'Blurry Eyeshadow' การแต่งตาที่โดดเด่นด้วยอายแชโดว์เพียงสีเดียว พร้อมทิปส์การแต่งยังไงไม่ให้ตาดูลอย

คิดไม่ออกบอกการแต่งตาแบบ Blurry Eyeshadow

Photo: @leahbaines_mua / @josecorella / @nikki_makeup

เทรนด์การแต่งตาสีเดียวเป็นเทรนด์ที่เรามักจะเห็นบนรันเวย์ในช่วงแฟชั่นวีกซะเป็นส่วนใหญ่ แต่บางลุคก็สามารถนำมาใช้แต่งได้ในชีวิตประจำวันจริงๆ ขึ้นอยู่กับโทนสีที่เลือกใช้และการมิกซ์แอนด์แมทช์ให้เข้ากับเมกอัพลุคในแต่ละโอกาส ใครที่ยังไม่กล้าก้าวออกจากคอมฟอร์ตโซนในการแต่งตา โว้กบิวตี้ขอแนะนำ "Blurry Eyeshadow" เป็นเทคนิคการแต่งตาโดยใช้อายแชโดว์เพียงสีเดียวเท่านั้น แถมยังง่ายในการแต่ง สะดวก รวดเร็ว มาพร้อมกับทิปส์ที่จะช่วยให้การแต่งตาดูไม่ลอยจนเกินไป

 1. การเลือกเนื้อสัมผัสของอายแชโดว์

  • หากเลือกใช้อายแชโดว์เนื้อแมตต์หรือเนื้อด้าน แบบไม่มีประกายแววาวของเม็ดชิมเมอร์ ให้เริ่มทาให้ทั่วเปลือกตาด้วยนิ้วมือหรือแปรงหัวแบน เพราะแปรงชนิดนี้จะมีขนเรียงตัวกันแน่น สามารถจับสีอายแชโดว์ได้เต็ม จึงทำให้การลงสีออกมาชัดเจน จากนั้นใช้แปรงสำหรับเกลี่ยสี หรือ Blending Brush เบลนด์สีอายแชโดว์บริเวณกระบอกตาให้ฟุ้ง โดยเบลนด์จากซ้ายไปขวาจนกว่าสีจะกลืนเข้ากันกับเบ้าตา เน้นเรื่องการเบลนด์ให้เข้ากับรูปตาเป็นหลัก เพราะการใช้อายแชโดว์สีเดียวเป็นหลักและแต่งเกินบริเวณดวงตาไปมากจะทำให้ตาดูลอยและช้ำได้
  • หากเลือกใช้อายแชโดว์เนื้อชิมเมอร์หรือมีความแวววาว เริ่มจากการทาบริเวณเปลือกตาเช่นกันแต่ไม่ต้องถึงบริเวณเบ้าตา อาจจะตาแค่ 2 ใน 3 ส่วนของเปลือกตาหรือบริเวณที่ชิดโคนขนตาจนถึงกึึ่งกลางตาก็พอ จากนั้นใช้แปรงสำหรับเกลี่ยสี เบลนด์อายแชโดว์ให้ฟุ้งถึงบริเวณกระบอกตาแต่ไม่ต้องขึ้นไปสูงถึงใต้ท้องคิ้ว เพราะการใช้อายแชโดว์เนื้อสัมผัสแบบนี้ หากแต่งเกินจากบริเวณดวงตาออกไปมากจะทำให้อายเมกอัพดูเลอะเทอะเกินไป

  • ในส่วนของบริเวณขอบตาล่างให้ใช้แปรงแบนจุ่มสีอายแชโดว์แล้วทาบริเวณขอบตาล่างและเบลนด์เล็กน้อย โดยไม่ต้องเบลนด์ให้ฟุ้งออกมาเกินจากปลายขนตาของเรา ทำได้เหมือนกันทั้งอายแชโดว์เนื้อแมตต์และเนื้อชิมเมอร์ หรือถ้าใครอยากได้ลุคออกแนวแฟชั่น เช่น การเลือกอายแชโดว์สีสดหรือนีออน อาจจะแต่งแค่บริเวณเปลือกตา ส่วนขอบตาล่างอาจจะแค่ปัดมาสคาร่าก็ได้ *(ต้องบอกก่อนว่าอาจจะเป็นลุคที่ไม่สามารถแต่งได้ในทุกวัน แต่สามารถนำไปมิกซ์แอนด์แมทช์แต่งไปงานหรือปาร์ตี้แทนได้)



1 / 3

Scattered Light Glitter Eyeshadow จาก Hourglass (ราคา 1,200 บาท)




2 / 3

Single Eyeshadow จาก Nars (ราคา 850 บาท)




3 / 3

Moondust Eyeshadow จาก Urban Decay (ราคา 850 บาท)


2. การเลือกโทนสีของอายแชโดว์

บางคนอาจจะมองข้ามเรื่องเนื้อสัมผัสของอายแชโดว์แต่มาโฟกัสที่โทนสีแทน ซึ่งการเลือกโทนสีเป็นเรื่องที่ควรให้ความสำคัญเช่นกัน เพราะการแต่งตาแบบนี้คือการชูความโดดเด่นของอายแชโดว์เป็นหลัก หากเลือกสีโทนเย็นอย่างฟ้า เขียว หรือม่วง แนะนำให้จับคู่กับลิปสติกสีนู้ดโทนชมพูที่ทาให้ริมฝีปากดูอมชมพูเป็นระเรื่อๆ หรือถ้าเลือกสีโทนร้อนอย่างส้ม แดง หรือเหลือง อาจจะปัดแก้มด้วยสีชมพูอ่อนๆ โดยเลือกบลัชออนโทนสีชมพูแบบไม่ติดส้มหรือแดงจนเกินไป ตามด้วยการปัดไฮไลต์สีขาวเพิร์ลบริเวณโหนกแก้มเพื่อเพิ่มความโกลว์ให้กับลุคก็ได้

3. เทคนิคการจับคู่สีของอายแชโดว์กับลุคเมกอัพ

เพื่อไม่ทำให้การแต่งตาดูลอยจนเกินไป อย่างน้อยควรปัดมาสคาร่าประมาณ 1-2 รอบ เพื่อให้ขนตาเด้งงอนรับกับอายแชโดว์ที่แต่งไว้ แต่ถ้าใครอยากเพิ่มกิมมิคให้กับลุค อาจจะเขียนอายไลเนอร์เส้นบางๆ หรือติดขนตาปลอมก็สามารถทำได้เช่นกัน ส่วนงานผิวก็ขึ้นอยู่กับลุคของการแต่งหน้าว่าแต่งเพื่อในโอกาสอะไร ถ้าแต่งในชีวิตประจำวัน สำหรับใครที่ผิวไม่ได้มีปัญหามาก อาจจะแต้มคอนซีเลอร์ในบริเวณที่ต้องการการปกปิดแล้วเซตด้วยแป้งฝุ่นหรือแป้งผสมรองพื้นอัดแข็ง แต่ถ้าใครต้องการลุคแน่นจัดเต็มเพื่อไปงานกลางคืนหรืองานปาร์ตี้สังสรรค์ก็ควรลงรองพื้นอย่างน้อยหนึ่งชั้น เพื่อให้รองรับเข้ากับอายเมกอัพนั่นเอง



1 / 2

Super Sharp Line EX2.0 จาก KATE TOKYO (ราคา 320 บาท)




2 / 2

Heroine Make Long and Curl Super Waterproof Mascara จาก Kiss Me (ราคา 480 บาท)


คีย์เวิร์ด: eyeshadow makeup tips