VOGUE BEAUTY SHOPPING

แค่ 3-Step ก็เอาอยู่! เปิดสเต็ปสกินแคร์รูทีนฉบับคนไม่มีเวลา

แค่เคลนเซอร์ มอยส์เจอไรเซอร์ และครีมกันแดดก็พอแล้ว! 3-Step Skincare Routine ทางออกของสาวๆ ที่ไม่มีเวลามากพอในการทำ 10-Step Skincare Routine

     10-Step Skincare Routine ที่กำลังได้รับความนิยมจากสาวๆ ในขณะนี้ต้องแลกมาด้วยเวลาในแต่ละวันที่ถูกใช้เพิ่มมากขึ้น รวมถึงค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น ทำให้ไม่ตอบโจทย์สำหรับสาวๆ ที่งานยุ่ง ไม่มีเวลา หรือกำลังอยู่ในโหมดรัดเข็มขัด แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าสาวๆ กลุ่มนี้จะไม่สามารถมีผิวหน้าสุขภาพดีได้ เพราะโดยพื้นฐานแล้วการดูแลผิวหลักๆ ที่จะขาดไปไม่ได้มีเพียง 3-Step Skincare Routine คือ เคลนเซอร์ (Cleanser) มอยส์เจอไรเซอร์ (Moisturizer) และครีมกันแดด (Sunscreen) นั่นหมายความว่าแม้จะไม่มีเวลาให้กับสกินแคร์รูทีน 10 สเต็ป แต่ถ้าหากทำ 3 สเต็ปนี้ครบถ้วนเป็นประจำทุกวัน ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้สาวๆ มีผิวหน้าสุขภาพดี

Step 1 - เคลนเซอร์ (Cleanser)

     ในแต่ละวันสาวๆ ต้องเผชิญสิ่งสกปรกมากมาย ทั้งมลภาวะ สารตกค้างจากสกินแคร์และเมกอัพ แบคทีเรีย เซลล์ผิวหนังที่ตายแล้ว เหงื่อและความมัน ซึ่งทำให้เกิดการอุดตันของรูขุมขน ทำให้ผิวหน้าหมองคล้ำ ไม่สดใส การล้างหน้าด้วยเคลนเซอร์จึงเป็นขั้นตอนแรกของสกินแคร์รูทีนที่สำคัญ ซึ่งจะช่วยขจัดสิ่งสกปรกต่างๆ ที่ต้องเผชิญมาตลอดทั้งวันออกจากผิวหน้า รวมถึงกำจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วออกไปเพื่อให้ผลัดเซลล์ผิวใหม่ได้ตามธรรมชาติ เผยผิวใหม่ที่เรียบเนียน ลดโอกาสในการเกิดปัญหารูขุมขนกว้าง ริ้วรอย หน้าแก่กว่าวัย ตลอดจนปัญหาสิวอักเสบและสิวอุดตัน

     นอกจากนี้ การเลือกเคลนเซอร์ที่เหมาะกับผิวหน้าก็เป็นสิ่งที่สำคัญ โดยสาวๆ ต้องประเมินสภาพผิวของตนเองเป็นอันดับแรก (ผิวแห้ง ผิวมัน ผิวผสม ผิวแพ้ง่าย) จากนั้นเลือกเคลนเซอร์ที่มีส่วนผสมหลักที่เหมาะกับสภาพผิวมากที่สุด เช่น เคลนเซอร์ที่มีส่วนผสมในการดูดซับความมันสำหรับผิวมัน หรือเคลนเซอร์สูตรอ่อนโยน ปราศจากน้ำหอมและสารเคมีอันตรายสำหรับผิวแพ้ง่าย เป็นต้น นอกจากนี้ควรเลือกเคลนเซอร์ที่มีค่า pH ใกล้เคียงกับผิวเพื่อป้องกันอาการระคายเคือง

The Rice Wash Cleanser (120 ml) จาก Tatcha

แบรนด์สกินแคร์ออร์แกนิกสัญชาติญี่ปุ่นที่เป็นที่ชื่นชอบของบิวตี้บล็อกเกอร์ทั่วโลก ซึ่งเคลนเซอร์หลอดนี้มีส่วนผสมจากข้าว กรดไฮยาลูรอนิก และ Hadasei-3 จากการหมักซูเปอร์ฟู้ดหลากหลายชนิดจากญี่ปุ่นซึ่งอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ชำระล้างผิวหน้าให้สะอาดหมดจดอย่างอ่อนโยนเพราะมีค่า pH เป็นกลาง พร้อมเติมเต็มความชุ่มชื้นให้กับผิว เพื่อผิวดูเรียบเนียนและนุ่มนวล

ราคา 1,440 บาท

     อย่างไรก็ตามมีข้อยกเว้นสำหรับสาวๆ ที่แต่งหน้าและผู้ที่เผชิญปัญหาสิวอุดตัน สาวๆ กลุ่มนี้ควรใช้เทคนิค Double Cleans ด้วยการเพิ่มเคลนซิ่งขึ้นมาอีก 1 สเต็ปก่อนขั้นตอนของเคลนเซอร์ เพื่อให้ทำความสะอาดผิวหน้าได้หมดจดมากยิ่งขึ้น

Take The Day Off Cleansing Balm (125 ml) จาก Clinique

เคลนซิ่งบาล์มเนื้อเนียนนุ่มที่จะเปลี่ยนสภาพเป็นครีมน้ำนมเมื่อสัมผัสกับน้ำ มีส่วนผสมของ Safflower Seed Oil ช่วยสลายเมกอัพบนใบหน้าและทำความสะอาดผิวได้หมดจดโดยที่ไม่ทำให้ผิวแห้งตึง นอกจากนี้ยังปราศจากน้ำหอม ผ่านการทดสอบการเกิดอาการแพ้และการทดสอบโดยจักษุแพทย์ จึงมั่นใจได้ในความปลอดภัย

ราคา 1,650 บาท

     แม้จะเลือกเคลนเซอร์และเคลนซิ่งที่เหมาะกับผิวหน้าเป็นอย่างดี แต่ถ้าหากล้างหน้าที่ผิดวิธีก็อาจส่งผลลัพธ์ที่ตรงกันข้ามได้ ซึ่งการล้างหน้าที่ถูกวิธีควรเริ่มต้นจากการล้างมือให้สะอาดก่อน จากนั้นล้างหน้าด้วยน้ำเปล่าอุณหภูมิปกติหรืออุ่นนิดๆ (การล้างหน้าด้วยน้ำที่อุณหภูมิสูงเกินไปจะทำให้ผิวหน้าแห้ง) ใช้เคลนเซอร์ที่เหมาะสมกับผิวนวดไปบนใบหน้าตามแนวรูขุมขนประมาณ 20 วินาทีแล้วล้างออกด้วยน้ำเปล่า ซับหน้าให้หมาดด้วยผ้านุ่มแล้วทามอยส์เจอไรเซอร์เพิ่มความชุ่มชื้นทันที เพราะนี่คือช่วงเวลาที่ผิวดูดซึมครีมได้ดีที่สุด

Step 2 – มอยส์เจอไรเซอร์ (Moisturizer)

     ผิวขาดน้ำเป็นปัญหาที่พบได้ในทุกสภาพผิว ไม่ว่าจะเป็นผิวแห้ง ผิวมัน หรือผิวผสม ซึ่งส่งผลให้เกิดปัญหาผิวหมองคล้ำไม่สดใส ผิวกร้าน ไม่นุ่มเนียน ไม่อิ่มฟู เห็นริ้วรอยชัด แห้งลอกและระคายเคืองได้ง่าย เมกอัพไม่ติดทนตามมา ดังนั้นจึงจำเป็นต้องใช้มอยส์เจอไรเซอร์เพื่อป้องกันปัญหาผิวขาดน้ำ ซึ่งมอยส์เจอไรเซอร์จะทำหน้าที่เป็นตัวช่วยกักเก็บและลดการสูญเสียน้ำของผิว เมื่อผิวสูญเสียน้ำน้อยลงก็จะมีความชุ่มชื้นมากขึ้น ทำให้ผิวแข็งแรง เอิบอิ่ม ดูสุขภาพดี

     ไม่ว่าจะมีสภาพผิวแบบไหนก็ต้องบำรุงด้วยมอยส์เจอไรเซอร์ทั้งสิ้น และควรเลือกมอยส์เจอไรเซอร์ให้เหมาะกับสภาพผิว เช่น สาวผิวแห้งควรเลือกมอยส์เจอไรเซอร์ชนิด Oil-Based ที่ให้ความชุ่มชื้นสูง ในขณะที่สาวผิวมันควรเลือกใช้มอยส์เจอไรเซอร์ชนิด Water-Based ที่มีองค์ประกอบส่วนใหญ่เป็นน้ำ และควรหลีกเลี่ยงมอยส์เจอไรเซอร์ชนิด Oil-Based นอกจากนี้มอยส์เจอไรเซอร์ที่ดีควรซึมเข้าสู่ผิวได้อย่างรวดเร็ว ออกฤทธิ์ได้ยาวนานโดยไม่ต้องทาซ้ำหลายรอบ และควรหลีกเลี่ยงมอยส์เจอไรเซอร์ที่มีส่วนผสมของน้ำหอม เพราะมีโอกาสสูงที่จะทำให้เกิดการแพ้

Protini™ Polypeptide Cream (50 ml) จาก Drunk Elephant

มอยส์เจอไรเซอร์ที่ผสานพลังของเปปไทด์เข้มข้น ช่วยฟื้นฟูผิวให้เรียบเนียน เฟิร์มกระชับ แลดูอ่อนเยาว์สุขภาพดี นอกจากนี้ยังช่วยให้ผิวแข็งแรงเพื่อรับมือกับสัญญาณริ้วรอย เส้นริ้วรอยที่เกิดขึ้นแล้ว รวมถึงการทำร้ายของแสงแดดอีกด้วย และแน่นอนว่าปราศจากส่วนผสมที่เป็นอันตรายต่อผิวทั้ง 6 ชนิด อย่างเช่น น้ำหอม พาราเบน ซิลิโคน หรือสารย้อมสี

ราคา 2,630 บาท

Step 3 – ครีมกันแดด (Sunscreen)

     แสงแดดคือศัตรูตัวร้ายที่ทำร้ายผิวได้มากกว่าที่คิด เพราะในแสงแดดมีรังสียูวีเอ (UVA) ที่ส่งผลให้เกิดมะเร็งผิวหนัง อีกทั้งยังทำลายคอลลาเจนในผิวทำให้ผิวแก่ก่อนวัย ประกอบกับรังสียูวีบี (UVB) ที่ทำให้เกิดอาการผิวไหม้แดด หมองคล้ำ ฝ้า กระ และจุดด่างดำต่างๆ ซึ่งเป็นปัญหาที่เมื่อเกิดขึ้นแล้วจะแก้ไขได้ยาก และแม้จะอยู่ในรถหรือในบ้านรังสียูวีก็ยังสามารถเล็ดลอดผ่านกระจกเข้ามาทำร้ายเราได้อยู่ เมื่อการหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับรังสียูวีนั้นทำได้ยากจึงต้องเสริมปราการปกป้องผิวด้วยครีมกันแดดที่มีค่า SPF 30 ขึ้นไป และมีค่า PA+++ โดยใช้ปริมาณ 2 ข้อนิ้วมือเพื่อทาทั่วใบหน้าและบริเวณลำคอ ทั้งนี้ควรทาซ้ำทุกๆ 2 ชั่วโมง เพื่อให้ผิวห่างไกลจากปัญหาข้างต้น

UV Water Serum SPF50+ PA++++ (40 g) จาก MizuMi

ครีมกันแดดสูตรน้ำเพื่อผิวแพ้ง่ายเพราะปราศจากสารเคมี 100% เนื้อสัมผัสบางเบา อ่อนโยน แต่สามารถปกป้องผิวจากรังสียูวีได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยการสะท้อนรังสีออกไป ลดโอกาสที่ผิวจะถูกทำร้ายจากอนุมูลอิสระ รวมถึงลดโอกาสในการเกิดฝ้า กระ จุดด่างดำ และริ้วรอยก่อนวัยอันควร

ราคา 890 บาท

     ซึ่งนี่คือ 3 สเต็ปที่แม้จะไม่มีเวลาก็ต้องทำเป็นประจำไม่ให้ขาด และยังช่วยให้สาวๆ ประหยัดค่าสกินแคร์ในแต่ละเดือนไปได้พอสมควร นอกจากนี้ 10-Step Skincare Routine ยังมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดอาการแพ้จากส่วนผสมที่หลากหลายของสกินแคร์ต่างๆ ที่มีมากมายถึง 10 ขั้นตอน ในขณะที่ 3-Step Skincare Routine นั้นมีความเสี่ยงที่จะเกิดอาการแพ้น้อยกว่าอีกด้วย