Make Up
โดย เอกชัย สุทธิยั่งยืน
  19 มิถุนายน 2561
Christina Aguilera กับการหลุดกรอบจากคำว่าป๊อปดีว่าในอัลบั้ม Liberation

     เกือบ 10 ปีที่ผ่านมา นับว่าไม่ใช่เส้นทางการเป็นดาวที่โรยด้วยกลีบกุหลาบเท่าไรนักของคริสติน่า อากีเลร่า นับตั้งแต่อัลบั้ม Bionic (2010) ต่อเนื่องด้วยอัลบั้ม Lotus (2012) ที่แป้กสนิทจนหลายๆ คนเอามาเป็นคำล้อถึงอัลบั้มไหนก็ตามที่แป้ก และถึงแม้การโดดมานั่งเป็นหนึ่งในกรรมการของรายการ The Voice US ก็ดูเหมือนว่าจะไม่ช่วยเติมไฟให้กับคำว่าดีว่าในตัวเธอเท่าไรนัก แต่กลับจะยิ่งให้เก้าอี้ดีว่าของเธอต้องเป็นอันสั่นคลอน

     แต่การกลับมาพร้อมอัลบั้มใหม่ Liberation ที่หากใครเป็นแฟนเพลงเธอจะรู้ดี ว่านี่คือตัวตนที่แท้จริงที่เราเคยได้สัมผัสกันมาแล้วกับช่วงพีกในเส้นทางอาชีพของเธอจากอัลบั้ม Stripped (2002) ที่เต็มไปด้วยเพลงช้าบัลลาดโชว์พลังเสียง ในเพลงอย่าง “Walk Away” หรือจะทำให้โลกของเพลงป๊อปร้อนเป็นไฟด้วยความแรงของเพลง “Dirty

     ลองนึกดูว่า หากใครคนหนึ่งหายไปจากชีวิตเรานานกว่า 6 ปี แล้วในวันที่คนคนนั้นวนกลับเข้ามาในชีวิตเราอีกครั้ง เราก็ต้องอดสงสัยไม่ได้ว่า 6 ปีที่หายไป เธอเป็นอย่างไรบ้าง เปลี่ยนแปลงไปอย่างไร Liberation จึงเปรียบเสมือนการรวบรวมเรื่องราวในช่วงชีวิตของคริสติน่าที่น้อยคนจะรู้จากตามหน้าสื่อ เพราะถูกฉาบหน้าด้วยภาพลักษณ์ของนักร้องดีว่าจอมบงการ จนกระทั่งเธอรู้สึกเป็นอิสระพอที่จะพาเราไปทำความรู้จักกับตัวตนที่แท้จริงและรสนิยมทางดนตรีของเธอ ที่เป็นมากกว่าเพลงป๊อป  

 

     แค่เริ่มต้นด้วย “Maria” ที่ได้คานเย เวสต์ มาช่วนโปรดิวซ์ พร้อมการแซมเปิลจาก The Jackson 5 ดนตรีบัลลาด เครื่องสาย เปี่ยมไปด้วยอารมณ์ ซึ่งพอคริสติน่าเอ่ยเสียงร้องก็รู้ทันทีว่าองค์ลงแล้ว กลับมาแล้ว พอส่งต่อเข้าช่วงจังหวะดนตรีสังเคราะห์ยิ่งดีขึ้นไปอีก ทำให้เราเห็นถึงมู้ดแอนโทนของอัลบั้มนี้ ด้วยเนื้อร้องที่หากตั้งใจฟังจะรู้ว่า เธอออกมาระบายเรื่องราวช่วงกว่า 6 ปีที่พักการออกอัลบั้มไป แถมว่าชีวิตคนดังทำให้เธอรู้สึกต่ำต้อยแค่ไหนและหลงทิศทาง พร้อมๆ กับโหยหาตัวตนที่แท้จริงของเธอ แค่แทร็กแรกเธอก็ปล่อยของขนาดนี้แล้ว ต่อเนื่องการกระชากอารมณ์ด้วย “Sick of Sittin” ที่มาพร้อมกับดนตรีแบบคันทรี่ ร็อกแอนด์โรล ที่มีความเปรี้ยวแต่เท่เหมือนเพลง “Fighter” จากอัลบั้ม Stripped ที่เธอแอบจิกกัดช่วงการที่เธอไปเป็นกรรมการในรายการ The Voice เบาๆ

     หากพูดถึงคริสติน่าแล้ว ลีลาการหวีดเสียงพลังพ่นไฟนับว่าเป็นลายเซ็นที่ต้องมีในทุกเพลง “Fall in Line” เพลงไฮไลต์ของอัลบั้มที่ควรค่าตัดเป็นซิงเกิลเปิดตัวเป็นอย่างมาก การดีไซน์เสียงร้องที่เป็นลายเซ็นของเธอ พร้อมดนตรีบัลลาดหนักแน่นเล่นใหญ่ แถมได้เดมี่ เลอวาโด้ มาช่วยฟีเจอริ่ง ยิ่งเหมือนเป็นการส่งพลังกันไปมา สิ่งที่ต้องยกนิ้วให้อีกอย่างคือ เนื้อเพลงที่หยิบเอาประเด็นเรื่อง #metoo มาพูดถึงในวงการป๊อป ซึ่งระดับเธอแล้วก็ต้องรู้ต้องเห็นมาทุกสิ่งตั้งแต่เริ่มเส้นทางในวงการบันเทิงตั้งแต่ยุค 90’s จากมิกกี้เมาส์คลับ ใครที่คิดถึงเธอจากอัลบั้มยุค Back to Basic (2006) ฟังเพลงนี้แล้วต้องหายคิดถึง เพราะให้ฟีลคริสติน่าคนดีคนเดิมของแฟนๆ กลับมาแล้ว เช่นเดียวกับ “I Don’t Need It Anymore” ด้วยเสียงร้องโชว์พลังแบบถนัดของเธอ ที่ฟังๆ ไปแล้วจะนึกว่ามีท่อนเครื่องเป่าแทรกขึ้นมาแบบ “Ain’t No Other Man”

     อีกหนึ่งเพลงบัลลาดในอัลบั้มนี้อย่าง “Twice” เธอก็ทำได้ดีไม่แพ้กัน ถึงจะเป็นเพลงบัลลาดสวยๆ แต่เนื้อหาไม่ได้สวยเหมือนดนตรี เพราะเธอได้ทำการสารภาพบาปกับความเน่าเฟะของวงการฮอลลีวูด ว่าการที่เธอจะไปถึงเป้าหมายความสำเร็จนั้นบางครั้งเธอก็ต้องยอมจำนนต่อด้านมืดของวงการบันเทิงด้วยเช่นกัน อย่างที่บอกว่าอัลบั้มนี้เธอมาพร้อมกับความอิสระ ที่ถึงแม้จะเป็นเพลงบัลลาดตามสไตล์เธอ แต่ใน “Masochist” เพลงช้าที่จับเอาเสียงป๊อปสังเคราะห์มาใส่ พูดถึงเรื่องราวของความสัมพันธ์ที่รู้ทั้งรู้ว่าควรเลิกแต่ก็ทำอะไรไม่ได้เพราะรักเขาไปแล้ว เลยเป็นเหมือนพวกโรคจิตเสพติดความเจ็บปวดไปโดยปริยาย ให้อารมณ์เหมือนภาคต่อของเพลง “Walk Away” จากอัลบั้ม Stripped เช่นกัน หรืออย่าง “Unless It’s With You” ที่เป็นเพลงช้าบัลลาดเปียโนสวยๆ แต่เนื้อหานั้นเจ็บปวดหัวใจ กับการตั้งคำถามถึงความสัมพันธ์ที่หาใช่ว่าการแต่งงานคือคำตอบของทุกสิ่ง และการแต่งงานก็ไม่ใช่แฮปปี้เอ็นดิ้งเสมอไป แต่ถึงยังไงเธอก็ยังเชื่อในความรักและพร้อมจะแต่งงานกับคนที่ใช่อยู่ดี 

     นอกจากความกล้าในการเล่าเรื่องแล้ว คริสติน่าก็ยังกล้าในเรื่องของพาร์ตดนตรีที่จะทดลองอะไรใหม่ๆ ซึ่งสิ่งที่เห็นได้ชัดจากอัลบั้มนี้คือ การหยิบนู่นหยิบนี่มาผสมรวมกัน เริ่มตั้งแต่ “Right Moves ft. Keida”, “Shenseea” เพลงป๊อปกลิ่นอายเร็กเก้ ที่เธอเริ่มพาคนฟังไปสัมผัสรสนิยมในการฟังเพลงส่วนตัวของเธอ ที่คนส่วนใหญ่คิดว่าเธอชอบแต่จะพ่นไฟโชว์พลังเสียงอย่างเดียว แต่อาร์แอนด์บี ฮิปฮอป ก็นับว่าเป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจของเธอเหมือนกัน พอเริ่มแง้มให้เห็นถึงรสนิยมการฟังเพลงของเธอแล้ว “Like I doft.GoldLink” ก็พาเราไปอยู่ในอีกโลกดนตรีของเธอทันที ด้วยเพลงอาร์แอนด์บีแบบสมัยนิยม จากลีลาการโปรดิวซ์โดย Anderson .Paak ที่ฟังเพลิน ไม่ได้ดีไม่ได้แย่ ฟังไปฟังมาแล้ว เออ...เสียงของเธอก็เข้ากับเพลงอาร์แอนด์บีเหมือนกันนะ ในเพลง “Deserve” ก็ได้เสียงซินธิไซเซอร์มาสร้างความแปลกใหม่ท่ามกลางเนื้อหาที่เต็มไปด้วยความขี้หึง ความไม่มั่นใจ การทำเรื่องบ้าๆ แต่บอกว่าที่ทำไปเพราะรักของเธอ

 

     แต่ก็ใช่ว่าการทดลองอะไรใหม่จะเป็นผลสำเร็จเสมอไป เพราะอย่างเพลงซิงเกิลเปิดตัว “Accelerate” ที่พาคนงงงวยกันไปถ้วนหน้า ด้วยเพลงสไตล์ซินธิไซเซอร์เหนือความคาดหมายว่าเธอจะมาแนวนี้ ซึ่งเพลงดังกล่าวได้ Ty Dolla $ign และ 2 Chainz มาช่วยฟีเจอริ่งและทำให้เพลงนี้ไม่ขี้เหร่จนเกินไป แต่ก็คงจะไม่มีอะไรแย่ไปกว่า “Pipe ft. XNDA” ซึ่ง XNDA คือตัวละครลึกลับที่ไม่มีใครรู้ว่าคือใคร แต่ก็มีการลือว่าศิลปินคนนั้นคือ P!NK แต่ไม่ว่าศิลปินคนนั้นจะเป็นใคร เพลงนี้ก็เป็นเพลงที่เชยสะบัดเหมือนกับหลุดมาจากเพลงอาร์แอนด์บียุค 2000 ที่เอาต์ไปนานโขแล้ว

อ่านเพิ่มเติม:

  1. ถ่ายเอ็มวีในพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ Beyonce และ Jay-Z เท่านั้นที่ทำได้
  2. ร่างกายเปลือยเปล่า, ศิลปะ, แฟชั่น ที่หลอมรวมกันจนแยกไม่ออก
  3. 'Cinema Oasis' โรงหนังอิสระผู้มอบแสงสว่างให้แก่นักทำหนังและผู้ชมที่เกลียดการถูกริดรอนสิทธิ์
ร่วมแสดงความคิดเห็น