Make Up
โดย Pornteera Choksamai
  เมื่อ 2 สัปดาห์ที่แล้ว
ร้านขายเครื่องสำอางในอเมริกาประกาศปิดชั่วคราว! แบรนด์บิวตี้และลูกค้าต้องปรับตัว

ตั้งแต่มีการระบาดของโคโรน่าไวรัสทั่วโลก อุตสาหกรรมห้างร้านก็มีความซบเซาขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เนื่องประชาชนกลัวที่จะต้องออกไปไหนมาไหน เพื่อป้องกันตัวเองและลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัส กลายเป็นว่าตอนนี้อุตสาหกรรมบิวตี้รวมถึงห้างร้านต่างก็ต้องมีการปรับกลยุทธ์ไม่ว่าจะเป็นการรักษาความสะอาด เก็บเทสเตอร์เพื่อป้องกันการระบาด จนถึง ณ ตอนนี้ช็อปของแบรนด์เครื่องสำอางในอเมริกาได้เริ่มทยอยปิดหน้าร้านเป็นการชั่วคราวเพื่อลดการระบาดที่กินวงกว้างมากขึ้นเรื่อยๆ 

 

อย่างที่สหรัฐอเมริกาและแคนาดาเอง ร้านขายสินค้าความงามอย่าง Sephora และ Ulta ก็จำเป็นต้องเก็บเทสเตอร์หรือสินค้าทดลองของผลิตภัณฑ์ต่างๆ ออกทั้งหมดตั้งแต่ในช่วงวันที่ 12 มีนาคมที่ผ่านมา เพื่อลดความเสี่ยงในการเป็นแหล่งเพาะเชื้อไวรัสและการติดต่อจากผู้ใช้คนนึงไปอีกคน และในวันที่ 16 ก็ได้มีประกาศปิดหน้าร้านจนถึงต้นเดือนมีนาคมเพื่อลดความเสี่ยงต่างๆ ทั้งสำหรับลูกค้าและตัวพนักงานเองด้วย ล่าสุดเรามีโอกาสไปเดินที่ดรักสโตร์แห่งหนึ่ง ซึ่งก็ไม่มีผลิตภัณฑ์ต่างๆ ให้ลองแล้ว กลายเป็นว่าการซื้อเครื่องสำอางต่างๆ จะทำให้เราตัดสินใจซื้อได้ยากขึ้นไปอีก แต่ในส่วนของเซโฟร่าประเทศไทยนั้น ยังมีเทสเตอร์สำหรับการลองผลิตภัณฑ์ตามปกติทุกสาขา ซึ่งทางเซโฟร่ามีมาตรการในการทำความสะอาดเพิ่มมากขึ้น และในการทดลองสินค้าทุกชิ้นต้องใช้แอพพลิเคเตอร์ที่ทางร้านจัดเตรียมไว้ให้ รวมถึงการงดให้บริการแต่งหน้าสำหรับลูกค้าอีกด้วย

ในสหรัฐอเมริกานอกจาก Sephora และ Ulta แล้วยังมี Lush Kiehls และ Nars ที่ประกาศปิดหน้าร้านชั่วคราวแล้วเรียบร้อย รวมถึงแบรนด์ความงาม Glossier ก็ได้ประกาศปิดสาขาที่นิวยอร์ก ลอนดอน ลอสแองเจลลิส และแอตแลนตา เป็นเวลา 2 สัปดาห์เช่นกัน นอกจากนี้ Sephora ของสหรัฐอเมริกาและแคนาดา ได้มีนโยบายส่งของฟรีทุกออเดอร์ให้กับลูกค้าแล้วเรียบร้อย ถือว่าเวลานี้เป็นการพิสูจน์ความสามารถของแบรนด์ ที่อาจจะต้องหันหน้ามาวางกลยุทธ์ในการเพิ่มยอดขายทางออนไลน์ให้มากขึ้นนั่นเอง

 

เมื่อหน้าร้านถูกปิดเป็นการชั่วคราว เซโฟร่าในต่างประเทศจึงโปรโมทการใช้ Virtual Artists อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งเป็นแอปพลิเคชั่นในการให้ลองสีสันของเมกอัพผ่านระบบออนไลน์ แต่ถามว่าแม่นย้ำขนาดไหน อาจจะต้องไปลองใช้กันเอง ถือว่าเป็นการช็อปปิ้งที่แอดวานซ์ขึ้นไปอีกขั้น เช่นเดียวกับทาง Emily Weiss CEO ของ Glossier ได้พลิกวิกฤตการปิดหน้าร้านนี้มาเป็นโอกาส ในการเพิ่มยอดลูกค้าออนไลน์ ด้วยการบริการ Face Time ที่ลูกค้าเองสามารถจองเวลาในการปรึกษาเรื่องผลิตภัณฑ์กับผู้เชี่ยวชาญของ Glossier ซึ่งเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่จะคงความใกล้ชิดระหว่างพนักงานขายกับลูกค้าเอาไว้ รวมถึงเอาใจคนที่ยังเคยชินหรือชอบเซอร์วิสของหน้าร้านแบบออฟไลน์ ในเวลานี้เราเชื่อว่าบทบาทของบล็อกเกอร์และอินฟลูเอนเซอร์ออนไลน์จะมีมากขึ้นด้วย เพราะเป็นวิธีดั่งเดิมในการสื่อสารกับคนหมู่มาก โดยไม่ต้องเสี่ยงต่อการติดโรค

ร่วมแสดงความคิดเห็น