SKINCARE

3 ทิปส์บูสต์ความชุ่มชื่นให้ผิวที่แห้งกร้านกลับมาดูอิ่มฟูจากภายในสู่ภายนอก

รวมทิปส์ช่วยให้ผิวชุ่มชื่นจากผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง

ปัญหาผิวแห้ง ขาดน้ำ เป็นต้นเหตุของหลายๆ ปัญหาผิวอย่าง ผิวระคายเคืองง่าย ดูไร้ชีวิตชีวา และขาดความกระชับ นอกจากนี้ยังเป็นต้นเหตุของความมันส่วนเกินบนผิวได้ด้วย เนื่องจากผิวที่ขาดความชุ่มชื่นจะส่งสัญญาณไปยังต่อมผลิตไขมันใต้ชั้นผิวให้หลั่งน้ำมันออกมามากกว่าปกติ โดยการดูแลผิวให้ชุ่มชื่นนั้นสามารถทำได้ด้วยการดูแลจากภายในและภายนอก โว้กบิวตี้รวม 3 ทิปส์ดูแลผิวให้ชุ่มชื่นมาฝากกัน



TIP 1: เติมความชุ่มชื่นจากภายใน

ก่อนอื่นเลยผิวจะไม่สามารถดูชุ่มชื่นจากภายในได้ถ้าเราไม่เริ่มการดูแลตัวเองจากภายใน ซึ่งถึงตอนนี้เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินกันจนคุ้นหูเกี่ยวกับการมีสุขภาพผิวที่ดีเริ่มที่การดื่มน้ำให้เพียงพอ โดยนับเป็นหนึ่งในทิปส์สำคัญที่ที่ไม่ควรมองข้าม ทั้งนี้เนื่องจากภายในเซลล์ผิวของเราประกอบไปด้วยไขมันที่มีคุณสมบัติดึงดูดน้ำ (Hydrophilic) และ ส่วนที่ดึงดูดน้ำมัน (Lipophilic) ดังนั้นการดูแลผิวให้ชุ่มชื่นจากภายในควรทำด้วยการดื่มน้ำให้เพียงพอควบคู่ไปกับการกินอาหารที่มีกรดไขมันดี อย่าง ถั่ว อโวคาโด้ และ ปลา 

 

TIP 2: อย่าผลัดเซลล์ผิวบ่อยจนเกินไป

ถึงแม้การผลัดเซลล์ผิวมีคุณสมบัติช่วยผลัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วออก ช่วยให้เผยผิวใหม่ที่กระจ่างใส แต่ถ้าใช้บ่อยจนเกินไปอาจก่อให้ผิวสูญเสียความชุ่มชื่นและระคายเคืองได้ง่าย ทั้งนี้ถ้าต้องการผลัดเซลล์ผิวแบบไม่ต้องกังวลเรื่องการระคายเคืองผิว แนะนำให้มองหากรดผลัดเซลล์อย่าง Polyhydroxy Acids หรือ PHA เนื่องจากมีโมเลกุลที่ใหญ่กว่าเมื่อเทียบกับกรด AHA จึงช่วยผลัดเซลล์ผิวได้อย่างอ่อนโยนกว่า พร้อมช่วยให้พื้นผิวเรียบเนียนและคงความชุ่มชื่นไปในตัว นอกจากนี้ควรมาหาสกินแคร์ที่ช่วยผิวกักเก็บความชุ่มชื่นใช้ควบคู่ไปในรูทีนด้วย อย่าง เซราไมด์ และ Niacinamide

 


TIP 3: เน้นสกินแคร์ช่วยล็อคความชุ่มชื่นในรูทีน

เพื่อดูแลผิวให้ชุ่มชื่น ควรเติมสกินแคร์ที่มีส่วนผสมช่วยคืนและกักเก็บความชุ่มชื่นเข้าไปในรูทีน อย่าง Hyaluronic Acid, Glycerin, Ceramide และ Aloe Vera โดยถ้าเป็นในรูปแบบของเซรั่มจะสามารถซึมซาบเข้าสู่ผิวได้อย่างล้ำลึก ส่วนถ้าเป็นมอยส์เจอไรเซอร์จะทำหน้าที่ช่วยล็อคความชุ่มชื่นและป้องกันผิวไม่ให้สูญเสียความชุ่มชื่น

 

 

ไอเท็มที่ทีมโว้กบิวตี้อยากแนะนำ:

1 / 7

Hydra Beauty Camellia Water Cream จาก Chanel ราคา 2,300 บาท
มอยส์เจอไรเซอร์เนื้อฟลูอิดบางเบา ช่วยเติมความชุ่มชื่นให้ผิว ด้วยคุณค่าการบำรุงของน้ำจากดอกคามิลเลียสีขาวที่ช่วยมอบความสดชื่นและคืนความเปล่งปลั่งแก่ผิว

2 / 7

Moisture Surge™ 100-Hour Auto-Replenishing Hydrator จาก Clinique ราคา 1,950 บาท
มอยส์เจอไรเซอร์เนื้อเจลครีมบางเบาแต่ช่วยเติมความชุ่มชื่นให้ผิวได้อย่างล้ำลึกและล็อคความชุ่มชื่นไว้ได้ยาวนาน

3 / 7

HA Densimatrix จาก mesoestetic ราคา 3,490 บาท
เซรั่มไฮยาฯ เข้มข้น ประกอบไปด้วยขนาดของกรดไฮยาลูรอนิกหลายโมเลกุล จึงสามารถซึมเข้าสู่ผิวได้อย่างล้ำลึก มีคุณสมบัติช่วยกระตุ้นการผลิตคอลลาเจน ส่งผลให้ผิวดูอิ่มน้ำและเฟิร์มกระชับ

4 / 7

The Hyaluronic Ampoule จาก Dr. Spiller ราคา 2,890 บาท
แอมพูลกรดไฮไยลูรอนิคเข้มข้น มาพร้อมโมเลกุล 3 ขนาด จึงสามารถซึมเข้าสู่ผิวได้อย่างล้ำลึก ผสานส่วนผสม Biopolymer ที่ช่วยกระตุ้นให้ผิวดูดซึมไฮยาฯ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

5 / 7

Hyaluronic Acid Serum จาก CeraVe ราคา 617 บาท
เซรั่มไฮยาลูรอนิคเนื้อเจลครีมมีส่วนผสมของเซราไมด์ 3 ชนิดที่ช่วยเติมความชุ่มชื่นให้ผิว พร้อมเสิรมความแข็งแรงให้เกราะปกป้องผิว อีกทั้งผสานวิตามินบี 5 ที่ช่วยปลอบประโลมผิว

6 / 7

The Moisturizing Soft Cream จาก La Mer 60 มล. ราคา 13,900 บาท
มอยส์เจอไรเซอร์เนื้อบางเบา มีส่วนผสมของน้ำสกัดเข้มข้น Miracle Broth™ ที่อัดแน่นไปด้วยพลังการฟื้นฟูผิวของสาหร่ายเคลป์ และส่วนผสม Lime Tea ที่อุดมด้วยสารต่อต้านอนุมูลอิสระ ที่ช่วยเติมความชุ่มชื่นอย่างล้ำลึก พร้อมช่วยเสริมปราการปกป้องผิว

7 / 7

PHAT Glow Facial จาก Ole Henriksen ราคา 1,850 บาท
มาส์กช่วยผลัดเซลล์ผิวอย่างอ่อนโยนด้วยส่วนผสมของกรด PHA ที่นอกจากช่วยเผยผิวที่เรียบเนียนกระจ่างใสแล้ว ยังช่วยให้ผิวแลดูเปล่งปลั่ง อิ่มฟูด้วย

ข้อมูล : https://www.vogue.co.uk/beauty/article/how-to-hydrate-skin

WATCH