรู้สึกเย็น สดชื่นและเบาผิว เหมาะสำหรับช่วงอากาศร้อนและชื้น เพราะเนื้อแบบเจลจะสามารถซึมเข้าผิวได้ไวมากยิ่งขึ้น

The Moisturizing Soft Cream – สูตรครีมเนื้อนุ่ม ที่ให้ความชุ่มชื้นพร้อมกับความฉ่ำโกลว์เป็นของแถม

The Moisturizing Matte Lotion – สูตรโลชั่นที่ให้เนื้อสัมผัสแบบแมตต์ เหมาะสำหรับคนที่มีผิวมัน หรือในวันที่ต้องการลงเมกอัพตามและอยากได้ความติดทนเป็นพิเศษ

The Moisturizing Soft Lotion – สูตรโลชั่นบางเบา จะได้ความเบาสบายผิวแต่ก็ยังมีความชุ่มชื้นเคลือบผิวไว้ได้ยาวนาน

Crème de la Mer, The Moisturizing Cool Gel Cream และ The Moisturizing Soft Cream วางจำหน่าย 3 ขนาดได้แก่

ขนาด 15 ml. ราคา 3,800 บาท 

ขนาด 30 ml. ราคา 7,500 บาท

และ ขนาด 60 ml. ราคา 13,700 บาท

ในส่วนของ The Moisturizing Matte Lotion และ The Moisturizing Soft Lotion วางจำหน่ายในขนาด 50 ml. ราคา 11,400 บาท

อ่านเพิ่มเติม:

  1. Crème de la Mer ปรุงด้วย‘คลื่นเสียง’? ผู้เชี่ยวชาญจาก La Mer แชร์ความลับของสกินแคร์ที่ใครๆ ปรารถนา
  2. ทิปส์เมกอัพส่งตรงจาก Patrick Ta! เจาะลึกเทคนิคที่ใช้ในการแต่งลุคโกลว์ขั้นสุดให้กับ 3 ดาราไทย
ร่วมแสดงความคิดเห็น